โควิดทำลูกค้าหาย! เชฟมิชลินพลิกกลยุทธ์ผลิตกราโนล่าขาย โกยรายได้เดือนละครึ่งล้าน

by SME Thailand. 07 ตค. 2020
Share:
TEXT : วิมาลี วิวัฒนกุลพาณิชย์





Main Idea
 
 
ข้อคิดจากเชฟทำกราโนล่าอย่างไรให้โดนใจลูกค้า
 
 
  • ใส่ความตั้งใจเหมือนทำเมนูอาหารมิชลิน รังสรรค์รสชาติให้เป็นที่จดจำและนำไปสู่ความรื่นรมย์ในการบริโภค
 
  • เบื้องหลังผลิตภัณฑ์มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับความพิถีพิถันในการคัดสรรวัตถุดิบ
 
  • ตั้งราคาสมเหตุสมผลให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่าที่จะควักกระเป๋าซื้อ
 


 
               
     การระบาดของโควิด-19 ได้สร้างความเสียหายไปแทบทุกอุตสาหกรรม ไม่เว้นกระทั่งผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร วันนี้มีเรื่องราวของ “คริสโตเฟอร์ คอง” เชฟหนุ่มชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียวัย 33 ปี มาเล่าสู่กันอ่าน จากเชฟผู้สั่งสมประสบการณ์มากมายในร้านอาหารหรูระดับดาวมิชลิน กระทั่งมาดำเนินธุรกิจ Chef’s table ที่ได้รับการตอบรับดีจนเขาเตรียมขยับขยายบริการโดยการเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเอง แต่การมาถึงของไวรัสโควิด ทำให้แผนทุกอย่างต้องพับไป อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตย่อมมีโอกาส เชฟคริสก็เป็นคนหนึ่งที่มองเห็นโอกาสนั้นที่สร้างรายได้ให้เขามากกว่า 500,000 บาทต่อเดือน



               

     คริสเริ่มสนใจทำอาหารตั้งแต่อายุ 13 และมีโอกาสร่วมแข่งทำอาหารขณะกำลังเรียนไฮสคูลที่สหรัฐฯ ผลปรากฎว่าทีมของเขาชนะเลิศได้เป็นตัวแทนไปแข่งระดับประเทศ และสามารถครองแชมป์ถึง 3 ปีซ้อน จากนั้นคริสก็คลุกคลีในธุรกิจอาหารเนื่องจากพ่อและแม่เชื้อสายมาเลเซียของเขาเปิดร้านอาหารอิตาเลียนที่ เมืองซีแอทเทิล รัฐวอชิงตัน กระทั่งวันหนึ่ง มีลูกค้าขอให้คริสรังสรรค์เมนูที่ดีที่สุดในร้านให้เนื่องในวาระที่ลูกค้าจะขอแฟนสาวแต่งงาน คริสจึงตระหนักว่าอาหารก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในวาระพิเศษของคนบางคนได้
               

     หลังจบการศึกษาจากด้านบริหารธุรกิจจาก มหาวิทยาลัย เวสเทิร์น วอชิงตัน ในปี 2010 คริสก็ตัดสินใจซื้อตั๋วบินเที่ยวเดียวเดินทางไปมาเลเซียเพื่อเริ่มต้นฝึกงานที่ร้านอาหารของเพื่อนคุณพ่อ โดยเปลี่ยนร้านไปเรื่อยๆ เพื่อเรียนรู้เทคนิคการปรุงอาหารแบบเอเชีย หลังสั่งสมประสบการณ์มากพอ เขาก็ข้ามไปสมัครงานที่สิงคโปร์ ดินแดนที่ได้เชื่อว่าสวรรค์ของนักกินเนื่องจากเป็นแหล่งรวมของร้านอาหารนานาชาติมากมาย
               

