ส่องตลาด ‘CLMV’ ในวันที่ไวรัสเล่นงานเศรษฐกิจ โตต่ำสุดในรอบ 2 ทศวรรษ

by SME Thailand. 27 เมย. 2020
Share:
 
 
 
Main Idea
 
  • การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจ CLMV ที่พึ่งพารายได้จากต่างประเทศในธุรกิจท่องเที่ยว และภาคการส่งออกเป็นหลัก ยิ่งพึ่งพาต่างชาติมาก ก็ยิ่งบาดเจ็บหนัก
 
  • กัมพูชา ได้รับผลกระทบมากสุด โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัวถึง 0.9 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเวียดนามกระทบปานกลาง แต่จากนโยบายรัฐที่กระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบเงินให้เปล่า และลดภาษี คาดว่าการเติบโตจะยังคงอยู่ในระดับ 3.6 เปอร์เซ็นต์ ในปีนี้
 
  • สปป.ลาว และเมียนมา ได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากไม่พึ่งพารายได้จากต่างประเทศมากนัก คาดว่าในปีนี้อัตราการเติบโตจะอยู่ที่ระดับ 3.9 เปอร์เซ็นต์ และ 4.3 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ
 
  • แม้ว่าเศรษฐกิจ CLMV จะเติบโตต่ำสุดในรอบ 2 ทศวรรษ แต่ยังเติบโตได้เฉลี่ยในระดับ 3.4 เปอร์เซ็นต์ ในปีนี้ และหลังจากนั้นมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยกลับมาโตเฉลี่ย 6.4 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2564 และ 6.5 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2565
 
___________________________________________________________________________________________
 

     ตลาด CLMV (กัมพูชา สปป. ลาว เมียนมา และเวียดนาม) เป็นกลุ่มประเทศดาวรุ่งในภูมิภาคอาเซียน หนึ่งในความ
หวังของผู้ประกอบการไทย ในการออกไปแสวงหาโอกาสธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา โดยหากมองในเชิงเศรษฐกิจจะพบว่า CLMV มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องมานานกว่า 2 ทศวรรษ ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า เศรษฐกิจ CLMV จะเติบโตได้ถึง 6.5 เปอร์เซ็นต์ ในปีนี้ 


     อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจ CLMV อย่างหนัก โดยผ่านทางกลไกการพึ่งพารายได้จากต่างประเทศ เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว และภาคการส่งออก ตลอดจน ส่งผลกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศ อันเนื่องมาจากการปิดเมือง ปิดสถานประกอบการบางประเภทที่สุ่มเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดโรค และนั่นส่งผลต่อสถานการณ์ CLMV ที่อาจไม่ได้หอมหวานเหมือนคาดการณ์ก่อนหน้านี้


 
  • พิษโควิด ฉุดรายได้จากต่างประเทศซบ 

     ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า กลุ่มประเทศ CLMV มีระดับการพึ่งพารายได้จากต่างประเทศแตกต่างกันตามโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เมื่อเทียบสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศต่อ GDP พบว่า สามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

1.ประเทศที่พึ่งพารายได้จากทั้งการส่งออกและธุรกิจท่องเที่ยว คือ กัมพูชา ซึ่งมีทั้งมูลค่าการส่งออกมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP และมีรายได้ท่องเที่ยวมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP

2.ประเทศที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกแต่ไม่ค่อยพึ่งพารายได้จากธุรกิจท่องเที่ยว คือ เวียดนาม ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP แต่มีรายได้ท่องเที่ยวต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP

3.ประเทศที่ไม่ค่อยพึ่งพารายได้จากเศรษฐกิจโลก คือ เมียนมา และ สปป. ลาว ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ -30 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP และ มีรายได้ท่องเที่ยวต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP


     ซึ่งระดับการพึ่งพารายได้จากต่างประเทศในธุรกิจที่แตกต่างกันนี้ จะทำให้กลไกการส่งผ่านผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 มีความแตกต่างกันตามไปด้วย 


