เปิดปูมหลัง ”โฮ ควอน ปิง” จากผู้ต้องขังสู่การเป็นผู้ก่อตั้งเครือข่ายโรงแรมหรูบันยันทรี

by SME Thailand. 14 ตค. 2020
Share:
TEXT : วิมาลี วิวัฒนกุลพาณิชย์





Main Idea
 
 
     ปูมหลังไม่ธรรมดาของ “โฮ ควอน ปิง”
 
 
  • เป็นนักธุรกิจเชื้อสายสิงคโปร์อดีตนักหนังสือพิมพ์ที่เคยคิดคุกเพราะบทความตัวเองมาแล้ว
 
  • เคยเข้าเรียนที่ม.สแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา แต่ถูกไล่ออกเพราะไปร่วมประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนาม
 
  • เกือบทำบริษัทครอบครัวล้มละลายจากการลงทุนทำธุรกิจน้ำมันและแท่นขุดเจาะในจีน  
 
  • เลือกภูเก็ตเป็นที่แรกในการก่อสร้างโรงแรม
 
  • ขยายเครือโรงแรมหรูและรีสอร์ตไปใน 28 ประเทศทั่วโลก
 
  • เคยอาศัยอยู่หมู่บ้านชาวประมงอ่าวบันยันทรีของฮ่องกง จึงนำมาตั้งเป็นชื่อโรงแรม “บันยันทรี”
 

 
               
     จากเหตุการณ์ดราม่าเบอร์เกอร์ 460 ริงกิต ในมาเลเซีย ที่เกิดจากลูกค้ากลุ่มหนึ่งซึ่งไปใช้บริการห้องอาหารของโรงแรมบันยันทรี กัวลาลัมเปอร์ โดยลูกค้าคนหนึ่งสั่งเบอร์เกอร์และน้ำเปล่าราคา 88 ริงกิต แต่เพื่อนร่วมกลุ่มอีก 7 คน ที่ไปด้วยกันบังคับหารค่าอาหารทำให้ต้องจ่าย 460 ริงกิต นำไปสู่ข้อพิพาทระหว่างกันขึ้น แม้ทางโรงแรมจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับ ดราม่านั้นโดยตรง แต่ชื่อของ “บันยันทรี” ก็ซึมซับเข้าสู่โสตประสาทของบรรดานักท่องโลกโซเชียลไปแล้ว เนื่องจากเป็นสถานที่ต้นกำเนิดเรื่องราวของดราม่านั่นเอง
               

     จากดราม่าดังกล่าวนำไปสู่ความสนใจถึงที่มาที่ไปของบันยันทรี และพบว่ามีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับประวัติโรงแรม เริ่มต้นจาก “โฮ ควอน ปิง” ผู้ก่อตั้งโรงแรมที่เคยติดคุกนาน 2 เดือน แต่บั้นปลายกลับขึ้นแท่นเป็นเจ้าของเครือโรงแรมหรูและรีสอร์ตใน 28 ประเทศทั่วโลก


     ไปทำความรู้จักกันว่า โฮ ควอน ปิง คือใคร แล้วทำไมเขาจึงเลือกภูเก็ตเป็นที่แรกในการก่อสร้างโรงแรม?



               

     โฮ ควอน ปิง ถือสัญชาติสิงคโปร์ เกิดเมื่อปี 1952 ที่ฮ่องกงขณะที่บิดาซึ่งเป็นนักธุรกิจและนักการทูตไปประจำที่นั่น หลังจากนั้น บิดาย้ายมารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย เขาจึงใช้ชีวิตวัยเด็กในไทยหลายปี เขาต้องย้ายที่เรียนบ่อย เคยผ่านโรงเรียนทั้งในไทย ไต้หวัน สหรัฐฯ และสิงคโปร์ โฮ เคยเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในสหรัฐฯ แต่ถูกไล่ออกเนื่องจากไปร่วมประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนาม เขาจึงกลับมาเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และจบการศึกษาด้านเศรษฐศาสร์และประวัติศาสต์ด้วยคะแนนเกียรตินิยมเหรียญเงิน
                  

