ร้อนสุดในอาเซียน! จับตา CLMV ศูนย์กลางแห่งใหม่ โอกาสธุรกิจความงามที่ SME ไทยต้องรุก

by SME Thailand. 16 กค. 2019
Share:



Main Idea

 
  • ตลาดความงามในประเทศไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 มีมูลค่าประมาณ 7.84 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีมูลค่าการส่งออกมากถึง 2.59 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีอาเซียน ญี่ปุ่น จีน และออสเตรเลีย เป็นตลาดสำคัญ
 
  • ตลาดที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจความงามของ SME ไทยคือกลุ่ม CLMV ซึ่งขณะนี้มีสินค้าความงามของไทยวางขายในตลาดกว่า 40 เปอร์เซ็นต์และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากการที่ประชากรมีรายได้และกำลังซื้อสูงขึ้น
 
 
  • ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและออร์แกนิกเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงทั่วโลก โดยความต้องการสินค้าด้านความงามเพิ่มขึ้นถึง 300 เปอร์เซ็นต์ภายในระยะเวลา 5 ปี




     ตลาดเครื่องสำอางและความงามยังเป็นธุรกิจดาวรุ่ง นอกจากแบรนด์ต่างประเทศที่ดาหน้าเข้ามาทำตลาดไม่หยุด ทั้งจากฝั่งตะวันตกและจากเกาหลีที่ครองสัดส่วนตลาดไปแล้วถึง 85 เปอร์เซ็นต์ แบรนด์ไทยก็พัฒนาออกผลิตภัณฑ์ใหม่กันไม่หยุดหย่อน ทำให้ตลาดความงามในประเทศไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 มีมูลค่าประมาณ 7.84 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องโดยเฉลี่ย 7.6 เปอร์เซ็นต์ มูลค่าการส่งออกมากถึง 2.59 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีอาเซียน ญี่ปุ่น จีน และออสเตรเลีย เป็นตลาดสำคัญ





     เมื่อมองรอบตัว ตลาดเครื่องสำอางในอาเซียน มูลค่ามากถึง 15 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเฉพาะประเทศกลุ่ม CLMV  คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม ขณะนี้มีสินค้าความงามของไทยวางขายอยู่ในตลาดกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ และความร่วมมือเชิงรุกของทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต้องการผลักดันให้ประเทศกลุ่ม CLMV ศูนย์กลางห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ยุคใหม่แห่งเอเชียและโลก ส่งผลให้ตลาดกลุ่ม CLMV มีความน่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการ SME ไทย


     จากการที่ตลาด CLMV ขยายตัวอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และมีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจโครงสร้างประชากร และความร่วมมือระหว่างรัฐ นับเป็นสัญญาณที่ดีในการที่จะทำให้กลุ่ม CLMV เป็นศูนย์กลางห่วงโซ่คุณค่ายุคใหม่แห่งเอเชียและโลกได้ไม่ยาก พฤติกรรมและลักษณะทางกายภาพของลูกค้าที่มีความคล้ายคลึงกับคนไทย รวมถึงความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนการขนส่ง
 




     นอกจากนี้ลูกค้ากลุ่ม CLMV ยังให้ความเชื่อถือในแบรนด์สินค้าไทยว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ประกอบกับไทยมีสมุนไพรที่มีความเฉพาะตัว เทคโนโลยีการผลิต และการบรรจุหีบห่อที่เป็นเอกลักษณ์ทำให้สินค้าไทยได้รับความนิยมจากลูกค้า พร้อมกันนี้แบรนด์สินค้าไทยยังมีโอกาสในการสร้างการรับรู้ให้แพร่หลายมากขึ้นจากการที่นักท่องเที่ยวกลุ่ม CLMV เดินทางมาเที่ยวที่ประเทศไทย และได้ทดลองใช้สินค้า โดยใน 5 ปีที่ผ่านมากลุ่มนักท่องเที่ยว CLMV มีจำนวนเพิ่มขึ้น 11.2 เปอร์เซ็นต์ต่อปีและได้ช้อปปิงสินค้าไทย โดยเฉพาะเครื่องสำอางและเครื่องดื่ม 33 เปอร์เซ็นต์ของการใช้จ่ายทั้งหมดระหว่างการท่องเที่ยว ขณะที่เศรษฐกิจโลกในยุคสงครามการค้ามีความผันผวน ทำให้ไทยได้รับผลกระทบในฐานะที่เป็นหนึ่งในห่วงโซ่คุณค่า ผู้ประกอบการ SME จึงควรเริ่มมองหาโอกาสธุรกิจในตลาดอาเซียนและกลุ่มประเทศ CLMV ทีที่กำลังเติบโตนี้ด้วย





     โดยผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและออร์แกนิกเป็นเทรนด์ที่มาแรงทั่วโลก รวมทั้งภูมิภาคอาเซียน และกลุ่ม CLMV  โดยเฉพาะเวียดนามมีความต้องการสินค้าด้านความงามเพิ่มขึ้น 300 เปอร์เซ็นต์ภายในระยะเวลา 5 ปี สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ รายงานว่าในปี 2554 เวียดนามนำเข้าเครื่องสำอางมูลค่า 515 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อมาในปี 2559 มูลค่าเครื่องสำอางนำเข้าสูง 2.06 ล้านเหรียญสหรัฐฯ


     ข้อมูลจากยูโรมอนิเตอร์ ปี 2560 ผลิตภัณฑ์ความงามสมุนไพรที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องในเวียดนาม มีมูลค่าการ
เติบโต 11.5 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่า 1.55 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 7 เปอร์เซ็นต์ต่อปีในช่วง ปี 2560–2565 และมีมูลค่า 2.18 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2565 กรมศุลกากรเวียดนามรายงานยอดการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากไทยในปี 2560 มีมูลค่า 82.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และผลิตภัณฑ์ความงามจากธรรมชาติที่นำเข้าจากไทยกำลังเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในหมู่ผู้บริโภคเวียดนาม โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ระดับกลาง
เศรษฐกิจเมียนมาขยายตัวขึ้นจากการผ่อนปรนการคว่ำบาตร คาดการณ์ว่าจำนวนชนชั้นกลางจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวภายในปี 2563 กลุ่มข้าราชการจานวน 1.5 ล้านคน จะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากการที่รัฐบาลเพิ่มเงินเดือน 50 เปอร์เซ็นตN โครงสร้างประชากรเมียนมามากกว่าครึ่งมีอายุน้อยกว่า 30 ปี ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยบวกต่อการเติบโตของธุรกิจเครื่องสำอาง





     ข้อมูลจากสมาคมเครื่องสำอางเมียนมาเปิดเผยรายงานว่า ในเมียนมานำเข้าเครื่องสำอางจากต่างประเทศ 90 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงามเปลี่ยนแปลงไปมากใน 2-3 ปีหลัง จากเดิมผู้บริโภคเป็นกลุ่มชนชั้นกลางวัยกลางคน แต่ปัจจุบันกลุ่มวัยรุ่นและสูงอายุก็นิยมใช้สินค้าความงามเพื่อเสริมความงาม และเพื่อสุขภาพมากขึ้นด้วยเช่นกัน


     แม้ตลาดกัมพูชายังมีกำลังซื้อไม่สูงนัก แต่ถือว่าน่าจับตาเนื่องจากการไหลเข้าของแหล่งเงินทุนต่างชาติที่เพิ่มขึ้นทุกปี นอกจากนี้ สินค้าอุปโภคบริโภคมีไม่มากนัก ส่วนมากนำเข้าจากไทย จีน และเวียดนาม ผลิตภัณฑ์ความงามต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสกินแคร์ เครื่องสำอาง หรือครีมกันแดด ล้วนนำเข้าจากประเทศไทย
               




     ในตอนนี้ศักยภาพธุรกิจความงามและสุขภาพในตลาด CLMV  และอาเซียนเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจสามารถมาหาโอกาสธุรกิจได้ที่งาน Beyond Beauty ASEAN Bangkok 2019 งานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจด้านความงามและสุขภาพที่ครบวงจรที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 19-21 กันยายน 2562 ณ ศูนย์การประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี
 

                ที่มา : Beyond Beauty ASEAN
 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 
 
Share:

Related Articles

​เปิดปูมหลัง ”โฮ ควอน ปิง” จากผู้ต้องขังสู่การเป็นผู้ก่อตั้งเครือข่ายโรงแรมหรูบันยันทรี

“โฮ ควอน ปิง” ผู้ก่อตั้งโรงแรมที่เคยติดคุกนาน 2 เดือน แต่บั้นปลายกลับขึ้นแท่นเป็นเจ้าของเครือโรงแรมหรูและรีสอร์ตใน 28 ประเทศทั่วโลก

by SME Thailand.| 14 ตค. 2020

​“เวียดนาม-มาเลเซีย-ไทย” 3 หมุดหมายท่องเที่ยวเอเชีย ที่คาดว่าจะฟื้นตัวใน Q4 และกลับมาบูมหลังโควิด

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเป็นหมุดหมายของนักเดินทางจากทั่วโลก การท่องเที่ยวกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคั..

by SME Thailand.| 12 ตค. 2020

​โควิดทำลูกค้าหาย! เชฟมิชลินพลิกกลยุทธ์ผลิตกราโนล่าขาย โกยรายได้เดือนละครึ่งล้าน

การระบาดของโควิด-19 ได้สร้างความเสียหายไปแทบทุกอุตสาหกรรม ไม่เว้นกระทั่งผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร วันนี้มีเรื่องราวของ “คริสโตเฟอร์ ..

by SME Thailand.| 07 ตค. 2020