 
  • “กัมพูชา” กระทบหนักสุดใน CLMV 

     ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า กัมพูชา เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 หนักที่สุด เนื่องจากพึ่งพารายได้จากต่างประเทศทั้งในธุรกิจท่องเที่ยวและการส่งออก ซึ่งธุรกิจท่องเที่ยวกัมพูชาได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยในช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางไปกัมพูชาลดลงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และคาดว่าธุรกิจท่องเที่ยวจะหดตัวกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ จะเห็นได้ว่า ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นธุรกิจแรกที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แต่จะเป็นธุรกิจกลุ่มสุดท้ายที่กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ธุรกิจท่องเที่ยวกัมพูชาจะหดตัวประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ในปีนี้


     นอกจากนี้ กัมพูชายังพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาด EU และสหรัฐฯ มากที่สุด โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 61.2 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันสหรัฐฯ และประเทศในกลุ่ม EU มีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 มากที่สุด จึงส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของกัมพูชาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งส่งออกใหญ่ที่สุดของประเทศ ที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และ EU เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ในช่วงมกราคมการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ยังขยายตัวได้ถึง 39 เปอร์เซ็นต์ และในไตรมาสแรกของปีนี้การส่งออกไปยังไทยซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 6 ก็ขยายตัวได้ถึง 124 เปอร์เซ็นต์ จากการขยายตัวของการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูป (53.5 เปอร์เซ็นต์) ผักผลไม้ (44.9 เปอร์เซ็นต์) และทองคำ (598.3 เปอร์เซ็นต์) 


     ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงมองว่า การส่งออกของกัมพูชาจะยังขยายตัวได้เล็กน้อยในไตรมาสแรก แต่จะเริ่มหดตัวลงตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป รวมตลอดปี 2563 การส่งออกของกัมพูชาคาดว่าจะหดตัวประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้เศรษฐกิจกัมพูชาโดยรวมจะหดตัวกว่า 0.9 เปอร์เซ็นต์ ในปีนี้


 
  • โควิดฉุดส่งออก “เวียดนาม” หดตัว

     “เวียดนาม” เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ผ่านการส่งออกมากที่สุด แต่โชคดีที่เป็นประเทศที่มีคู่ค้าหลากหลาย โดยมีการส่งออกไปในตลาดหลักๆ ครอบคลุมถึง 4 ภูมิภาค ได้แก่ EU สหรัฐฯ จีน และอาเซียน จึงทำให้การกระจายความเสี่ยงในตลาดส่งออกค่อนข้างดี ประกอบกับสินค้าส่งออกหลักของเวียดนาม คือ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะได้รับอานิสงค์จากพฤติกรรม Work From Home ทำให้อุปสงค์ของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ แผงวงจรไฟฟ้า เพิ่มขึ้น และทำให้ภาพรวมการส่งออกของเวียดนามหดตัวไม่มากนัก


     นอกจากนี้ เวียดนามยังได้รับผลกระทบจากการปิดโรงงานในจีนค่อนข้างน้อย เพราะไม่ได้พึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ (Essential Electronic Parts) จากจีนมากนัก และสามารถนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากประเทศอื่นมาทดแทนได้ ประกอบกับพื้นที่บริเวณอู่ฮั่นมีการปิดโรงงานยาวนานที่สุดก็ไม่ใช่เป็นศูนย์กลางการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จึงทำให้ผลกระทบต่อซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในเวียดนามมีไม่มากนัก เห็นได้จากมูลค่าการส่งออกของเวียดนามในไตรมาสแรกของปีนี้ที่ยังคงเพิ่มขึ้น 0.5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนภาพรวมของการส่งออกของเวียดนามในปีนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า จะหดตัวประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ 


     ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เวียดนามได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไม่มากเท่าไรนัก ก็คือ การบริโภคในครัวเรือนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยการบริโภคในครัวเรือนของเวียดนามได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด เห็นได้จากอัตราการเติบโตของธุรกิจค้าปลีกที่สูงถึง 10 เปอร์เซ็นต์-16 เปอร์เซ็นต์ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา 


