Sheconomy ปลุกตลาดแบรนด์หรูจีนคึกคัก หลังพญามังกรขึ้นแท่นเมืองหลวงเศรษฐีโลก!

by SME Thailand. 02 มค. 2020
Share:
Text : วิมาลี วิวัฒนกุลพาณิชย์





Main Idea
 

 
  • รายงาน Global Rich List 2018 ของสถาบันวิจัยหูรุ่นซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำของจีนระบุจีนได้รับการขนานนามว่าเป็น “Billionaire capital of the world” หรือนครหลวงแห่งเศรษฐีโลก
 
  • จากสถิติชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงจีนถูกขับเคลื่อนให้ทำงานในตำแหน่งสูงๆ โดยร้อยละ 35 ของธุรกิจต่างๆ จะมีผู้หญิงนั่งเก้าอี้ผู้บริหารระดับสูง จำนวนผู้หญิงทำงานมีรายได้สูง ฐานะมั่นคงที่เพิ่มจำนวนขึ้นนำไปสู่เศรษฐกิจที่เรียกว่า Sheconomy
 
  • ส่งผลให้สินค้าแบรนด์เนมแข่งขันกันรังสรรค์นวัตกรรมและออกแบบกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อดึงดูดอำนาจแห่งสตรี โดยเฉพาะสตรีทั้งในแวดวงการเมือง และสตรีที่เป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทข้ามชาติ พวกเธอกลายเป็นพรีเซ็นเตอร์ชั้นดี และลูกค้าเศรษฐีกลุ่มนี้ทรงอำนาจพอที่จะทำให้แบรนด์แจ้งเกิดหรือดับได้ 



     มีรายงานว่าการที่สินค้าแบรนด์หรูระดับโลก อาทิ คริสเตียน ดิออร์, โคลเอ้ และซีลีน รวมถึงแบรนด์อื่นๆ ทำยอดขายได้ดีในจีนนั้นสืบเนื่องจากเศรษฐีนีซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงมีจำนวนเพิ่มขึ้น และผู้หญิงทำงานเหล่านี้มักนิยมซื้อชุดสูททำงานจากแบรนด์ดังๆ ที่กล่าวมา
               

     ในรายงาน Global Rich List 2018 ของสถาบันวิจัยหูรุ่นซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำของจีนระบุจีนได้รับการขนานนามว่าเป็น “Billionaire capital of the world” หรือนครหลวงแห่งเศรษฐีโลก ซึ่งไม่เพียงจำนวนมหาเศรษฐี Ultra-high net-worth ที่มีสินทรัพย์สุทธิตั้งแต่ 30 ล้านเหรียญ (ราว 90 ล้านบาท) ขึ้นไปจะเพิ่มมาอยู่ที่ 210 คน แต่จำนวนผู้หญิงที่มั่งคั่งอันดับต้นๆ ของประเทศยังเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจเช่นกัน โดยร้อยละ 78 ของจำนวนเศรษฐีทั้งหมด 187 คนทั่วโลกเป็นเศรษฐีนีที่อาศัยอยู่ในจีน
               





     นอกจากนั้นตัวเลขสถิติยังชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงจีนถูกขับเคลื่อนให้ทำงานในตำแหน่งสูงๆ โดยร้อยละ 35 ของธุรกิจต่างๆ จะมีผู้หญิงนั่งเก้าอี้ผู้บริหารระดับสูง จำนวนผู้หญิงทำงานมีรายได้สูง ฐานะมั่นคงที่เพิ่มจำนวนขึ้นนำไปสู่เศรษฐกิจที่เรียกว่า Sheconomy หรือการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจโดยมีผู้หญิงเป็นผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ ซึ่งลูกค้าหญิงเหล่านี้เป็นกลุ่มสำคัญที่ทำให้บางอุตสาหกรรม เช่น  รถยนต์หรูเติบโตขึ้น
               




