SME เตรียมรับมือ : สงครามการค้าสหรัฐฯ จีนระลอกใหม่

by SME Thailand. 17 พค. 2019
Share:



Main Idea
 
  • ประธานาธิบดีทรัมป์กลับลำจะขึ้นภาษีสินค้านําเข้าจากจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐจากเดิม 25 เปอร์เซ็นต์ เป็น 60 เปอร์เซ็นต์นั้นมีโอกาสเป็นไปได้สูง
 
  • สินค้านําเข้าจากจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ใช้ในกิจวัตรประจําวันอย่างเสื้อผ้า รองเท้า โทรศัพท์มือถือ และของเล่น
 
  • ฉะนั้นการต่อกรของสองประเทศขั้วมหาอำนาจเเศรษฐกิจทั่วโลกย่อมส่งผลกระทบมาถึงธุรกิจ SME ยากที่จะหลีกเลี่ยง
 

 

     จากคำกล่าวของประธานาธิบดีทรัมป์จะปรับอัตราภาษีสินค้านําเข้าจากจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 10 เปอร์เซ็นต์ สู่ 25 เปอร์เซ็นต์ ในวันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม เชื่อว่าการกลับลําอย่างฉับพลันของทรัมป์เป็นเพราะมีหลักฐานที่ยืนยันว่าจีนจะกลับคําสัญญาที่ทําไว้ในระหว่างการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ โดยสํานักข่าว CNBC รายงานว่า ในร่างข้อตกลงการค้าจากกรุงปักกิ่งที่ส่งมายังกรุงวอชิงตันแล้วในสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น จีนได้ลบข้อตกลงที่จะแก้ไขกฎหมายเพื่อคลี่คลายปมข้อเรียกร้องหลักๆ ของสหรัฐฯ เช่น การขโมยทรัพย์สินทางปัญญา ความลับทางการค้า การบีบบังคับ ถ่ายโอนเทคโนโลยี นโยบายการแข่งขัน และการเข้าถึงบริการทางการเงิน ประเด็นเหล่านี้ทําให้ทรัมป์ออกมาขู่ว่าจะขึ้นภาษีสินค้านําเข้าจากจีน
 
  • ความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงครามการค้าระลอกใหม่

     แม้จะมีคําขู่ออกมา แต่เชื่อว่ามีโอกาสที่ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับความรุนแรง รองนายกรัฐมนตรหลี วิ เหอ ผู้นำคณะ ผู้แทนเจรจาการค้าของจีน จะต้องยกเลิกการเปลี่ยนแปลงที่จีนเสนอไป และเห็นชอบที่จะทํากฎหมายใหม่


     นอกจากนี้จีนจะต้องยินยอมทําตามความต้องการอื่นๆ ของสหรัฐฯ เช่น นําเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น เพื่อให้สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับจีนลดลง แต่เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ทําได้ยาก และทางฝั่งจีนจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ซึ่งเป็นไปได้ยากเนื่องด้วยข้อจํากัดด้านเวลา จึงมองว่ามีโอกาส 60 เปอร์เซ็นต์ ที่สหรัฐฯ จะขึ้นภาษีนําเข้าตามที่ขู่ไว้จริงเมื่อวันศุกร์นี้ เหตุผลอีกอย่างหนึ่งที่ทรัมป์ต้องการขึ้นภาษีนําเข้าเป็นเพราะสหรัฐฯ ยังคงขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้นจาก 3.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2560 สู่ 4.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2561 ทั้งๆ ที่มีข้อพิพาททางการค้า และมีการปรับภาษีนําเข้าใหม่ในปี 2561


     อย่างไรก็ดี การขึ้นภาษีนําเข้าจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และมีเงื่อนไขว่าจีนกลับมาเจรจา พร้อมกับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ซึ่งจะเปิดทางให้สหรัฐฯ ยกเลิกการขึ้นภาษีนําเข้า สาเหตุที่เรามีมุมมองดังกล่าวเป็นเพราะการเก็บภาษีนําเข้าเพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบทั้งต่อผู้บริโภคในสหรัฐฯ และ ผู้ผลิตในจีน การศึกษาของเราพบว่าสินค้านําเข้าจากจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งมีรายการสินค้า เช่น อินเตอร์เน็ตโมเด็มและเราเตอร์ เครื่องดูดฝุ่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องปรับอากาศ และตู้เย็น รวมอยู่ด้วย ส่วนที่เหลือเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคประมาณ 50เปอร์เซ็นต์ ที่จะส่งผลกระทบต่อการซื้อสินค้าที่ใช้ในกิจวัตรประจําวันอย่างเสื้อผ้า รองเท้า โทรศัพท์มือถือ และของเล่น
 


