ธุรกิจส่งออกไทยเตรียมโตพุ่ง 25% หากเปิดเสรี RCEP

by SME Thailand. 24 กค. 2019
Share:



Main Idea

 
  • การส่งออกของประเทศไทยสามารถผลักดันให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้กว่า 25 เปอร์เซ็นต์ หากได้รับโอกาสในการเปิดเสรีเศรษฐกิจ และมีนโยบายการเลิกกีดกันทางการค้าโดยสิ้นเชิงภายใต้ข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP)
 
  • ประเทศไทยมีศักยภาพการส่งออกไปในกลุ่มประเทศ RCEP สูง แต่ปัจจุบันกลับมีส่วนแบ่งตลาดโดยรวมค่อนข้างต่ำ และมักเจอกับสภาวะการแข่งขันสูง แสดงให้เห็นว่ายังมีโอกาสในการส่งออกอยู่อีกมาก




     Ludo Cuyvers  ศาสตราจารย์อาคันตุกะ คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และศาสตราจารย์เกียรติคุณ ศูนย์การศึกษาอาเซียน มหาวิทยาลัยแอนต์เวิร์ป (University of Antwerp) ประเทศเบลเยี่ยม ได้เปิดเผยข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับผลประโยชน์และศักยภาพการส่งออกของประเทศไทย (The Benefits of Full Trade Liberalization and Accessibility in RCEP for Thailand’s Export Potentials) ว่ามูลค่าการส่งออกของประเทศไทย สามารถผลักดันให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้กว่า 25 เปอร์เซ็นต์ หรือประเมินเป็นมูลค่าได้ถึง 112.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หากประเทศไทยได้รับโอกาสในการเปิดเสรีเศรษฐกิจ และมีนโยบายการเลิกกีดกันทางการค้าโดยสิ้นเชิงภายใต้ข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP)
               




     ‘RCEP’ เป็นกรอบความตกลงทางการค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียนและประเทศสมาชิกอีก 6 ประเทศอันประกอบด้วยประเทศจีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งมีการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศที่เกี่ยวข้องว่ารวมกันแล้วเท่ากับราว 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจากโครงการวิจัยเพื่อการศึกษาด้านเศรษฐกิจและการส่งออกของ Cuyvers  เชื่อว่า The Benefits of Full Trade Liberalization and Accessibility in RCEP for Thailand’s Export Potentials พบว่า ในสภาวะทางการค้าระหว่างประเทศสมาชิกที่ได้รับสิทธิเปิดเสรีเศรษฐกิจอย่างสมบูรณ์ จะส่งผลให้ประเทศนั้นสามารถเข้าถึงตลาดทางการค้าของแต่ละฝ่ายได้อย่างเต็มที่ 
               

     จากการศึกษานี้ Cuyvers ใช้ระเบียบการวิจัยที่เรียกว่า แบบจำลองสนับสนุนการตัดสินใจ หรือ
Decision Support Model (DSM) จากการวิเคราะห์ดังกล่าวจะรวมถึงปัจจัยต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการค้า เช่น ความเสี่ยงทางการเมือง ความเสี่ยงทางการค้า ขนาดและความเติบโตของการนำเข้า เครื่องมือกีดกันทางการค้า และส่วนแบ่งในตลาด เป็นต้น ซึ่งการศึกษาพบว่าประเทศที่มีโอกาสส่งออกที่เป็นจริงมากที่สุด (REOs) และมีศักยภาพการส่งออกมากที่สุดก็คือ กัมพูชาและเวียดนาม
               

     อย่างไรก็ดี สำหรับประเทศสมาชิกอื่น เช่น ประเทศจีน ประเทศเกาหลีใต้  ประเทศญี่ปุ่น หรือแม้แต่ประเทศไทย ซึ่งมีศักยภาพในการส่งออกสูง แม้มูลค่าของศักยภาพนี้จะเพิ่มน้อยกว่าการเพิ่มของ REOs แต่รายได้จากการ
ส่งออกจะอยู่ในระดับที่สูง ดังนั้น จึงแนะนำผู้ส่งออกและหน่วยงานที่ส่งเสริมการส่งออกของประเทศไทยควรใส่ใจกับ REOs ในกลุ่มประเทศ RCEP ที่มีโอกาสสร้างรายได้การส่งออกที่สูงกว่า
               




     กลุ่มประเทศ RCEP นั้นเป็นกลุ่มเดียวกับ ASEAN+6 โดยแต่เดิมอาเซียนได้ร่วมลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคี (FTA: free trade agreement) กับประเทศนอกอาเซียนทั้ง 6 คือ ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศอินเดีย ประเทศออสเตรเลีย และประเทศนิวซีแลนด์  แต่ด้วยเงื่อนไขใน FTA แต่ละฉบับมีความแตกต่างกันในด้านของสินค้าตามข้อตกลงและอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีก็ยังคงอยู่
               

