อ่วมส่งท้ายปี! สหรัฐฯ ตัดสิทธิ GSP ไทยรอบ 2 สินค้าอะไรกระทบหนักสุด?

by SME Thailand. 04 พย. 2020
Share:
TEXT : กองบรรณาธิการ





Main Idea
 
 
     สรุปสาระสำคัญการตัดสิทธิ GSP ไทยรอบ 2
 
 
  • สหรัฐฯ ยกเลิกสิทธิ GSP ที่ให้กับไทยเพิ่มอีก 231 รายการ
 
  • มีสินค้า 147 รายการ ที่ใช้สิทธิ GSP จริง คิดเป็น 602 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 0.2 เปอร์เซ็นต์ของการส่งออก
 
  • สินค้าที่โดนตัดสิทธิ GSP จะมีต้นทุนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 3.1 เปอร์เซ็นต์
 
  • สินค้าที่โดนตัดสิทธิจะถูกเก็บภาษีเพิ่มในช่วง 0-12.5 เปอร์เซ็นต์ แล้วแต่ประเภทสินค้า
 
  • มีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 ธันวาคม 2020 เป็นต้นไป
 
 

 
               
     เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าไทยกำลังสูญเสียแต้มต่อทางภาษีไปเรื่อยๆ ในการทำตลาดกับสหรัฐอเมริกา หลังล่าสุดสหรัฐฯ ประกาศตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไปหรือ GSP ที่ให้กับไทยเป็นครั้งที่ 2 ในรอบปี 2563 โดยเพิ่มอีก 231 รายการ มีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 ธันวาคม 2020 เป็นต้นไป หลังจากที่ได้มีการยกเลิกสิทธิ GSP ในรอบแรกกับสินค้าไทยไปแล้ว 573 รายการ  ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2020
               

     คำถามคือการถูกตัดสิทธิรอบใหม่นี้จะกระทบกับใคร แล้วมีสินค้าอะไรบ้างที่เข้าข่าย มาดูกัน



               

จากเมษาสู่ธันวา ไทยถูกตัดสิทธิ GSP ไปแล้วกว่า 800 รายการ


     ในปี 2563 นี้ ประเทศไทยถูกตัดสิทธิ GSP ถึง 2 ครั้ง รวมเป็นมูลค่า 2,200 ล้านดอลลาร์ฯ หรือคิดเป็น 45 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าส่งออกที่ใช้สิทธิ GSP ทั้งหมด


     โดยการตัดสิทธิครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน มีสินค้าที่ถูกตัดสิทธิรวม 573 รายการ ครอบคลุมมูลค่าประมาณ 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็น 0.5 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าส่งออกรวม)  ซึ่งสินค้าสำคัญที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ สุขภัณฑ์ เม็ดพลาสติก อาหาร (ผลิตภัณฑ์ถั่ว, เส้นพาสต้า, เนื้อปู) และเครื่องประดับ (สร้อยทอง และหินอัญมณี)
ในรอบที่ 2 นี้มีรายการสินค้าที่ไทยโดนตัดสิทธิเพิ่ม 231 รายการ ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ รวมที่ 817 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ทั้งที่ใช้และไม่ใช้สิทธิ GSP) แต่มีเพียง 147 รายการ ที่ไทยมีการใช้สิทธิ GSP จริง มีมูลค่า 602 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นเพียง 0.2 เปอร์เซ็นต์ ของการส่งออกรวม


     ทั้งนี้สินค้าที่จะโดนตัดสิทธิ GSP จะมีต้นทุนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 3.1 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะกระทบต่อยอดขายไม่มากนัก โดยการตัดสิทธิ GSP จะทําให้สินค้าส่งออกที่โดนตัดสิทธิถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมในช่วง 0-12.5 เปอร์เซ็นต์ แล้วแต่ประเภทสินค้า



 

สินค้าไหนที่ได้รับผลกระทบ แล้วอะไรหนักสุด


     สินค้าส่งออกของไทยที่ถูกตัดสิทธิ GSP ครั้งที่ 2 ในปี 2563 ที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด 10 อันดับแรก แม้ต้องรับภาระภาษีเพิ่มขึ้นในปี 2564 แต่ยังพอทำตลาดได้ระยะหนึ่ง เนื่องจากอัตราภาษีนำเข้าจะยังอยู่ในระดับต่ำที่ประมาณ 2-4.2 เปอร์เซ็นต์


     โดย 1. สินค้าที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะแข่งขันได้ดีและทิ้งห่างคู่แข่งหลักในอาเซียน อย่าง อินโดนีเซียที่ยังได้รับสิทธิ GSP และเวียดนามที่แม้ไม่ได้สิทธิ GSP แต่ก็มีความได้เปรียบด้านต้นทุนผลิตที่ต่ำกว่าไทย ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้ผู้ประกอบการไทยน่าจะพอมีอำนาจต่อรองกับผู้นำเข้าฝั่งสหรัฐฯ เพื่อแบ่งกันรับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น อาทิ ชิ้นส่วนพวงมาลัย อะลูมิเนียม ล้อรถยนต์ และพลาสติกขั้นต้น


     2. สินค้าไทยที่มีความเสี่ยงจะเสียตลาดในระยะอันใกล้ เพราะเป็นสินค้าที่แข่งขันสูง และผู้นำเข้าสหรัฐฯ เองก็มีตัวเลือกเป็นสินค้าจากประเทศในอาเซียนที่มีราคาใกล้เคียงกันอยู่ด้วย อาทิ ที่นอนทำด้วยยาง / พลาสติก เพลาขับสำหรับรถยนต์นั่งที่สินค้าไทยยังมีส่วนแบ่งตลาดการนำเข้าในสหรัฐฯ 4.7 เปอร์เซ็นต์  ซึ่งสินค้าอินโดนีเซียก็มีสัดส่วนที่ไม่ทิ้งห่างจากไทยนักที่ 2.2  เปอร์เซ็นต์  