     ขณะที่แบรนด์สินค้าหรูอื่นก็แข่งขันกันรังสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงการออกแบบกลยุทธ์ทางการตลาดแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนเพื่อดึงดูดอำนาจแห่งสตรี โดยเฉพาะสตรีที่มีสถานะทางสังคมสูง ไม่ว่าจะเป็นสตรีในแวดวงการเมือง หรือสตรีที่เป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทข้ามชาติ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคือพวกเธอจะกลายเป็นพรีเซ็นเตอร์ชั้นดี เสื้อผ้าหรือข้าวของเครื่องใช้แบรนด์เนมที่พวกเธอสวมใส่หรือใช้อยู่ หากปรากฎให้เห็นในโลกโซเชี่ยล จะกลายเป็นสินค้าขายดีทันที เรียกได้ว่า ลูกค้าเศรษฐีกลุ่มนี้ทรงอำนาจพอที่จะทำให้แบรนด์แจ้งเกิดหรือดับได้ 
               




     นอกจากกลุ่มเศรษฐีนีและมหาเศรษฐีระดับบน แบรนด์หรูทั้งหลายยังให้ความสำคัญผู้หญิงวัยทำงานที่อยู่ในกลุ่มมิลเลนเนี่ยลอีกด้วย แม้จีนจะเป็นสังคมที่ผู้ชายมีบทบาทหลัก แต่ก็เป็นประเทศหนึ่งมีความเท่าเทียมกันทางเพศเป็นอันดับต้นๆ จะเห็นได้จากจำนวนผู้หญิงทำงานตำแหน่งสูงในองค์กรนั้นมีมากกว่าหลายประเทศ จีนเป็นประเทศที่มีซีอีโอหญิงมากเป็นอันดับสองของโลก และกว่าครึ่งของจำนวนมหาเศรษฐีหญิงผู้สร้างตัวเองจนมั่งคั่งจากทั่วโลกก็มาจากจีน
               

     ผู้หญิงจีนเหล่านี้มีส่วนทำให้ภูมิทัศน์ทางธุรกิจและรสนิยมเกี่ยวกับสินค้าหรูเปลี่ยน และเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ดีที่สุดของสินค้าแบรนด์เนม อย่างแรกคือค่านิยมที่กำลังเป็นที่ยอมรับและทำให้ผู้หญิงทำงานต้องก้าวไปสู่จุดนั้นให้ได้คือการเป็น “Girl Boss” หรือผู้ประกอบการ ผู้ริเริ่มธุรกิจบางอย่างอันจะนำไปสู่ความมั่งคั่ง อย่างที่สองได้แก่การเป็น “Alpha Female” ผู้หญิงที่มีความมั่นใจในตัวเองและมีภาวะความเป็นผู้นำสูง
               

      สื่อมวลชนจีนได้นำเสนอความสำเร็จในอาชีพของผู้หญิงรุ่นใหม่ที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มมิลเลนเนียลวัยเพียง 30 ต้นๆ โดยกว่าครึ่งจบการศึกษาจากต่างประเทศ คาแรกเตอร์ที่ผู้หญิงจีนรุ่นใหม่ต้องการแสดงออกคือความแกร่งทัดเทียมเพศชาย ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งความอ่อนหวานสไตล์ผู้หญิงด้วย แบรนด์ต่างๆ หากสามารถออกแบบสินค้าให้ผสมผสานสองบุคลิกนี้เข้าด้วยกันได้จะมีความได้เปรียบในตลาด อย่างโมเดลที่ว่า “Design for women by women” ก็ดูเหมือนจะเป็นที่พึงพอใจอย่างมากสำหรับผู้บริโภคในกลุ่ม Sheconomy หรือกลุ่มที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยผู้หญิง
               

