ลี้ภัยไม่ไร้งาน! ร้าน Emma’s Torch นิวยอร์ก ปลุกปั้นธุรกิจยั่งยืนเพราะช่วยเหลือผู้ลี้ภัย

by SME Thailand. 03 กย. 2020
Share:
TEXT : วิมาลี วิวัฒนกุลพาณิชย์
 
 

 
Main Idea
 
 
  • ร้านอาหาร Emma’s Torch ใช้โมเดลวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือ Social Enterprise สร้างธุรกิจที่เอื้อต่อสังคม
 
  • ทำโรงเรียนการครัวที่รับเฉพาะนักเรียนผู้ลี้ภัยที่มาแสวงหาชีวิตใหม่ในอเมริกา
 
  • ผู้เรียนจบสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยมีเครือข่ายร้านอาหารในนิวยอร์กอ้าแขนรับ
 
  • โมเดลธุรกิจน้ำดีทำให้ได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามจากหลายๆ ฝ่าย
 
 
              

     เป็นอีกหนึ่งวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือ Social Enterprise ที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เรากำลังพูดถึง “Emma’s Torch Classroom Café” ในนิวยอร์กที่เป็นร้านอาหารให้บริการทั่วไป และยังเป็นโรงเรียนฝึกสอนอาชีพงานครัวให้กับผู้ลี้ภัยในอเมริกาอีกด้วย นับตั้งแต่เปิดร้านมา มีนักเรียนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง เหยื่อสงครามกลางเมือง เหยื่อความขัดแย้งทางศาสนา และเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ที่ผ่านการฝึกงานและถูกรับเข้าทำงานตามร้านอาหารต่างๆ ทั่วนิวยอร์กแล้วกว่า 50 คน
              




     ผู้ก่อตั้งร้านอาหารนี้คือ “เคอร์รี่ โบรดี้” สาวอเมริกันวัย 29 ปี เธอเกิดในรัฐแมรี่แลนด์และเติบโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่ลี้ภัยมาจากประเทศแอฟริกาใต้ จากรัฐบ้านเกิด เคอร์รี่ ย้ายมาทำงานในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของอเมริกา และใช้เวลาว่างในการเป็นอาสาสมัครที่องค์กรรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชน ทำให้เธอทราบว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีนโยบายรับผู้อพยพต่างชาติค่อนข้างเยอะ แต่ผู้อพยพเหล่านี้จำนวนมากประสบปัญหาในการใช้ชีวิตในดินแดนใหม่ ทั้งเรื่องอุปสรรคในการใช้ภาษา และการหางานทำ  
              



     หลังจากที่ย้ายมานิวยอร์ก เคอร์รี่พบว่าปัญหาใหญ่หลวงของบรรดาร้านอาหารในนิวยอร์กคือขาดแคลนแรงงาน และหาแรงงานที่มีทักษะด้านงานครัวค่อนข้างยาก ด้วยเหตุนี้ เธอจึงเกิดความคิดเปิดโรงเรียนสอนด้านนี้ให้กับผู้อพยพ โดยเคอร์รี่ซึ่งไม่มีประสบการณ์ในการเป็นเชฟหรือธุรกิจ ลงทุนเข้าคอร์สจนจนจบจาก Institute of Culinary Education ก่อนจะเปิดร้าน Emma’s Torch Classroom Café ขึ้นในปี 2017 โดยชื่อคาเฟ่มาจากชื่อ “เอ็มม่า ลาซารัส” ผู้เขียนบทกวี  The New Colossus ที่จารึกตรงฐานอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ บทกวีที่ว่ามีเนื้อความกล่าวต้อนรับผู้อพยพทุกคนในโลกนี้มาสู่อเมริกานั่นเอง
              




     โดยช่วงแรกเป็น Pop-up Store หรือร้านชั่วคราวที่เปิดแถวเรดฮุค เขตบรู้คลิน นักเรียนกลุ่มแรกที่รับการฝึกมีจำนวน 7 คนด้วยกัน ภายใต้หลักสูตรที่เคอร์รี่ออกแบบโดยผ่านการปรึกษาจากสมาคมเชฟ สิ่งที่ผู้เข้าฝึกได้เรียนรู้คือการเตรียมวัตถุดิบในครัว ตั้งแต่การล้าง การหั่นผักในรูปแบบต่างๆ ไปจนถึงการทำซอส และเทคนิคการปรุงอาหารหลากหลายรูปแบบ  
              

     ช่วงแรกผู้เรียนจะได้รับการฝึก 8 สัปดาห์เต็มควบคู่ไปกับการสอนภาษาอังกฤษสำหรับคนที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรก ต่อมาจึงขยายหลักสูตรเป็น 12 สัปดาห์ และนักเรียนแต่ละรุ่น ระหว่างการฝึกงานจะได้รับค่าแรงคิดเป็นรายชั่วโมง หลังจบหลักสูตรและผ่านการฝึกงานที่ร้าน เคอร์รี่อาสาหางานให้นักเรียนของเธอ โดยติดต่อไปยังเจ้าของร้านอาหารทั่วนิวยอร์กที่ขาดแคลนพนักงาน   
              