     นอกจากนี้ รัฐบาลเวียดนามได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีวงเงินอุดหนุนมากที่สุดใน CLMV โดยประเทศอื่นส่วนใหญ่จะเน้นมาตรการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ แต่เวียดนามเป็นประเทศแรก (และยังเป็นประเทศเดียว) ใน CLMV ที่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบเงินให้เปล่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย และผู้ว่างงาน คิดเป็นจำนวนเงิน 36 ล้านล้านดองเวียดนาม หรือคิดเป็น 0.5 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP ของเวียดนาม ตลอดจน มีมาตรการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และผ่อนผันการชำระภาษีที่ดิน คิดเป็นมูลค่า 180 ล้านล้านดองเวียดนาม หรือ 2.5 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP ของเวียดนาม 


     ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า มาตราการเหล่านี้จะช่วยพยุงการบริโภคในครัวเรือนให้ยังเติบโตได้ในระดับ 6.5 เปอร์เซ็นต์ ในปีนี้ ประกอบกับรัฐบาลเวียดนามเองก็มีแผนใช้จ่ายงบประมาณในด้านสาธารณสุขเพิ่มเติมในปีนี้ ซึ่งการบริโภคในครัวเรือนและการบริโภคภาครัฐของเวียดนามรวมกัน มีสัดส่วนสูงถึง 74 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP จึงมองว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยพยุงเศรษฐกิจเวียดนามในปีนี้ไว้ไม่ให้ได้รับผลกระทบมากนัก


     นอกจากนี้ วิกฤตโควิด-19 ยังจะมีอานิสงค์ให้การย้ายฐานการลงทุนออกจากจีนมาที่เวียดนามเกิดขึ้นในอัตราเร่ง ก่อนหน้าวิกฤต สืบเนื่องจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ทำให้บริษัทต่างชาติหลายแห่งที่ลงทุนในจีนเริ่มมองหาฐานการผลิตใหม่ เพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งเวียดนามได้รับผลประโยชน์มากที่สุด เห็นได้จากตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น 7.2 เปอร์เซ็นต์ ในปี  2562  และเมื่อเกิดโควิด-19 ที่มีจุดเริ่มต้นที่จีน การกระจายความเสี่ยงของซัพพลายเชนไปที่ประเทศอื่นๆ ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นอัตราเร่ง และเวียดนามก็จะหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ 


     ดังนั้น ในภาพรวมเศรษฐกิจเวียดนามจะยังพอเติบโตได้ จะเห็นได้จากไตรมาสแรกของปีนี้ที่ยังคงเติบโตที่ 3.82 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามในไตรมาสที่ 2 จะแย่ลงกว่าไตรมาสแรก แต่จะพลิกฟื้นตัวได้เร็วในไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 เป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ทำให้การบริโภคของภาคครัวเรือนยังเติบโตได้ ประกอบกับการลงทุนจากต่างประเทศที่คาดว่ากลับมาเติบโตได้อีกครั้งในครึ่งหลังของปี ทำให้คาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจเวียดนามอยู่ในระดับ 3.6 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2563 


 
  • “เมียนมา” คาดส่งออกทั้งปีหดตัว 10 เปอร์เซ็นต์  

     “เมียนมา” เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ค่อนข้างน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับเวียดนาม และกัมพูชา เพราะมีรายได้จากภาคการส่งออกและธุรกิจท่องเที่ยวค่อนข้างน้อย อย่างไรก็ตาม ภาคการส่งออกของเมียนมาก็ได้รับผลกระทบค่อนข้างหนัก เนื่องจากสินค้าส่งออกหลัก คือ ก๊าซธรรมชาติ และ สินแร่ต่างๆ เช่น ทองแดง จะได้รับผลกระทบจากราคาเชื้อเพลิง และโลหะพื้นฐานต่างๆ ในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มเกิดโควิด-19 ตามอุปสงค์ของภาคอุตสาหกรรมและความต้องการพลังงานที่ลดลงทั่วโลก คาดว่ามูลค่าการส่งออกก๊าซธรรมชาติ และสินแร่ต่างๆ ของเมียนมามีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องในปีนี้


