“The Vegetable Co.” ฟาร์มผักแนวตั้งที่แจ้งเกิดในโควิด ฮิตจนยอดขายพุ่ง! 300 %

by SME Thailand. 14 กย. 2020
Share:
TEXT : นิตยา สุเรียมมา





Main Idea
 

     โอกาสธุรกิจฟาร์มผักแนวตั้ง
 
 
  • ใช้พื้นที่น้อย แก้ไขปัญหาการทำเกษตรรูปแบบเดิมที่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ สามารถตั้งฟาร์มผักในเมืองได้
 
  • นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้  ทำให้ได้ผลผลิตที่ดี ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง และยังช่วยลดการใช้น้ำกว่า 90 เปอร์เซ็นต์
 
  • ผู้บริโภคได้รับประทานผักที่สดใหม่ ไม่ต้องออกมาหาซื้อเองในพื้นที่ชุมชน
 
  • ลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค และทรัพยากรพลังงานในการจัดส่ง
 


                 
     การมาถึงของโควิด-19 อาจสร้างความเสียหายให้กับหลายธุรกิจชนิดที่ประเมินค่าไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันก็กลับเป็นจุดเริ่มต้นและแจ้งเกิดให้กับหลายธุรกิจที่เข้ามาช่วยตอบโจทย์แก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภค ณ ช่วงเวลานั้น ได้เช่นกัน


     “The Vegetable Co.” คือธุรกิจฟาร์มผักซึ่งตั้งอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ริมลานจอดรถในกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเป็นทั้งเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของมาเลเซีย ฟาร์มผักแห่งนี้ถือกำเนิดขึ้นจากเพื่อนสนิทสองคน โดยเพิ่งเริ่มต้นขึ้นได้ไม่นานก่อนที่จะมีการระบาดอย่างหนักของไวรัสโควิด-19 ในมาเลเซีย เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา





      ครั้งแรกที่เปิดตัวนั้นดูเหมือนธุรกิจยังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร “Shawn Ng” หนุ่มวัย 28 ปี หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง The Vegetable Co.กล่าวว่า “เราเป็นผลิตภัณฑ์ที่เพิ่งตั้งไข่ได้ไม่นานในตลาดที่ไม่แน่นอน”


     แต่หลังจากเริ่มมีมาตรการป้องกันที่เข้มงวดออกมาจากรัฐบาลมาเลเซีย โดยกำหนดและอนุญาตให้แต่ละครอบครัวส่งตัวแทนออกมาทำธุระข้างนอกที่จำเป็นหรือซื้อข้าวของเครื่องใช้เพียงแค่หนึ่งคนในแต่ละครั้งเท่านั้น และยังมีการจำกัดเส้นทางการสัญจรและควบคุมปริมาณเพื่อลดความแออัดของพื้นที่ จึงส่งผลให้ The Vegetable Co. มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 300 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงเพียง 2 – 3 สัปดาห์แรก ซึ่งภายหลังถึงแม้กฎจะค่อยๆ คลายลงเพื่อให้ธุรกิจส่วนใหญ่กลับมาเปิดใหม่ได้ แต่ชาวมาเลเซียในเมืองจำนวนมากก็ยังคงชื่นชอบการซื้อของออนไลน์เช่นเดิมเหมือนที่พวกเขาเริ่มคุ้นชินขึ้นมาตั้งแต่ช่วงการปิดกั้นครั้งแรก ทำให้ธุรกิจของ Shawn ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง





     จะว่าไป The Vegetable Co. ก็เหมือนกับฟาร์มขนาดเล็กหลายแห่งทั่วโลกที่มีการขายผักผลไม้สดให้กับผู้บริโภค แต่ในขณะที่ฟาร์มบางแห่งเลือกที่จะขายบนแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ เช่น Amazon, Lazada, Alibaba หรือผ่านพื้นที่ขนาดเล็กอย่าง Harvie เว็บไซต์ในเพนซิลเวเนียที่เชื่อมต่อผู้บริโภคกับฟาร์มแต่ละแห่งทั่วสหรัฐอเมริกาและแคนาดา แต่ The Vegetable Co. กลับเลือกที่จะทำเว็บไซต์ขายและบริการจัดส่งให้แก่ผู้บริโภคโดยตรงด้วยตนเอง


