เฝ้าระวัง! สงครามการค้าถึงจุดเข้มข้น สหรัฐฯ เพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจีน ส่อกระทบส่งออกไทย

by SME Thailand. 05 สค. 2019
Share:



Main Idea
 
  • สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนมาถึงจุดเข้มข้นเข้าไปทุกที จากการที่สหรัฐฯ เพิ่มการเก็บภาษีนำเข้า 10 เปอร์เซ็นต์ กับสินค้าจีนล็อตใหม่มูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 1 กันยายน 2562 นี้ ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกสินค้าของไทยที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตจีนให้ยิ่งอ่อนไหวมากขึ้น
 
  • เส้นทางการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในระยะต่อไปยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเชื่อว่าสหรัฐฯ จะยังเดินหน้าสงครามจิตวิทยากดดันจีนต่อไปทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยสหรัฐฯ อาจพุ่งเป้าไปที่ประเทศอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวโยงทางธุรกิจกับจีนด้วย




     หลังจากสหรัฐฯ และจีนหันกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาได้ไม่นานเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ในที่สุดสหรัฐฯ ก็ประกาศเพิ่มการเก็บภาษีสินค้าจีนในอัตรา 10 เปอร์เซ็นต์ กับสินค้ากลุ่มที่เหลืออยู่ 3 แสนล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 1 กันยายน 2562 เป็นต้นไป สาเหตุหลักยังคงเป็นเพราะการเจรจาระหว่างกันไม่คืบหน้าเท่าที่ควร โดยเฉพาะในฝั่งจีนที่พยายามต่อรองเงื่อนไข ที่ท้าทายอย่างมากของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรตามที่จีนเคยให้คำมั่นไว้ ประเด็นด้านทรัพย์สินทางปัญญา และแรงกดดันในการเปิดตลาดภาคบริการของจีน
 




ผลกระทบต่อภาคส่งออกไทยในห่วงโซ่สินค้าจีน



     การเก็บภาษีรอบนี้เป็นการสะท้อนจุดยืนของสหรัฐฯ ที่ต้องแลกมาด้วยผลกระทบที่มีต่อภาคการบริโภคที่ยากจะหาแหล่งอื่นทดแทนสินค้าที่จีนเป็นผู้ผลิตหลัก อย่างเสื้อผ้า รองเท้า สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสินค้าเด็ก ในอีกด้านหนึ่งผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตของจีนก็ยากจะหลบเลี่ยงผลกระทบด้วยเช่นกัน และไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น
การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนส่งผลกดดันการส่งออกสินค้าไทยที่เกี่ยวเนื่องกับห่วงโซ่การผลิตของจีนมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน ทำให้กระทบต่อการส่งออกของไทยภาพรวมในปี 2562 ขยับสูงขึ้นเป็น 2,400 ล้านดอลลาร์ฯ (จากเดิมที่ 2,100 ล้านดอลลาร์ฯ ที่มองว่าสหรัฐฯ จะยุติการเก็บภาษีไว้ที่ 25 เปอร์เซ็นต์กับสินค้าจีนรวมมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์ฯ) และผลกระทบดังกล่าวจะปรากฏชัดขึ้นในปี 2563 ซึ่งเมื่อรวมทั้งผลทางอ้อมจากการอ่อนแรงทางเศรษฐกิจทั่วโลกยิ่งฉุดการส่งออกของไทยในภาพรวมอ่อนไหวต่อเนื่องในปีหน้า
 




เส้นทางการค้าที่ไม่แน่นอนระหว่างสหรัฐฯ-จีน



     เส้นทางการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในระยะต่อไปยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ขณะที่การตอบโต้ทางภาษีระหว่างกันมีมานานกว่า 1 ปี และดูเหมือนว่าการเก็บภาษีครั้งนี้น่าจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่บทสรุปของสงครามการค้า เพราะมีผลครอบคลุมสินค้าระหว่างกันแทบทุกรายการไปหมดแล้ว แต่เชื่อว่าสหรัฐฯ จะยังเดินหน้าสงครามจิตวิทยากดดันจีนต่อไปทั้งทางตรงและทางอ้อม กล่าวคือ


     1. ทางตรง สหรัฐฯ อาจดึงเอานโยบายที่มิใช่ภาษีและนโยบายด้านอื่นที่สหรัฐฯ ใช้ก่อนหน้านี้มากดดันเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็นการสกัดธุรกิจจีนในการดูดซับเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ รวมทั้งห้ามผู้ผลิตและผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ทำธุรกิจค้าขายเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจจีน

     2. ทางอ้อม สหรัฐฯ อาจนำมาตรการกีดกันทางการค้าที่มีอยู่ อาทิ การระงับสิทธิ GSP และมาตรการทางภาษี AD/CVD มาปรับใช้กับประเทศอื่น เพื่อพุ่งเป้าสกัดธุรกิจและการค้าของจีนที่ส่งผ่านมาจากประเทศตัวกลางต่างๆ ที่จีนไปขยายฐานการผลิตหรือใช้เป็นหนึ่งในช่องทางส่งออกไปสหรัฐฯ ขณะที่การลงทุนที่กระจายความเสี่ยงจากจีนมาลงทุนในประเทศต่างๆ จนทำให้ประเทศผู้ผลิตมีปริมาณการส่งออกไปสหรัฐฯ จนเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ก็อาจเข้าข่ายเป็นประเทศที่มีพฤติกรรมบิดเบือนค่าเงิน (Currency Manipulator) ซึ่งกรณีเหล่านี้ล้วนเป็นความเสี่ยงที่ไทยต้องเฝ้าระวังขึ้นไปอีก
 




สงครามการค้า เกมที่ยังไม่มีจุดจบ



     จะเห็นได้ว่าการเจรจาที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้แสดงจุดยืนเชิงนโยบายของประเทศค่อนข้างชัดเจน เช่นเดียวกับที่จีนไม่ยอมโอนอ่อนตามเงื่อนไขที่ยากจะเป็นไปได้ของสหรัฐฯ จึงมีความเป็นไปได้ว่าสหรัฐฯ คงไม่ยอมยุติเกมนี้โดยง่าย และอาจยกระดับการเก็บภาษีขึ้นอีก หากเกิดขึ้นจริงคงเริ่มในปี 2563 อาทิ การยกระดับการเก็บภาษีสินค้ารอบ 3 แสนล้านดอลลาร์ฯ จาก 10 เปอร์เซ็นต์ เป็น 25 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งความเสี่ยงว่าอาจเพิ่มอัตราภาษีสินค้าที่เคยเก็บไปแล้ว 2.5 แสนล้านดอลลาร์ฯ ในอัตรา 25 เปอร์เซ็นต์เพิ่มสูงขึ้นอีก อย่างไรก็ดี คงต้องรอติดตามต่อไปเพราะเป็นประเด็นทางการเมืองที่ค่อนข้างซับซ้อนและมีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศที่ทั้งคู่คงต้องชั่งน้ำหนักอย่างมากก่อนตัดสินใจขั้นต่อไป


     ดังนั้น เศรษฐกิจและการค้าโลกในปี 2563 จึงยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และพร้อมจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ตลอดเวลาภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ อันส่งผลต่อภาพรวมให้ไม่สดใสเท่าที่ควร ประกอบกับปัจจัยอ่อนไหวที่เป็นผลสืบเนื่องจากการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ได้ส่งผ่านปมความขัดแย้งทางเทคโนโลยีมายังความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีกับญี่ปุ่น เยอรมนีกับจีน ตลอดจนความเปราะบางภายในภูมิภาคยุโรปที่มาจากผลพวงของ BREXIT สิ่งเหล่านี้อาจฉุดรั้งให้บรรยากาศทางธุรกิจในปี 2563 ยังคงภาพอึมครึมจนมาถึงจุดต่ำสุด และจะคลี่คลายดีขึ้นในปี 2564 หากสหรัฐฯ เปลี่ยนโฉมหน้ารัฐบาลใหม่
 

ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
 
 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 
 
Share:

Related Articles

​Saorsa 1875 โรงแรม Vagan เต็มสูตร เที่ยวหรูได้ไม่ขัดศรัทธาสาวกวีแกน

โรงแรม Saorsa 1875 ในเมืองสกอตแลนด์ ซึ่งเป็นโรงแรมวีแกนแห่งแรกของสหราชอาณาจักร ที่นี่หรูหราและแสนสะดวกสบายโดยที่ไม่ต้องเบียดเบียนสัตว์แม้แต่น้อย เรี..

by SME Thailand.| 29 ตค. 2020

​“Costes” ร้านอาหารมิชลินสตาร์ ชวนดินเนอร์บนชิงช้าสวรรค์ในวันที่จำเป็นต้องเว้นระยะห่าง

ร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์อย่าง Costes ในเมืองบูดาเปสต์ ปรับกระเช้าชิงช้าสวรรค์ให้กลายเป็นห้องอาหารขนาดเล็กสำหรับลูกค้า 2 ท่านต่อโต๊ะ ให้มานั่งดินเนอ..

by SME Thailand.| 28 ตค. 2020

​แอบส่อง! ยอดส่งออก 9 เดือนแรก สินค้าอะไรเติบโตดีสุด

สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2563 หลังเจอกับโจทย์สาหัสมาตั้งแต่ต้นปี และในไตรมาสสุดท้ายนี้ก็ยังมีหลายปัจจัยให้ลุ้น แต่หนึ่งในสัญญานดีๆ คือยอดส่งออกเริ่มหดตัว..

by SME Thailand.| 26 ตค. 2020