     นอกจากนี้ สินค้าส่งออกสำคัญอันดับสองของเมียนมา คือ เสื้อผ้าและสิ่งทอ ก็ได้รับผลกระทบหนักทั้งจากการปิดโรงงานในจีน และจากอุปสงค์สินค้าที่ลดลงในตลาด EU ซึ่งเป็นตลาดหลักในการส่งออกสิ่งทอของเมียนมา ทำให้โรงงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอหลายแห่งต้องปิดตัวลง อย่างไรก็ตาม การส่งออกจากเมียนมามายังตลาดไทย ซึ่งเป็นคู่ค้าลำดับสองของเมียนมายังเติบโตได้ 2.3 เปอร์เซ็นต์ ในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยเฉพาะ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช (990 เปอร์เซ็นต์) สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง (67.5 เปอร์เซ็นต์) สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ (50.2 เปอร์เซ็นต์) ตลอดจนสินแร่ต่างๆ (52.5 เปอร์เซ็นต์) ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงมองว่า การส่งออกของเมียนมาจะไม่ได้รับผลกระทบมากนักในไตรมาสแรก แต่เริ่มหดตัวลงตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป รวมตลอดปี 2563 การส่งออกของเมียนมาคาดว่าจะหดตัวประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ 


     ปัจจุบัน EU ได้จัดตั้งกองทุนเงินช่วยเหลือฉุกเฉิน (Quick Assistance Fund) มูลค่า 500 ล้านยูโร (ประมาณ 543 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมสิ่งทอในเมียนมาที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยกองทุนนี้จะให้เงินอุดหนุนแก่โรงงานสิ่งทอที่ยังจ้างแรงงานอยู่ และให้เงินจำนวน 75,000 จ๊าด (ประมาณ 1,700 บาท) เป็นเวลา 3 เดือนกับแรงงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ถูกเลิกจ้าง ประกอบกับ รัฐบาลเมียนมาได้จัดตั้งกองทุนโควิด-19 เพื่อปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมูลค่า 72 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้กับอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งจะช่วยพยุงสถานการณ์ทางการเงินของบริษัท และอุดหนุนการจ้างงานและการบริโภคของครัวเรือนในทางอ้อมอีกด้วย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า กองทุนเงินช่วยเหลือฉุกเฉินของ EU และของรัฐบาลเมียนมา ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP จะช่วยพยุงรายได้ของประชาชน และทำให้การบริโภคในครัวเรือนยังเติบโตได้ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนวิกฤตโควิด-19


     นอกจากนี้ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของเมียนมาก็ยังคงเป็นไปตามกำหนดการเดิม โดยในปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทางรัฐบาลญี่ปุ่นได้อนุมัติเงินกู้จำนวน 110 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับก่อสร้างสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา ถนน และระบบบำบัดน้ำเสีย ส่วนในต้นเดือนเมษายน รัฐบาลจีนก็ได้อนุมัติการลงทุน 22 โครงการมูลค่า 678 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง นอกจากนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ก็ยังเดินหน้าโครงการก่อสร้างสะพานระหว่างเมืองย่างกุ้ง-ดาลามูลค่ากว่า 154 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และโครงการพัฒนาเมืองดาลาใหม่ (Dala New City) มูลค่า 125 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จะเห็นได้ว่า การลงทุนในเมียนมาส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากต่างประเทศ และยังคงมีกำหนดการเดิม มองว่า การลงทุนในเมียนมาจะยังเติบโตได้ดีและไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มากนัก เมื่อดูภาพรวมแล้ว คาดว่าเศรษฐกิจเมียนมาจะยังเติบโตได้ในระดับ 4.3 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2563


 
  • “สปป. ลาว” เศรษฐกิจจะยังโต 3.9 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2563