     โดยจุดเด่นของ The Vegetable Co. คือ เป็นการทำฟาร์มผักแนวตั้งที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยบริหารจัดการ ทำให้แม้จะมีพื้นที่จำกัดเล็กๆ แค่ในตู้คอนเทนเนอร์ขนาดประมาณ 320 ตารางฟุต แต่ก็สามารถทำการเพาะปลูกผักได้มากถึง 0.7 เอเคอร์ (1 เอเคอร์ = 4,050 ตารางเมตร) ช่วยลบข้อจำกัดวิธีการทำเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมที่ต้องใช้พื้นที่เพาะปลูกค่อนข้างมาก ทำให้การทำฟาร์มผักในเมืองสามารถเป็นเรื่องที่เป็นไปได้และง่ายขึ้น ซึ่งข้อดีของการทำฟาร์มผักแนวตั้งในเมือง คือ ทำให้ผู้บริโภคได้กินผักสดใหม่ เพราะไม่ต้องขนส่งไกล  ที่สำคัญยังเข้ามาช่วยตอบโจทย์ แก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภคได้ดีทีเดียว ซึ่งการเดินทางไปจับจ่ายซื้อผักสดยังตลาด หรือซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นเรื่องยากลำบากมากในสถานการณ์เช่นนี้





     ในแต่ละชั้นวางของฟาร์มผักแนวตั้งจะอัดแน่นไปด้วยผักกาดไฮโดรโปรนิกส์ ถั่วงอก และผักอื่นๆ เป็นผักปลอดสารพิษที่ปลูกโดยใช้วิธีการควบคุมอุณหภูมิ อาหาร ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่เหมาะสม เติบโตภายใต้แสงไฟ LED โดยมีมาตรการกระบวนการทำงานที่ค่อนข้างเข้มงวด ในแต่ละวันพนักงานจะทำงานอยู่บนพื้นที่ทางเดินเล็กๆ โดยขณะทำต้องสวมถุงมือยางหน้ากากอนามัย และเสื้อคลุมสีขาวดูเหมือนกับอยู่ในหอผู้ป่วยในโรงพยาบาลอย่างไรอย่างนั้น และนอกเหนือจากปั๊มน้ำมันแล้ว ฟาร์มผักจากตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าว ยังสามารถใช้พื้นที่ของสนามไดร์ฟกอล์, สวนปาล์มน้ำมันหรือที่อื่นๆ ได้เช่นกัน เพื่อกระจายตัวออกไปให้บริการแก่ผู้บริโภคในพื้นที่ต่างๆ เพื่อการจัดส่งที่รวดเร็ว สดใหม่ และยังเป็นการช่วยประหยัดพลังงานในการขนส่ง ลดการปล่อยคาร์บอนออกไปอีกด้วยตามโมเดลศูนย์กิโลเมตรที่ตั้งใจไว้


     Shawn ได้เล่าแรงบันดาลใจว่าเขาเริ่มสนใจการทำฟาร์มผักแนวตั้งเป็นครั้งแรกหลังจากดูหนังเรื่อง “The Martian ” ภาพยนตร์ปี 2558 นักบินอวกาศชาวอเมริกันที่ต้องติดอยู่บนดาวอังคารและเรียนรู้ที่จะปลูกอาหารกินเองในสภาพที่มีแรงโน้มถ่วงเป็นศูนย์ โดยตั้งแต่นั้นมาเขาก็พยายามค้นคว้าจนก่อร่างขึ้นมาเป็นธุรกิจได้ในที่สุด
                