     “กี ซาวอย สิงคโปร์” คือร้านมิชลิน 3 ดาว ร้านแรกที่คริสมีโอกาสได้ร่วมงาน ต่อมาเขาได้ย้ายไปทำที่ “เท็ตสึยะ วาคุดะ” ร้านมิชลิน 2 ดาว และบินกลับไปสมัครงานที่ “ร้านโนแมด” ร้านมิชลินชื่อดังในนิวยอร์กนานถึง 2 ปี กระทั่งปี 2018 เขาติดตามภรรยาซึ่งย้ายกลับมาทำงานที่สิงคโปร์และตัดสินใจเปิดธุรกิจ Chef’s table โดยการแปลงอพาร์ตเมนต์ที่พักเป็นที่รับรองลูกค้า



               

     Dearborn Supper Club ที่คริสตั้งขึ้นจะมอบประสบการณ์การดินเนอร์แบบส่วนตัวด้วยเมนูอาหารที่เสิร์ฟในร้านดาวมิชลิน และสามารถรองรับลูกค้าได้คราวละ 5-6 คนต่อรอบ สนนราคาอยู่ที่หัวละ 138 ดอลลาร์สิงคโปร์หรือราว 3,200 บาทต่ออาหาร 6 คอร์ส คริสยอมรับว่า การเปิดบริการ Chef’s table เป็นอะไรที่ท้าทาย ต่างจากตอนทำร้านอาหารในนิวยอร์กที่มีเพื่อนร่วมทีมถึง 40 คนที่ทุกคนต่างกระจายกันทำหน้าที่ แต่การทำ Chef’s table หมายถึงเขาต้องทำงานคนเดียวทั้งหมด ตั้งแต่เตรียมวัตถุดิบ ปรุง เสิร์ฟ ล้างทำความสะอาด และดูแลความเรียบร้อยทุกอย่าง บางครั้งอาจทำให้ขาดความสมบูรณ์แบบไปบ้างเมื่อเทียบกับการทำงานเป็นทีม  
               

     อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดทุกอย่างก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง เขามีความสุขกับการได้ยืนอยู่ในอาณาจักรเล็กๆ และมีอิสระในการนำเสนอเมนูที่ต้องการแก่ลูกค้า ไม่นานเชฟคริสก็เริ่มคิดไปถึงการเปิดร้านอาหารหรู ต้นปี 2020 ระหว่างที่กำลังมองหาทำเล การมาถึงของโควิดทำให้แผนทุกอย่างที่วางไว้ต้องชะลอออกไปอย่างไม่มีกำหนด คริสยอมรับว่า มีความกังวลหลังจากที่รัฐบาลประกาศล็อกดาวน์ แน่นอนว่าย่อมกระทบต่อธุรกิจของเขาเนื่องจากผู้คนเลือกที่จะอยู่บ้านมากกว่าออกมาทานอาหารข้างนอก
               

     คริสถามตัวเองว่า “เราจะอยู่รอดได้อย่างไร” พลันเขาก็นึกถึงช่วงเปิด Dearborn Supper Club แล้วเขามักอบ กราโนล่า (อาหารเช้าที่ทำจากธัญพืชและถั่วชนิดต่างๆ อบกรอบ ทานกับนมหรือโยเกิร์ต) มอบเป็นอภินันทนาการให้ลูกค้านำไปทานเป็นอาหารเช้า ปรากฏว่าลูกค้าชอบมากต่างเรียกร้องเข้ามามากมายให้ทำขาย แต่คริสก็ไม่คิดจะทำ มาบัดนี้ Dearborn Supper Club ต้องปิดชั่วคราว เขาจึงหันมาพิจารณากราโนล่าอีกที



                 

