เวียดนามเจ๋ง! ส่อเค้านำโด่ง ฟื้นตัวเบอร์ 1 กลุ่มประเทศ CLMV ส่งออกไทยมีเฮ

by SME Thailand. 20 กพ. 2021
Share:
TEXT : กองบรรณาธิการ
 



 
     ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจทั่วโลกและการระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจ CLMV ในปี 2563 ซึ่งหลายประเทศถือเป็นทั้งคู่ค้าคู่แข่งและตลาดส่งออกสำคัญของไทย หลายแห่งก็เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น ในขณะที่บางแห่งเหมือนกำลังจะเริ่มกลับมาดี แต่ด้วยปัจจัยแวดล้อมภายในประเทศก็ทำให้กลับดาวน์ลงไปอีก ประเทศไหนเป็นยังไงบ้าง ใครกำลังจะเริ่มกลับมา ใครจะฟื้นตัวช้ากว่าเพื่อน ลองไปฟังบทสรุปวิเคราะห์พร้อม ๆ กัน


     EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ รายงานว่าจากการระบาดของโควิด-19 และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจ CLMV ในปี 2563 โดยเวียดนามและเมียนมามีการชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ขณะที่เศรษฐกิจลาวและกัมพูชาเผชิญการหดตัวจากปัจจัยด้านลบ โดยลาวประสบปัญหาการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือและระดับหนี้สาธารณะที่สูง ซึ่งจำกัดขนาดของมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจ ในขณะที่กัมพูชาถูกถอดถอนสิทธิพิเศษทางการค้า Everything But Arms โดยสหภาพยุโรป ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก


    ในภาพรวมนั้นแม้เศรษฐกิจ CLMV จะมีสัญญาณการฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 แต่ในช่วงที่ผ่านมาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังคงเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ยกเว้นเวียดนามซึ่งได้อานิสงส์จากการส่งออกที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในสินค้าหมวดอิเล็กทรอนิกส์และความสำเร็จในการควบคุมการระบาดโควิด-19
 



 
ใครฟื้นตัวเร็วกว่า
 

     โดยได้ประเมิน 3 ปัจจัยหลักในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ CLMV ในปี 2564 ได้แก่ 1. ประสิทธิภาพของมาตรควบคุมการระบาด โควิด-19 และความคืบหน้าของการฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง 2. ขนาดและประสิทธิภาพของมาตรการภาครัฐเพื่อบรรเทาผลกระทบจากแผลเป็นทางเศรษฐกิจ (scarring effects) ระหว่างที่รอสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ภายในภูมิภาค (herd immunity) ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2565 และ 3. ปัจจัยเสี่ยงเฉพาะรายประเทศ เช่น ความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลลาว และสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ปะทุขึ้นในเมียนมา แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ CLMV ในปี 2564 สามารถพิจารณาเป็นรายประเทศได้ดังต่อไปนี้
 
 
  • เวียดนาม ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดย EIC คาดว่าจะเติบโตราว 7.0 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2564 (จาก 2.9เปอร์เซ็นต์ ในปี 2563) ด้วยแรงส่งจากการส่งออกที่ไปได้ดีและอุปสงค์ภายในประเทศที่ฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือการที่สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีเวียดนามเป็นประเทศผู้บิดเบือนค่าเงิน ซึ่งแม้จะยังไม่มีมาตรการลงโทษเพิ่มเติมจากสหรัฐฯ แต่ประเด็นดังกล่าวยังเป็นความเสี่ยงต่อการส่งออกเวียดนามในระยะข้างหน้า
 
  • กัมพูชา ทยอยฟื้นตัวด้วยแรงสนับสนุนจากการส่งออกไปจีนภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีจีน-กัมพูชา (CCFTA) ซึ่งเพิ่งลงนามไป โดยคาดว่าจะกลับมาเติบโต 4.0เปอร์เซ็นต์ ในปี 2564 (จาก -1.9เปอร์เซ็นต์ ในปี 2563) ทั้งนี้สัดส่วนการพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่สูง (14เปอร์เซ็นต์ ของ GDP) จะยังคงเป็นปัจจัยฉุดหลักต่อการฟื้นตัวของกัมพูชาจนกว่าจะมีวัคซีนใช้อย่างแพร่หลายในภูมิภาค
 
  • ลาว ข้อจำกัดทางการคลังจะทำให้เศรษฐกิจลาวยังฟื้นตัวอย่างช้า ๆ โดย EIC คาดว่าจะเติบโต 4.5เปอร์เซ็นต์ ในปี 2564 (จาก -0.5 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2563) เนื่องจากรัฐบาลลาวยังเผชิญปัญหาบริหารจัดการหนี้สาธารณะ ส่งผลให้ทางเลือกการระดมทุนเพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อยู่ในวงจำกัด ทั้งนี้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ จากจีนจะเป็นแรงพยุงสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจลาวในระยะต่อไป
 