     สำหรับวิธีการสั่งซื้อและจัดส่ง คือ เพียงคลิกเข้ามาเลือกชนิดผักที่ต้องการยังหน้าเว็บไซต์ จากนั้นเลือกวันที่และเวลาที่ต้องการให้จัดส่ง และชำระเงินเข้ามา โดยก่อนการเดินทางไปส่งจะมี SMS หรือข้อความจาก Whatsapp จัดส่งเข้าไปแจ้งเตือนก่อนล่วงหน้า โดยเมื่อพนักงานไปถึงจะรออยู่ยังจุดหมายเพียง 10 นาทีเท่านั้น หากไม่มีรับพัสดุ


     ภายในช่วงเวลาดังกล่าว พนักงานจะมุ่งหน้ากลับไปพร้อมกับพัสดุ แต่จะถือว่าการจัดส่งเสร็จสิ้นแล้ว โดยอาจมีการจัดส่งใหม่ให้ภายหลัง แต่จะมีการเรียกเก็บเงินใหม่สำหรับบริการเพิ่มเติมนี้ ในการจัดส่งแต่ละครั้งทางฟาร์มจะนำผักจัดใส่กล่องพลาสติกไปให้ โดยใส่อยู่ในกระเป๋าช่วยเก็บอุณหภูมิความเย็นอีกที เมื่อมีการสั่งครั้งต่อไป ก็ให้มีการส่งคืนให้กลับพนักงานเพื่อจะได้นำกลับไปวนใช้ได้ใหม่





     นอกจากช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากเชื้อเพลิงที่ใช้การขนส่งได้ในระยะใกล้แล้ว ฟาร์มผัก The Vegetable Co. ยังช่วยลดการใช้น้ำได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์อีกด้วย จึงนับเป็นการทำฟาร์มผักที่นอกจากจะส่งผลดีให้กับผู้บริโภคแล้ว ยังส่งผลดีกลับมาสู่โลกใบนี้ เป็นความพยายามในการรบกวนสิ่งแวดล้อม รวมถึงปล่อยของเสียออกมาให้น้อยที่สุดนั่นเอง เรียกว่าได้ประโยชน์ด้วยกันครบทุกฝ่ายจริงๆ
 
 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 
 
Share:

Related Articles

​ทำไม “มูซังคิง” ทุเรียนบ้านๆ จากมาเลย์ ถึงกลายเป็นราชันแห่งทุเรียน ส่งออกไปจีนปีละกว่า 1,000 ตัน

“มูซังคิง” ผลไม้ยอดฮิตของกลุ่มคนรักทุเรียนในจีน ได้เริ่มต้นส่งออกทุเรียนมูซังคิงไปยังประเทศจีนเมื่อ 6 ปีก่อน และปัจจุบันได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราช..

by SME Thailand.| 22 เมย. 2021

​EAON MALL สลัดภาพค้าปลีกหัวเก่า ก้าวเท้าสู่ “ดิจิทัล” ตั้งศูนย์เทคโนโลยีนำร่องในจีน ก่อนใช้จริงในญี่ปุ่น

อิออน มอลล์ที่ให้บริการในจีนได้เคยนำร่องให้ร้านค้าของห้างไลฟ์สดจำหน่ายสินค้าไปแล้วหลังจากที่มีการก่อตั้งศูนย์บริหารดิจิทัลอิออนขึ้นในเมืองหังโจว เรี..

by SME Thailand.| 19 เมย. 2021

​หมัดเด็ดเล็กสู้ยักษ์! ถอดกลยุทธ์ Dunham's ห้างสรรพสินค้าอิสระแห่งสุดท้ายในอเมริกา

ทุกเมืองคงเคยมีห้างสรรพสินค้าในท้องถิ่น ก่อนที่แบรนด์ใหญ่ทุนหนาจะค่อยๆ คืบคลานเข้ามาจนห้างท้องถิ่นสู้ไม่ไหวปิดตัวลงไปในที่สุด แต่ไม่ใช่กับ Dunham’s ..

by SME Thailand.| 09 เมย. 2021