     ปัจจุบันปริมาณการส่งออกของไทยไปยังประเทศในกลุ่ม RCEP เท่ากับ 58.7 เปอร์เซ็นต์ของศักยภาพการส่งออกทั้งหมดของประเทศ  ในขณะที่ประเทศไทยมีการส่งออกไปจีนเพียง 59.4 เปอร์เซ็นต์ของศักยภาพการส่งออกเท่านั้น จึงดูเหมือนว่ายังมีช่องทางให้ผู้ส่งออกไทยส่งสินค้าไปจีนได้อีกมาก
               

     จากงานวิจัยของ Cuyvers ยังศึกษาถึงการกระจายการส่งออกหรือส่วนแบ่งตลาดที่มีขนาด และการขยายตัวที่ต่างกัน ซึ่งรวมถึงตลาดขนาดใหญ่ ตลาดที่กำลังเติบโตในระยะสั้นและยาว ข้อสังเกตที่น่าสนใจอันหนึ่งคือ แม้ศักยภาพการส่งออกไปตลาดในกลุ่มประเทศ RCEP ของประเทศไทยมีมาก แต่กลับมีส่วนแบ่งตลาดโดยรวมค่อนข้างต่ำ และมักเจอกับสภาวะการแข่งขันสูง ซึ่งหมายความว่า ถ้าประเทศไทยต้องการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดจะต้องใช้ความพยายามและทรัพยากรจำนวนมากทีเดียว
               




     จากการศึกษาในครั้งนี้ พบว่า กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มี REOs มาก และมูลค่าของศักยภาพการส่งออกที่เป็นจริงสูง  5 กลุ่มแรก ประกอบด้วย 1. กลุ่มเครื่องจักร เครื่องมือไฟฟ้า เครื่องบันทึกและผลิตภาพและเสียง และชิ้นส่วน  2. กลุ่มแร่เชื้อเพลิง น้ำมันและผลิตภัณฑ์จากการกลั่น 3.กลุ่มเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ หม้อไอน้ำ พร้อมเครื่องจักรและชิ้นส่วน  4. กลุ่มพลาสติกและเครื่องใช้ที่ทำจากพลาสติก 5. กลุ่มยานพาหนะ (ไม่รวมตู้รถไฟหรือรถราง) และชิ้นส่วนและเครื่องตกแต่ง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความต้องการประเภทสินค้าของแต่ละประเทศที่แตกต่างกันออกไป โดยในสภาพของการเปิดเสรีทางการค้าอย่างเต็มที่
               

     อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีเศรษฐกิจอย่างสมบูรณ์นั้นในความเป็นจริงคงไม่เกิดขึ้น เพราะแม้จะมีการลดภาษีจนเหลือศูนย์ ก็ยังมีสิ่งกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่รูปแบบภาษีอยู่ (non-tariff barriers) เช่น มาตรฐานสินค้า ขั้นตอนการผ่านพิธีการศุลกากร เป็นต้น แม้กระทั่งการพัฒนาระบบโลจิสติกส์หรือระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพแตกต่างกันของแต่ละประเทศก็สามารถทำให้การเข้าถึงแต่ละตลาดเกิดความเหลื่อมล้ำขึ้นได้เช่นกัน
 
               
     ที่มา : คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)
 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี



 
Share:

Related Articles

​ส่องความสำเร็จ The Vegan Kind แค่ 8 ปีขึ้นแท่นห้างออนไลน์ขายสินค้าวีแกนใหญ่สุดฮิตสุดในอังกฤษ

The Vegan Kind เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์วีแกนและผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากการทารุณกรรมสัตว์ 100 เปอร์เซ็นต์ที่ใหญ่สุดในอังกฤษ โดยมีสินค..

by SME Thailand.| 02 สค. 2021

​ทำตลาดเฉพาะกลุ่มยังไงให้มีรายได้ 2,630 ล้านบาท เรียนรู้วิธีจากแบรนด์กาแฟ BRCC เน้นลูกค้ากลุ่มเดียว

หากสตาร์บัคส์คือแบรนด์ที่แมสจนคนทั่วโลกรู้จัก แบรนด์ Black Rifle Coffee Company หรือ BRCCคือ ขั้วตรงข้าม เป็นร้านกาแฟที่เฉพาะกลุ่มสุดๆ

by SME Thailand.| 29 กค. 2021

​รวมกลยุทธ์แบรนด์ดังอเมริกา ใช้ TikTok ทำยอดขายถล่มทลาย สร้างรายได้จากกลุ่ม Gen Z

กลายเป็นปรากฏการณ์ที่แบรนด์แฟชั่นหลายแบรนด์ในอเมริกากำลังให้ความสนใจ TikTok แอปพลิเคชันที่มีผู้ใช้งานกว่า 800 ล้านคนทั่วโลกในฐานะเครื่องมือทางการตลา..

by SME Thailand.| 26 กค. 2021