  • เมียนมา EIC ปรับประมาณการเติบโตเศรษฐกิจสำหรับเมียนมาลงมาที่ 0.0เปอร์เซ็นต์ ในปีงบประมาณ 2563/2564 (จาก 1.5 เปอร์เซ็นต์ ในปีงบประมาณ 2562/2563) และยังคงมีความเสี่ยงด้านต่ำอยู่มาก เนื่องด้วยเมียนมาเป็นประเทศเดียวในกลุ่ม CLMV ที่ยังเผชิญการระบาดของ โควิด-19 รวมถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนทางการเมืองของเมียนมาเป็นความเสี่ยงสำคัญของภูมิภาคที่ต้องจับตามอง
 



เมียนมาอ่วม


     แนวโน้มการคว่ำบาตรจากต่างชาติจะส่งผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจเมียนมาและเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าทั้งในด้านการค้าและการลงทุน ดังต่อไปนี้
 
  • การคว่ำบาตรจากทั้งรัฐบาลต่างชาติและบริษัทเอกชนจะทำให้ภาคการส่งออก (26.4เปอร์เซ็นต์ ของ GDP)รวมทั้งการลงทุนจากต่างประเทศ (3.3เปอร์เซ็นต์ ของ GDP) ของเมียนมาชะลอตัวลง โดยล่าสุดนั้นสหรัฐฯ และยุโรป (รวมกันคิดเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าส่งออก และ 14เปอร์เซ็นต์ ของ FDI) กำลังพิจารณาประเด็นมาตรการคว่ำบาตรต่อเมียนมา ขณะเดียวกันประเทศในภูมิภาคเอเชียอาจมีโอกาสน้อยกว่าที่จะออกมาตรการคว่ำบาตรทำให้การส่งออกสู่ประเทศเหล่านี้ (เช่น จีนและไทย ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออก 32 เปอร์เซ็นต์ และ 18 เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกเมียนมาทั้งหมด) อาจได้รับผลกระทบไม่มากนัก แต่จากสถานการณ์การเมืองที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง การลงทุนจากประเทศเหล่านี้ก็อาจถูกชะลอออกไป (80เปอร์เซ็นต์ของมูลค่า FDI เข้าเมียนมามาจากประเทศกลุ่มอาเซียน โดย 60เปอร์เซ็นต์ มาจากสิงคโปร์และไทย, จีน 7เปอร์เซ็นต์ และญี่ปุ่น 5เปอร์เซ็นต์)
 
  • ความขัดแย้งทางการเมืองและเชื้อชาติที่เกิดขึ้นอาจยกระดับไปสู่การจลาจลและการปราบปรามที่รุนแรงซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศเมียนมาที่เปราะบางอยู่ก่อนแล้วท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 รวมถึงค่าเงินจัตเมียนมาจะมีแนวโน้มอ่อนค่าลง หลังจากประชาชนและภาคธุรกิจหันไปถือสินทรัพย์ปลอดภัย นอกจากนี้อาจได้รับแรงกดดันจากภาคการส่งออกที่มีแนวโน้มซบเซาและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่มากขึ้น
 
  • การส่งออกของไทยไปเมียนมา (1.8เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าส่งออกไทยทั้งหมดในปี 2562) จะยังคงได้รับแรงกดดัน จากมาตรการควบคุมการค้าที่ยังไม่แน่นอนและอุปสงค์ในประเทศเมียนมาที่ลดลง การลงทุนจากไทยในเมียนมา (1.6เปอร์เซ็นต์ ของ TDI ทั้งหมด) น่าจะยังมีแนวโน้มชะลอตัว จนกว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะมีความแน่นอนมากขึ้น

     ปัจจัยที่ยังคงต้องติดตามใกล้ชิดสำหรับการประเมินผลกระทบในระยะต่อไป ได้แก่ 1. การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก 2. ความรุนแรงของความขัดแย้งทางการเมืองและการปราบปราม รวมไปถึงผลกระทบต่ออุปสงค์ภายในประเทศและห่วงโซ่อุปทาน และ 3. ความเปลี่ยนแปลงของนโยบายและกฎเกณฑ์ภายในประเทศเมียนมา
 




 
เวียดนาม ความหวังส่งออกไทย
 

     สำหรับนัยยะต่อเศรษฐกิจไทยนั้นการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับ CLMV มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ และยังมีความเสี่ยงด้านต่ำค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการค้าและการลงทุนกับเมียนมา


     ในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 การส่งออกของไทยไป CLMV ยังคงฟื้นตัวช้า ๆ ในขณะที่การลงทุนโดยตรงของไทย (TDI) มีสัญญาณผ่านจุดต่ำสุด ในภาพรวมนั้นการส่งออกของไทยไป CLMV หดตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้งตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2563  (-12.0เปอร์เซ็นต์YOY จาก -6.3เปอร์เซ็นต์YOY ในไตรมาส 3 ปี 2563) โดยการลดลงของส่งออกไปยังเมียนมา (-19.1เปอร์เซ็นต์YOY ในไตรมาส 4 จาก -5.4เปอร์เซ็นต์YOY ในไตรมาส 3) เป็นแรงฉุดหลักตามการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อที่ส่งผลต่อความเข้มงวดของมาตรการควบคุมที่พรมแดน และยังเป็นแรงกดดันต่ออุปสงค์ต่อสินค้าไทย