     จากร้านอาหารชั่วคราวที่ใช้เป็นสถานที่ฝึกงานของนักเรียนที่เป็นผู้อพยพ ปี 2018 เคอร์รี่ได้ขยับขยายมาเปิดเป็นร้านถาวรที่แคร์รอลการ์เด้น และเพิ่มหลักสูตรการฝึกชงกาแฟเพื่อเป็นบาริสต้า รวมถึงทักษะการรับออร์เดอร์และสื่อสารกับลูกค้า นอกจากนั้น เธอยังได้รับการสนับสนุนจากหอสมุดประชาชนบรู้คลินให้เปิดร้านคาเฟ่อีกสาขาบริเวณห้องสมุดแห่งนี้ ซึ่งเป็นข้อดีในแง่ทำให้เธอสามารถรับนักเรียนมาฝึกได้มากขึ้นเนื่องจากมีสถานที่ให้ฝึกงานเพิ่มขึ้นมาอีก 1 ที่
              

     ร้าน Emma’s Torch Classroom Café ของเคอร์รี่จัดเป็นองค์กรไม่แสวงกำไร นอกจากรายได้จากคาเฟ่ที่ลูกค้ามาใช้บริการ เคอร์รี่ยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานและมูลนิธิต่างๆ รวมถึงการบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนในนามส่วนบุคคลก็มี ส่วนพันธมิตรที่เป็นร้านอาหารระดับสูงในนิวยอร์กก็ให้การสนับสนุนในรูปแบบการจ้างนักเรียนที่ผ่านหลักสูตรของที่ร้านมา
              




     วิสาหกิจเพื่อสังคมแบบที่ Emma’s Torch Classroom Café ทำอยู่นั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่อะไรที่เกี่ยวข้องกับการเป็นจิตอาสา หรือการช่วยเหลือผู้ด้อยกว่าในสังคมจะช่วยชูภาพลักษณ์แบรนด์ และทำให้ธุรกิจนั้นมั่นคงยั่งยืน ในประเทศไทยเองก็มีให้เห็น ยกตัวอย่าง ร้าน “60พลัส เบเกอรี่ แอนด์ คาเฟ่” ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลรามาธิบดีก็เป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างคณะกรรมธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) และศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APCD)
              




     จุดประสงค์เพื่อเพิ่มศักยภาพของคนพิการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนโดยเน้นการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการทำธุรกิจที่คนพิการมีส่วนร่วมซึ่งมีการส่งเสริมสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อคนพิการ การจ้างงาน และการเพิ่มโอกาสในการทำงานรวมทั้งการพัฒนาศักยภาพในการเป็นผู้ประกอบการของคนพิการ โดยมียามาซากิ แบรนด์ขนมปังจากญี่ปุ่นที่เข้ามาสนับสนุนในการช่วยฝึกสอนคนพิการในการอบขนมปังและเบเกอรี่ต่างๆ การอุดหนุนร้านแบบ Emma’s Torch Classroom Café หรือ 60พลัส เบเกอรี่ แอนด์ คาเฟ่ จึงทำให้ลูกค้ารู้สึกดีเหมือนได้มีส่วนเกื้อกูลสังคมด้วยนั่นเอง
 
              
     เป็นไอเดียธุรกิจน้ำดีที่ผู้ประกอบการ SME ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจของตัวเองได้

 
ที่มา
https://edition.cnn.com/2019/03/28/us/cnnheroes-kerry-brodie-emmas-torch/index.html
https://paw.princeton.edu/article/kerry-brodie-12-emmas-torch-lights-new-path-refugees
 
 
 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
Share:

Related Articles

​เปิดปูมหลัง ”โฮ ควอน ปิง” จากผู้ต้องขังสู่การเป็นผู้ก่อตั้งเครือข่ายโรงแรมหรูบันยันทรี

“โฮ ควอน ปิง” ผู้ก่อตั้งโรงแรมที่เคยติดคุกนาน 2 เดือน แต่บั้นปลายกลับขึ้นแท่นเป็นเจ้าของเครือโรงแรมหรูและรีสอร์ตใน 28 ประเทศทั่วโลก

by SME Thailand.| 14 ตค. 2020

​“เวียดนาม-มาเลเซีย-ไทย” 3 หมุดหมายท่องเที่ยวเอเชีย ที่คาดว่าจะฟื้นตัวใน Q4 และกลับมาบูมหลังโควิด

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเป็นหมุดหมายของนักเดินทางจากทั่วโลก การท่องเที่ยวกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคั..

by SME Thailand.| 12 ตค. 2020

​โควิดทำลูกค้าหาย! เชฟมิชลินพลิกกลยุทธ์ผลิตกราโนล่าขาย โกยรายได้เดือนละครึ่งล้าน

การระบาดของโควิด-19 ได้สร้างความเสียหายไปแทบทุกอุตสาหกรรม ไม่เว้นกระทั่งผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร วันนี้มีเรื่องราวของ “คริสโตเฟอร์ ..

by SME Thailand.| 07 ตค. 2020