 
  • แค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ

     เหตุผลที่ทําให้มองว่าการขึ้นภาษีนําเข้าจะเกิดขึ้นแค่ในระยะเวลาสั้นๆ (เช่น 1 เดือน) เนื่องจากระยะเวลาใน การขึ้นภาษีนําเข้าที่ยืดออกไปจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนมากกว่าสหรัฐฯ อย่างมาก ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบ ดัชนี PMI ภาคการผลิตระหว่างสองประเทศนี้ พบว่า สหรัฐฯ มีอํานาจในการเจรจาต่อรองมากกว่าจีน ทั้งนี้ สํานักวิจัยชั้นนําทั่วโลกคาดการณ์ว่า เป็นไปได้ที่ GDP ปี 2562 ของจีนจะขยายตัวลดลง 0.1-0.2 เปอร์เซ็นต์ ถ้าสหรัฐฯ เก็บภาษีสินค้านําเข้าจากจีน 25 เปอร์เซ็นต์นาน 1 ปี  ในทางกลับกัน ผลกระทบต่อสหรัฐฯ จะมีน้อยกว่า เนื่องจากการค้ากับจีนมีบทบาทสําคัญน้อยกว่า (แต่ผู้บริโภคในสหรัฐฯ ก็ยังจะได้รับผลกระทบ) 
 

     สําหรับตลาดการเงิน เราพบว่าตลาดจีนมีความอ่อนไหวต่อข่าวมากกว่าตลาดสหรัฐฯ โดยในปี 2561 เมื่อสอง ประเทศนี้ตอบโต้กันไปมาเกี่ยวกับการขึ้นภาษีนําเข้า ตลาด Shanghai A-shares ได้รับผลกระทบมากกว่า S&P 500 ทั้งนี้แม้มีการฟื้นตัวในไตรมาสแรกของปีนี้ แต่ตลาดหุ้นจีนกลับปรับตัวลดลงอีกครั้ง ในขณะที่ตลาดหุ้น สหรัฐฯ ปรับตัวได้ดีกว่าหลังจากส่งสัญญาณเตือนว่าอาจจะเกิดสงครามการค้าระลอกใหม่
 

     นัยสําคัญของการวิเคราะห์นี้ คือ การเพิ่มระดับสงครามการค้าอีกครั้งจะสร้างความเสียหายกับทั้งสอง ฝ่าย ดังนั้นทางที่ดีที่สุดของทั้งสองฝ่าย คือ หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดสถานการณ์ที่ยกระดับความรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความซับซ้อนระหว่างการเจรจาการค้านั้นอาจทําให้ “อุบัติเหตุ” เกิดขึ้นได้ จนทําให้สหรัฐฯ ต้องขึ้นภาษีนําเข้า และจีนจะออกมาตรการตอบโต้ ซึ่งเราเชื่อว่าความเสียหายด้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่ายจะส่งผลทําให้สหรัฐฯ และจีนพยายามหาหนทางประนีประนอมกัน ในที่สุด 
 


 
  • นโยบายเศรษฐกิจแบบผ่อนคลาย : ผู้เล่นรายใหม่

     ถ้าสงครามการค้ารุนแรงมากขึ้น และสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนําเข้า 25 เปอร์เซ็นต์ จากสินค้าจีนเพิ่มเติมอีก 3.25 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามคําขู่ของทรัมป์ (ซึ่งยังไม่ใช่กรณีหลักของเราในปัจจุบัน) ก็อาจจะส่งผลทําให้เศรษฐกิจทั้งในสหรัฐฯ และจีนชะลอตัวลง เราเชื่อว่าสถานการณ์เช่นนี้จะส่งผลให้รัฐบาลของทั้งสองประเทศออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจของตน โดยรัฐบาลจีนจะเร่งเบิกจ่ายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 6.3 ล้านล้านหยวนตามที่วางแผนไว้ โดยเฉพาะการใช้จ่ายของรัฐบาลท้องถิ่น ในขณะที่สหรัฐฯ อาจจะเบิกจ่ายเงินในโครงการอุดหนุนเกษตรกรวงเงิน 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐที่ได้รับอนุมัติในปีที่ผ่านมาเร็วขึ้น นอกจากนี้เป็นไปได้ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีแนวโน้มที่จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาบลงเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถ้าเศรษฐกิจภายในประเทศเริ่มได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า
 


 
  • ผลกระทบต่อตลาด : ต่างจากครั้งก่อน

     คําขู่ของทรัมป์ที่จะขึ้นภาษีสินค้านําเข้าทั้งหมดจากจีนสร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาดทั่วโลกในสัปดาห์นี้ เนื่องจาก ตลาดคาดว่าทั้งสองฝ่ายจะมีการออกมาตรการทางการค้าแบบตาต่อตาฟันต่อฟันเกิดขึ้นอีกครั้ง และส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น ทั้งนี้ ณ วันที่ 9 พ.ค. ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงมาแล้ว 2.2เปอร์เซ็นต์ ดัชนี A-shares ของจีน ลดลง 1.5เปอร์เซ็นต์ และ SET ลดลง 7.4 เปอร์เซ็นต์ จากต้นสัปดาห์ แนวโน้มที่จะมีการยกเลิกการเจรจาส่งผลทําให้นักลงทุน หันไปเลือกซื้อสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยมากกว่า เช่น ตราสารหนี้รัฐบาลที่มีความน่าเชื่อถือสูง