     ปี 1977 โฮ เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นผู้สื่อข่าวที่นิตยสาร ฟาร์ อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว ที่มีสำนักงานในฮ่องกง ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ บทความชิ้นหนึ่งที่เขาเขียนขณะนั่งเก้าอี้บรรณาธิการทำให้เขาถูกจับกุมข้อหาละเมิดพระราชบัญญัติความมั่นคงภายใน และต้องโทษจำคุก 2 เดือน หลังปล่อยตัว และถูกสั่งห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ เขายังทำหน้าที่นักหนังสือพิมพ์ต่อไปและเริ่มสร้างครอบครัวกับภรรยา “แคลร์ เจียง” ทั้งคู่อาศัยที่หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ บริเวณที่เรียกว่าอ่าวบันยันทรีของฮ่องกง ซึ่งภายหลังโฮนำมาตั้งเป็นชื่อโรงแรมของเขา
               

     หลายปีต่อมา โฮตัดสินใจยุติบทบาทการทำงานในวงการสื่อแล้วกลับไปช่วยบริหารธุรกิจของครอบครัวในฐานะบุตรชายคนโตหลังบิดาล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองในปี 1981 เขาเกือบทำบริษัทครอบครัวล้มละลายจากการลงทุนทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันและแท่นขุดเจาะในจีน  



               

     จุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจโรงแรมเกิดขึ้นเมื่อโฮและภรรยาเดินทางไปพักผ่อนที่อ่าวบางเทา ภูเก็ต แล้วบังเอิญไปเจอที่ดินผืนหนึ่งประกาศขาย โดยไม่ได้ศึกษาข้อมูลมาก่อน เขาและภรรยาตัดสินใจซื้อที่ดินผืนนั้นเพื่อหวังสร้างเป็นรีสอร์ต ให้บริการ ทว่ามาพบภายหลังว่าที่ดินผืนดังกล่าวเป็นเหมืองแร่ดีบุกเก่าที่มีมลพิษจากโลหะหนักจนไม่อาจพัฒนาหรือใช้ประโยชน์อะไรได้
               

     โฮเริ่มโครงการฟื้นฟูที่ดินโดยการปลูกต้นไม้พื้นเมืองกว่า 7,000 ต้นจนกระทั่งกลายเป็นพื้นที่สีเขียว แต่ความตั้งใจที่ทำรีสอร์ตก็มีอุปสรรคใหญ่อีกอย่างคือที่ดินของเขาไม่ได้ติดหน้าหาดที่จะนำมาเป็นจุดขายได้ แต่เขาก็พลิกกลยุทธ์ด้วยสิ่งก่อสร้าง แทนที่จะสร้างเป็นอาคารโรงแรมแล้วซอยเป็นห้องเหมือนที่อื่น เขากลับสร้างวิลล่าเป็นหลังๆ พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว ท้ายที่สุด “เดอะ บันยันทรี รีสอร์ตแอนด์โฮเทล” ก็เปิดตัวครั้งแรกที่ภูเก็ตในปี 1995 ก่อนขยายไปยังมัลดีฟส์ และเกาะบินตัน อินโดนีเซีย ในเวลาต่อมา      


     
               

     ปัจจุบัน บริษัท บันยันทรี โฮลดิ้งส์ ลิมิเต็ด ดำเนินธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ต 48 แห่ง สปา 64 ร้านจำหน่ายสินค้า 74 แห่ง และสนามกอล์ฟ 3 แห่งใน 28 ประเทศในเอเชีย อเมริกา แอฟริกา และตะวันออกกลาง รีสอร์ตแต่ละแห่งมีห้องราว 75-300 ห้อง และราคาห้องค่อนข้างอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับตลาด
               