     ดังนั้น แบรนด์เสื้อผ้าทั้งหลาย ดีไซเนอร์จึงต้องทำการบ้านอย่างหนักในการออกแบบชุดที่จะสะท้อนตัวตนของบรรดา Alpha Female จีนในการเป็นมืออาชีพที่ทัดเทียมเพศชาย แต่ก็ยังแฝงความเป็นสตรี แบรนด์เสื้อผ้าที่ลูกค้าหญิงจีนชื่นชอบจึงมักเป็นแบรนด์ที่ดีไซเนอร์ผู้หญิงเป็นคนออกแบบ อาทิ แบรนด์ซีลีนที่ออกแบบโดย Phoebe Philo, คริสเตียน ดิออร์โดยดีไซเนอร์รุ่นเก๋า Maria Grazia Chiuri เช่นเดียวกับแบรนด์ชาแนลที่เป็นแบรนด์ยอดนิยมของลูกค้าจีน ยังไม่รวมแบรนด์ใหม่ๆ อย่าง Bottega Veneta ที่ได้แดเนียล ลี ซึ่งเคยร่วมงานกับซีลีนมาอยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์ดีไซน์ด้วย
               




     และไม่ใช่เฉพาะแบรนด์หรูจากนอกเท่านั้น แบรนด์ในประเทศเองก็พยายามสร้างสรรค์ดีไซน์เพื่อจับกลุ่มบอสหญิงเหล่านี้เช่นกัน อาทิ Coson แบรนด์ชุดสูทของจีนที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจและผู้ประกอบการหญิง แบรนด์ท้องถิ่นของจีนอาจจะมีข้อได้เปรียบนิดหนึ่งตรงที่รู้จักรากเหง้าของตนเป็นอย่างดี จึงมีความเข้าใจว่าลูกค้าบางครั้งลูกค้าก็ต้องการสวมชุดประจำชาติ เช่น กี่เพ้าเพื่อให้ดูโดดเด่นจากคนทั่วไป


     โดยสรุปแล้ว สิ่งที่ลูกค้า Girl Boss หรือ Alpha Female ต้องการก็คือสิ่งที่สามารถสะท้อนตัวตนของพวกเธอทั้งในความกร้าวแกร่งแบบเป็นมืออาชีพและความอ่อนหวานแบบผู้หญิงนั่นเอง แบรนด์ไหนตอบโจทย์ตรงนี้ได้ แบรนด์นั้นก็มีโอกาสทำเงิน
 



ที่มา :
https://jingdaily.com/the-rise-of-chinas-girl-boss-luxurys-newest-target/
www.scmp.com/magazines/style/news-trends/article/3035876/how-female-chinese-billionaires-keep-luxury-sales-dior
 
 



 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 
 
Share:

Related Articles

​แอบส่อง! ยอดส่งออก 9 เดือนแรก สินค้าอะไรเติบโตดีสุด

สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2563 หลังเจอกับโจทย์สาหัสมาตั้งแต่ต้นปี และในไตรมาสสุดท้ายนี้ก็ยังมีหลายปัจจัยให้ลุ้น แต่หนึ่งในสัญญานดีๆ คือยอดส่งออกเริ่มหดตัว..

by SME Thailand.| 26 ตค. 2020

​Rethink+ ระบบจัดการขยะผ่านดิจิทัล ครั้งแรกในเอเชียแปซิฟิก

Rethink+ เชื่อมโยงกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับขยะพลาสติกเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่คนทั่วไปที่สร้างขยะ คนที่เก็บรวบรวมขยะ ผู้บำบัดขยะ และสุดท้ายคือโรงงานรีไซเ..

by SME Thailand.| 22 ตค. 2020

​เปิดปูมหลัง ”โฮ ควอน ปิง” จากผู้ต้องขังสู่การเป็นผู้ก่อตั้งเครือข่ายโรงแรมหรูบันยันทรี

“โฮ ควอน ปิง” ผู้ก่อตั้งโรงแรมที่เคยติดคุกนาน 2 เดือน แต่บั้นปลายกลับขึ้นแท่นเป็นเจ้าของเครือโรงแรมหรูและรีสอร์ตใน 28 ประเทศทั่วโลก

by SME Thailand.| 14 ตค. 2020