     “สปป. ลาว” ก็เป็นอีกประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ค่อนข้างน้อย เนื่องจากไม่ได้พึ่งพารายได้จากธุรกิจท่องเที่ยว หรือภาคการส่งออกมากนัก อย่างไรก็ตาม ธุรกิจท่องเที่ยวของลาวพึ่งพานักท่องเที่ยวไทยมากที่สุด ซึ่งไทยได้รับผลกระทบจากโควิด-19 หนักที่สุดในอาเซียนในปีนี้ จึงคาดว่าธุรกิจท่องเที่ยวของลาวน่าจะได้รับผลกระทบตามไปด้วย นอกจากนี้ สปป. ลาวยังพึ่งพาการส่งออกทองแดง และสินแร่ต่างๆ รวมเป็นมูลค่ากว่า 26เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ซึ่งราคาสินแร่ต่างๆ ในปีนี้ได้ปรับตัวลดลง ยังดีที่ลาวส่งออกพลังงานไฟฟ้ามาไทยค่อนข้างมาก ซึ่งความต้องการใช้ไฟฟ้าในเมืองไทยคาดว่าจะยังไม่ลดลงมากนัก  ในไตรมาสแรกของปีนี้ การส่งออกสินค้ามายังไทยซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งและมีสัดส่วนการส่งออกถึงเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ ของการมูลค่าการส่งออกของสปป.ลาว ยังขยายตัวถึง 20 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะ พลังงานไฟฟ้า (24.4 เปอร์เซ็นต์) ผักและผลไม้ (112.5 เปอร์เซ็นต์) ตลอดจน แร่และผลิตจากแร่ (54.5 เปอร์เซ็นต์) ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงมองว่า การส่งออกของสปป.ลาวจะยังขยายตัวได้ดีในไตรมาสแรก แต่จะเริ่มหดตัวลงตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป รวมตลอดปี 2563 การส่งออกของสปป.ลาวคาดว่าจะหดตัวประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์


     เนื่องจากภาคการส่งออกส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเหมืองแร่และการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งไม่ได้ทำให้เกิดการจ้างงานกับผู้คนจำนวนมาก ส่วนธุรกิจท่องเที่ยวก็เพิ่งเริ่มพัฒนาและยังมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับ GDP จึงทำให้รายได้ของประชากรส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ประกอบกับในปีนี้ ธนาคารโลกได้อนุมัติเงินช่วยเหลือฉุกเฉินมูลค่า 18 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ส่วนจีนได้ส่งทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ยาและเวชภัณฑ์มาให้สปป.ลาว เพื่อต่อสู้กับวิกฤตโควิด-19 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า สปป.ลาวสามารรถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ได้ดี และรายได้ส่วนใหญ่ของประชากรไม่ได้รับผลกระทบมาก จึงทำให้การบริโภคในครัวเรือนยังเติบโตได้ นอกจากนี้ การลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงซึ่งมีมูลค่ากว่า 7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ยังคงดำเนินไปตามกำหนดการเดิม จึงทำให้เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มากนัก เมื่อดูภาพรวมแล้ว คาดว่าเศรษฐกิจสปป.ลาวจะยังเติบโตได้ในระดับ 3.9 เปอร์เซ็นต์ ในปีนี้


 
  • สรุป

     แม้วิกฤตโควิด-19 จะทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกลุ่ม CLMV อยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ แต่เศรษฐกิจ CLMV ก็ยังสามารถเติบโตได้ในระดับ 3.4 เปอร์เซ็นต์ ในปีนี้ นอกจากนี้ เศรษฐกิจโดยรวมยังมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างรวดเร็วใน 1-2 ปีข้างหน้า โดยอัตราการเติบโตจะอยู่ที่ระดับ 6.4 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2564 และ 6.5 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2565  ซึ่งความเร็วในการฟื้นตัวของแต่ละประเทศจะแตกต่างกันตามโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และปัจจัยเฉพาะต่างๆ เช่น กัมพูชาซึ่งเพิ่งสูญเสียสิทธิพิเศษทางการค้าจาก EU จะฟื้นตัวได้ช้าที่สุดใน CLMV ส่วน สปป.ลาว และเมียนมาที่พึ่งพาการส่งออกไปตลาดจีนค่อนข้างมาก ก็ทำให้ภาคการส่งออกฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในปีหน้า ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ส่วนเวียดนามที่มีตลาดส่งออกหลากหลาย การส่งออกก็จะฟื้นตัวได้ดีปานกลาง ประกอบกับ ยังมีปัจจัยบวกสำคัญ คือ การเริ่มใช้เทคโนโลยี 5G ของประเทศต่างๆ ทั่วโลกในปีหน้า ซึ่งจะทำให้ความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นและทำให้การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของเวียดนามกลับมาขยายตัวอย่างรวดเร็วได้อีกครั้ง 
 