     ในสมมติฐานกรณีหลักของเรา ซึ่งคาดว่าสินค้านําเข้าจากจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จะถูกเก็บภาษี เพิ่มขึ้นเป็น 25เปอร์เซ็นต์ เพียงชั่วคราว ซึ่งจะทําให้ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวได้ดีกว่าตลาดอื่นๆ เพราะปรับขึ้นมาตั้งแต่ต้น ปีนี้น้อยกว่าตลาดอื่นๆ โดยตั้งแต่ต้นปี 2562 ถึงปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นมาแล้ว 5.8เปอร์เซ็นต์ เทียบกับ S&P ที่ 14.9เปอร์เซ็นต์ และตลาดหุ้นจีนที่ 16.0เปอร์เซ็นต์


     ในช่วงที่เกิดสงครามการค้าครั้งก่อน (ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค. 2561 เมื่อทรัมป์ออกมาประกาศเก็บภาษีสินค้านําเข้า จากจีน มูลค่า 5.0 หมื่นล้านดอลล์สหรัฐ) ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง 8.6เปอร์เซ็นต์ ก่อนจะฟื้นตัวขึ้น เราเชื่อว่าครั้งนี้ แตกต่างออกไป โดยเราคาดว่า SET อาจจะปรับตัวลดลง 3-4เปอร์เซ็นต์ บนสมมติฐานที่ว่า:
1) การขึ้นภาษีนําเข้าเกิดขึ้นชั่วคราว
2) สหรัฐฯ และจีน มีทางเลือกในการใช้นโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหากจําเป็น
3) รัฐบาลไทยออกมาตรการกระต้นเศรษฐกิจวงเงิน 2.2 หมื่นล้านบาท
 

     เมื่อรวมปัจจัยดังกล่าวเข้ามาประกอบการพิจารณา เชื่อว่าระดับ 1,630 จุด (ซึ่งเทียบเท่ากับ Forward P/E  12 เดือน ที่ 14.6 เท่า) เป็นกรอบล่างของ SET ในระยะสั้น ซึ่งอยู่บนสมมุติฐานสําคัญที่ว่าการขึ้นภาษีครั้งนี้เป็นเพียงชั่วคราว แต่หากเกิดกรณีเลวร้าย กล่าวคือ สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนําเข้า 25 เปอร์เซ็นต์ จากสินค้าจีนเพิ่มเติมอีก 3.25 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และกินเวลายาว 1 ปี ค่า Forward P/E อาจตกลงไปอยู่ที่ 1 Standard Deviation ตํ่ากว่าค่าเฉลี่ย (P/E ที่ 14.1 เท่า) หรือกรณี เลวร้ายที่สุดที่ 2 Standard Deviation ตํ่ากว่าค่าเฉลี่ย (P/E ที่ 13.5 เท่า) ซึ่งเรามองว่าเป็นไปได้ยาก ดังนั้น จากการวิเคราะห์ทั้งจากปัจจัยพื้นฐานและเชิงเทคนิค เราแนะนําให้ลูกค้าซื้อหุ้นไทย ถ้าดัชนี SET ปรับตัว ลดลงตํ่ากว่าระดับ 1,630 ในระยะสั้น
 

ที่มา: ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส  ฝ่ายวิจัยการลงทุน สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ (SCBS)  
 


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 
Share:

Related Articles

​โลกต้องจับตา! เมื่อจีนเฉา เศรษฐกิจเฉื่อย โตต่ำสุดในรอบ 27 ปี

เศรษฐกิจจีนในไตรมาสที่ 2 ของปี 2562 ขยายตัวที่ 6.2 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปี 2561 โดยที่การส่งออกจีนหดตัวถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่อ่..

by SME Thailand.| 17 กค. 2019

​ร้อนสุดในอาเซียน! จับตา CLMV ศูนย์กลางแห่งใหม่ โอกาสธุรกิจความงามที่ SME ไทยต้องรุก

ตลาดเครื่องสำอางและความงามยังเป็นธุรกิจดาวรุ่ง ความร่วมมือเชิงรุกของทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต้องการผลักดันให้ประเทศกลุ่ม CLMV ศูนย์กลางห่วงโซ่คุณค่า (V..

by SME Thailand.| 16 กค. 2019

​ทำความรู้จัก ‘เกาหลีใต้&อินเดีย’ พันธมิตรอาเซียน โอกาสธุรกิจ SME ไทย

อินเดีย และเกาหลีใต้ คือประเทศคู่ค้าสำคัญของอาเซียนและไทย อาหารและสินค้าไทยยังมีโอกาสในสองประเทศนี้ แต่ก่อนไปบุกตลาด SME ต้องศึกษาโอกาส และเตรียมตัว..

by SME Thailand.| 15 กค. 2019