     คริสเริ่มต้นใหม่ด้วยการอบกราโนล่าขาย ล็อตแรกที่ผลิตออกมาและโพสต์ขายทางออนไลน์ ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีจึงขายหมด แต่ล็อตหลังๆ โพสต์ลงไปไม่ถึง 2 นาทีก็ขายเกลี้ยงแล้ว จากที่ผลิตในครัวที่บ้านคริสต้องขยับขยายไปเช่าครัวเชิงพาณิชย์เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้ทันต่อความต้องการของลูกค้า คริสเผยว่า เขาสามารถทำยอดขายเฉลี่ยเดือนละ 800 กระปุก ราคาจำหน่ายอยู่ที่กระปุกละ 28 ดอลลาร์ ยอดขายต่อเดือนจึงตกประมาณ 22,000 ดอลลาร์หรือกว่า 500,000 บาท   
               

     ต่อคำถามที่ว่าอะไรที่ทำให้กราโนล่าของคริสแตกต่างจากแบรนด์อื่น คริสอธิบายว่า การทำกราโนล่าสำหรับเขาไม่ต่างอะไรจากการปรุงอาหารเมนูมิชลิน นั่นคือต้องรังสรรค์รสชาติขึ้นมาเพื่อให้เป็นที่จดจำและสร้างความรื่นรมย์ในขณะรับประทาน นอกจากนั้น วัตถุดิบที่ใช้ล้วนแต่คุณภาพสูงและคัดสรรแล้วว่าเป็นวัตถุดิบออร์แกนิก มาจากแหล่งผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และอยู่ภายใต้หลักการ Fair Trade หรือการค้าที่เป็นธรรม นอกจากนั้น การตั้งราคาก็สำคัญ ต้องสมเหตุสมผล หากลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่าเขาจะกลับมาซื้อซ้ำ
               

     “ทุกอย่างกำลังดำเนินไปในทิศทางบวก ในช่วงเวลาที่กำลังวิกฤตนี้ผมเชื่อว่ายังมีโอกาสเสมอ อาจจะเป็นโอกาสที่แตกต่าง แต่ยังไงก็เป็นโอกาส” คริสกล่าว โดยปกติธุรกิจร้านอาหารทำกำไรไม่ได้มากมาย ในช่วงวิกฤติแบบนี้ยิ่งแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมนี้อ่อนไหวแค่ไหน ดังจะเห็นว่ามีร้านอาหารทั้งแบรนด์ข้ามชาติ และร้านท้องถิ่นต้องปิดตัวไปเยอะ ดังนั้น ผู้ประกอบการร้านอาหารต้องไม่หวังพึ่งวิธีเดิมๆ แต่ต้องหาช่องทางใหม่ๆ ในการสร้างรายได้ด้วย   
 

ที่มา :
https://vulcanpost.com/716204/dearborn -supper-club-granola-jars-singapore/
 
 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 
Share:

Related Articles

​“Costes” ร้านอาหารมิชลินสตาร์ ชวนดินเนอร์บนชิงช้าสวรรค์ในวันที่จำเป็นต้องเว้นระยะห่าง

ร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์อย่าง Costes ในเมืองบูดาเปสต์ ปรับกระเช้าชิงช้าสวรรค์ให้กลายเป็นห้องอาหารขนาดเล็กสำหรับลูกค้า 2 ท่านต่อโต๊ะ ให้มานั่งดินเนอ..

by SME Thailand.| 28 ตค. 2020

​แอบส่อง! ยอดส่งออก 9 เดือนแรก สินค้าอะไรเติบโตดีสุด

สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2563 หลังเจอกับโจทย์สาหัสมาตั้งแต่ต้นปี และในไตรมาสสุดท้ายนี้ก็ยังมีหลายปัจจัยให้ลุ้น แต่หนึ่งในสัญญานดีๆ คือยอดส่งออกเริ่มหดตัว..

by SME Thailand.| 26 ตค. 2020

​Rethink+ ระบบจัดการขยะผ่านดิจิทัล ครั้งแรกในเอเชียแปซิฟิก

Rethink+ เชื่อมโยงกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับขยะพลาสติกเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่คนทั่วไปที่สร้างขยะ คนที่เก็บรวบรวมขยะ ผู้บำบัดขยะ และสุดท้ายคือโรงงานรีไซเ..

by SME Thailand.| 22 ตค. 2020