     เมื่อโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ CLMV อย่างหนักที่สุดแค่ปีนี้เพียงปีเดียว จึงถือเป็นข่าวดีของภาคการส่งออกไทยที่คาดว่าจะพลิกกลับมาฟื้นตัวได้ในปีหน้า โดยมีปัจจัยเสี่ยงคือราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทยไปยังกัมพูชา ลาวและเมียนมา อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวลงมาจนถึงจุดต่ำสุดในปีนี้ และมีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้นในปีหน้า จึงส่งผลให้โอกาสที่มูลค่าการส่งออกไทยในตลาด CLMV จะกลับมาขยายตัวได้ค่อนข้างสูง ส่วนในปีนี้คาดว่า การส่งออกจากไทยไปยัง กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม จะหดตัว 8.9 เปอร์เซ็นต์ 7.3 เปอร์เซ็นต์  6.1 เปอร์เซ็นต์ และ 13.3 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ซึ่งส่วนใหญ่เนื่องมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงมาก สำหรับเวียดนาม มูลค่าการส่งออกปรับตัวลดลงมาก เนื่องจากสินค้าส่งออกหลักของไทยในตลาดเวียดนามคือ รถยนต์ ซึ่งจัดเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคจะเลื่อนการตัดสินใจซื้อเป็นอันดับต้นๆ เมื่อรายได้ลดลง ส่วนการส่งออกอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันนั้น จะไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มากนัก และยังเป็นกลุ่มสินค้าที่มูลค่าการส่งออกจะขยายตัวได้ในปีนี้ นอกจากนี้ ปูนซีเมนต์และสินค้าในกลุ่มวัสดุก่อสร้าก็คาดว่าจะยังขยายตัวได้ เนื่องจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่ยังคงดำเนินการตามกำหนดการเดิม


 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
Share:

Related Articles

​Rethink+ ระบบจัดการขยะผ่านดิจิทัล ครั้งแรกในเอเชียแปซิฟิก

Rethink+ เชื่อมโยงกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับขยะพลาสติกเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่คนทั่วไปที่สร้างขยะ คนที่เก็บรวบรวมขยะ ผู้บำบัดขยะ และสุดท้ายคือโรงงานรีไซเ..

by SME Thailand.| 22 ตค. 2020

​เปิดปูมหลัง ”โฮ ควอน ปิง” จากผู้ต้องขังสู่การเป็นผู้ก่อตั้งเครือข่ายโรงแรมหรูบันยันทรี

“โฮ ควอน ปิง” ผู้ก่อตั้งโรงแรมที่เคยติดคุกนาน 2 เดือน แต่บั้นปลายกลับขึ้นแท่นเป็นเจ้าของเครือโรงแรมหรูและรีสอร์ตใน 28 ประเทศทั่วโลก

by SME Thailand.| 14 ตค. 2020

​“เวียดนาม-มาเลเซีย-ไทย” 3 หมุดหมายท่องเที่ยวเอเชีย ที่คาดว่าจะฟื้นตัวใน Q4 และกลับมาบูมหลังโควิด

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเป็นหมุดหมายของนักเดินทางจากทั่วโลก การท่องเที่ยวกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคั..

by SME Thailand.| 12 ตค. 2020