     ธุรกิจหลักของบริษัทประกอบด้วย 4 แบรนด์ ได้แก่ บันยันทรี อังสนา คาสเซีย และเทวา นับตั้งแต่เปิดตัวรีสอร์ตบันยันทรีแห่งแรกที่ภูเก็ตเมื่อ 25 ปีก่อน  บริษัทก็คว้ารางวัลมาครองมากกว่า 2,380 รางวัล ทั้งจากรีสอร์ต โรงแรม และสปา นอกจากนั้นบริษัทยังได้รับการยกย่องจากความมุ่งมั่นในการปกป้องสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม ทั้งนี้ นอกเหนือจากโรงแรม รีสอร์ต สปา และสนามกอล์ฟที่เปิดให้บริการในปัจจุบันแล้ว บริษัทยังมีโรงแรมและรีสอร์ตอีก 20 แห่ง ที่กำลังก่อสร้าง และอีก 26 แห่งที่อยู่ระหว่างการพัฒนา



               

     ปัจจุบัน โฮ ควอน ปิงอายุ 68 ปี เข้าสู่บั้นปลายของชีวิต แม้จะวางมือจากธุรกิจค่อนข้างมาก แต่ก็ยังจับตาดูสถานการณ์ต่างๆ อยู่ ล่าสุดเกิดการระบาดของโควิด-19 โฮ ยอมรับว่า ธุรกิจของเขาได้รับผลกระทบหนักมาก แต่เขายังมองในแง่ดีว่ามีเพื่อนร่วมชะตามได้แก่ธุรกิจการบิน กับธุรกิจร้านอาหาร บันยันทรีดำเนินมาตรการความปลอดภัยซึ่งโฮยอมรับว่าทุกโรงแรมทำเหมือนกันๆ กันราว 75 เปอร์เซ็นต์
               

    โฮกล่าวอีกว่าความจริงแล้วผู้บริโภคไม่ได้ติดใจเกี่ยวกับความสะอาดหรือสุขอนามัยในโรงแรม แต่ที่โรงแรมห้องพักว่างเยอะเนื่องจากลูกค้าไม่กล้าเดินทาง ลูกค้ากลัวติดเชื้อจากการโดยสารเครื่องบิน ทำให้พวกเขาไม่สามารถเดินทางมาพักได้
               

     ทั้งนี้ ช่วงเกิดการระบาดและสถานประกอบการได้ลดตำแหน่งงานลง ทางบันยันทรีได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนจัดหางานชั่วคราวโดยพัฒนาแอปพลิเคชั่นชื่อ Laguna Jobs ช่วยเหลือพนักงานที่ได้รับผลกระทบในการหางานทั้งโรงแรมในเครือบันยันทรี และโรงแรมอื่น เพื่อพลิกกลยุทธ์รับมือวิกฤตที่เกิดขึ้น
 

     ที่มา
https://mothership.sg/2018/10/ho-kwon-ping-interview/
https://vulcanpost.com/717089/banyan-tree-kl-rm460-burger-hotel-history/
 
 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี





 
Share:

Related Articles

​“Costes” ร้านอาหารมิชลินสตาร์ ชวนดินเนอร์บนชิงช้าสวรรค์ในวันที่จำเป็นต้องเว้นระยะห่าง

ร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์อย่าง Costes ในเมืองบูดาเปสต์ ปรับกระเช้าชิงช้าสวรรค์ให้กลายเป็นห้องอาหารขนาดเล็กสำหรับลูกค้า 2 ท่านต่อโต๊ะ ให้มานั่งดินเนอ..

by SME Thailand.| 28 ตค. 2020

​แอบส่อง! ยอดส่งออก 9 เดือนแรก สินค้าอะไรเติบโตดีสุด

สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2563 หลังเจอกับโจทย์สาหัสมาตั้งแต่ต้นปี และในไตรมาสสุดท้ายนี้ก็ยังมีหลายปัจจัยให้ลุ้น แต่หนึ่งในสัญญานดีๆ คือยอดส่งออกเริ่มหดตัว..

by SME Thailand.| 26 ตค. 2020

​Rethink+ ระบบจัดการขยะผ่านดิจิทัล ครั้งแรกในเอเชียแปซิฟิก

Rethink+ เชื่อมโยงกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับขยะพลาสติกเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่คนทั่วไปที่สร้างขยะ คนที่เก็บรวบรวมขยะ ผู้บำบัดขยะ และสุดท้ายคือโรงงานรีไซเ..

by SME Thailand.| 22 ตค. 2020