     นอกจากนี้ ยังมีสินค้าส่วนประกอบเฟอร์นิเจอร์ พลาสติกที่ทำจากเอทิลีน / โพรพิลีน และโดยเฉพาะท่อและวาล์วที่ไทยอาจเสียตลาดถาวรเพราะทุกวันนี้เวียดนามก็ทำตลาดในสหรัฐฯ ได้ดีกว่าไทยอยู่แล้ว


     ทั้งนี้หากวิเคราะห์โดยละเอียดจาก GSP utilization rate (มูลค่าส่งออกที่ใช้สิทธิ GSP ต่อมูลค่าส่งออกสินค้าประเภทนั้นทั้งหมด) อัตราภาษีที่จะมีการเก็บเพิ่ม และมูลค่าการใช้สิทธิ GSP ของแต่ละสินค้า พบว่าสินค้าที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูง และจะโดนเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้นมาก คือกลุ่มของ ผักดองเปรี้ยว, ผักแห้ง, ไฟประดับต้นคริสมาสต์, ปิโตรเรซิน, ซิลิคอน, ภาชนะอะลูมิเนียมทรงกระบอก, โลหะสำหรับยึดและติดตั้ง, ประแจ และตะปูควง



 
 
          จับตาสินค้ากลุ่มเสี่ยงถูกตัดสิทธิในอนาคต
         

     ในวันนี้ยังมีสินค้าส่งออกของไทยอีกประมาณครึ่งหนึ่งที่ยังได้รับสิทธิ GSP ต่อไปในปี 2564 แต่ก็มีความเสี่ยงว่าอาจถูกตัดสิทธิในระยะข้างหน้า หากสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าใช้นโยบายปกป้องทางการค้าต่อไป ซึ่งขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ด้วย โดยสินค้าไทยที่ยังได้รับสิทธิมีจำนวน 644 รายการ คิดเป็นมูลค่าการส่งออก 2,615 ล้านดอลลาร์ฯ อย่างไรก็ตามสินค้าไทยในกลุ่มนี้ค่อนข้างแข็งแกร่งด้วยศักยภาพการผลิตที่ไทยมีและจุดแข็งด้านวัตถุดิบในไทยเป็นหลัก ทำให้ยังสามารถครองส่วนแบ่งการนำเข้าของสหรัฐฯ ได้ในลำดับต้นๆ และยากที่คู่แข่งในอาเซียนจะเข้ามาแข่งขันได้ แม้ว่าสินค้าไทยจะถูกตัดสิทธิ GSP ในระยะข้างหน้า


     เช่น ส่วนประกอบเครื่องปรับอากาศ ถุงมือยาง (ไม่รวมถุงมือทางการแพทย์) เลนส์แว่นตา ถังเชื้อเพลิงรถยนต์ เครื่องจ่ายไฟสำรอง เครื่องดื่มที่มีนมผสม พลาสติกโพลิคาร์บอเนต แต่ก็มีสินค้าบางรายการของไทยที่จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับการแข่งขันด้านราคาหากถูกตัดสิทธิ GSP อย่าง เครื่องปรุงรสมีอัตราภาษีค่อนข้างสูงที่ 6.4 เปอร์เซ็นต์ และกระเป๋าเดินทางที่มีอัตราภาษีสูงถึง 17.6 เปอร์เซ็นต์  อีกทั้งมีเวียดนามเป็นคู่แข่งที่สำคัญอย่างมากอีกด้วย



           

     ดังนั้นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้สินค้าไทยมีความโดดเด่นเหนือคู่แข่ง เพื่อให้ผู้นำเข้าสหรัฐฯ ยังคงต้องการสินค้าไทย จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ยังเป็นตัวเลือกและแต้มต่อแม้ในวันที่หมดสิทธิพิเศษบางอย่างไปแล้ว
               
               

     ที่มา : เรียบเรียงข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย และ EIC โดยธนาคารไทยพาณิชย์
 
 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 
Share:

Related Articles

​โรงแรมหรูชูไอเดียฉีก “365 วันปันใจจากเนื้อสัตว์” เปิดมินิบาร์ที่เสิร์ฟแค่มังสวิรัติเท่านั้น!!!

เกริช เจฮันนูวาลา ผู้ก่อตั้งและซีอีโอเครือโรงแรมโอโวโล่เล่าถึงที่มาของแนวคิดการทำธุรกิจโรงแรมที่แตกต่าง กล้าทำร้านอาหารและบาร์ให้ปลอดเนื้อสัตว์ตลอด ..

by SME Thailand.| 24 พย. 2020

​“Wacoal” แบรนด์ชุดชั้นในสตรี ที่ถือกำเนิดมาจากทหารผ่านศึก!

“Wacoal” แบรนด์ชุดชั้นในเก่าแก่ของโลกที่มีอายุธุรกิจยาวนานเกือบ 8 ทศวรรษ รู้ไหมว่าเรื่องน่าทึ่งของวาโก้คือ ผู้ให้กำเนิดวาโก้ยังเป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญ..

by SME Thailand.| 23 พย. 2020

​บริษัทเสื้อผ้าญี่ปุ่นพลิกกลยุทธ์ เปิด Specialty Store หน้ากากสู้โควิด อันละ 3 หมื่นก็มีขาย

โดยปกติชาวญี่ปุ่นจะซื้อหาหน้ากากอนามัย (แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง) ตามร้านขายยา แต่หลังจากเกิดวิกฤตโควิด เริ่มมีแบรนด์ต่างๆ ผลิตหน้ากากผ้าออกจำหน่าย และน..

by SME Thailand.| 20 พย. 2020