     ในขณะเดียวกันนั้น การส่งออกไปยังเวียดนามที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง (ขยายตัว 3.6เปอร์เซ็นต์YOY ในไตรมาส 4 จากหดตัว -5.8เปอร์เซ็นต์YOY ในไตรมาส 3) นำโดยรถยนต์และชิ้นส่วน สำหรับ TDI ขยายตัวเพิ่มขึ้น 26.1เปอร์เซ็นต์YOY ในไตรมาส 3 ปี 2563 จาก 3.9เปอร์เซ็นต์YOY ในไตรมาส 2 จากการลงทุนส่วนใหญ่ในเวียดนาม (สัดส่วน 49เปอร์เซ็นต์) และเมียนมา (สัดส่วน 22เปอร์เซ็นต์)


     อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวในปี 2564 มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ และไม่ทั่วถึงตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ CLMV และยังมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะการค้าและการลงทุนในเมียนมา โดยการค้าและการลงทุนกับเวียดนามจะมีแนวโน้มการฟื้นตัวที่ชัดเจนมากกว่ากับประเทศอื่น ๆ ตามการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจเวียดนาม แต่การค้าและการลงทุนกับประเทศที่เหลือยังมีปัจจัยเสี่ยงอยู่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการค้าการลงทุนในเมียนมาที่มีแนวโน้มถูกชะลอออกไปจากความไม่แน่นอนทางการเมือง

 



RCEP กับเศรษฐกิจประเทศสมาชิก
 
              
     ในระยะปานกลาง ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) จะเป็นอีกแรงสนับสนุนต่อการค้าและการลงทุนของภูมิภาค โดย RCEP ถือเป็นข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศที่ครอบคลุมขนาดเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก (29เปอร์เซ็นต์ ของ GDP โลก) ซึ่งผลกระทบสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกมีดังต่อไปนี้
 
 
  • จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้จะได้รับประโยชน์ทางการค้าจากการลดกำแพงภาษีมากที่สุด ในขณะที่กลุ่มประเทศอาเซียน รวมถึงไทยและประเทศ CLMV จะได้รับประโยชน์ส่วนนี้ในวงจำกัด โดย RCEP เป็นข้อตกลงทางการค้าหลักข้อตกลงแรกที่ลดกำแพงภาษีที่มีระหว่างกันของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกสามประเทศ ขณะที่กลุ่มประเทศอาเซียน รวมทั้ง CLMV และไทยมีกำแพงภาษีในอัตราที่ต่ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้วภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีภายในอาเซียน (AFTA) และข้อตกลงการค้าทวิภาคี ASEAN Plus One ระหว่างอาเซียนและคู่ค้าหลัก 5 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์)
 
  • ทั้งนี้กลุ่มประเทศ CLMV จะได้ประโยชน์มากจากการลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) ภายใต้ข้อบทประเด็นการค้าสมัยใหม่ใน RCEP โดยเฉพาะด้านการค้าบริการ การลงทุน และการใช้กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) บนมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด นอกจากนี้ RCEP ยังกำหนดข้อปฏิบัติเฉพาะสำหรับกัมพูชา ลาว และเมียนมา ซึ่งเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาต่ำกว่า โดยให้เวลาในการทยอยปฏิรูปกฎหมายและระเบียบในประเทศให้เข้ากับเครือข่ายการค้า RCEP ซึ่งจะสร้างผลกระทบต่อธุรกิจท้องถิ่นในวงจำกัด
 
  • ในระยะยาว ไทยจะได้ผลบวกจากกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าที่เป็นมาตรฐานเดียวกันภายใต้ RCEP รวมถึงการพัฒนาในกลุ่มประเทศ CLMV เช่นกัน โดยไทยสามารถยกระดับตัวเองให้เป็นประเทศผู้ลงทุนในภูมิภาค เน้นพัฒนาภาคการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงในประเทศ และย้ายการผลิตที่เน้นใช้แรงงานไปยังประเทศเพื่อนบ้าน CLM ที่กำลังเติบโตแทน
 

     ที่มา : EIC
 


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
Share:

Related Articles

​“แอร์เอเชีย” บุก Food Delivery สิงคโปร์ ชูหมัดเด็ดหั่นค่า GP ดึงลูกค้า สะสมแต้มเป็นส่วนลดซื้อตั๋วเครื่องบินได้

มาเลเซียภายใต้การนำของโทนี่ เฟอร์นันเดส ซีอีโอและผู้ก่อตั้งสายการบินราคาประหยัดแห่งนี้ยังมุ่งไปที่การแปรรูปธุรกิจให้เป็นมากกว่าสายการบิน หนึ่งในนั้น..

by SME Thailand.| 08 มีค. 2021

​ลุยตลาดดอกไม้กินได้ในต่างแดน เรียนรู้จาก ‘นิวซีแลนด์’ และ ‘ตูนิเซีย’ เริ่มแบบไหน ทำยังไงให้เวิร์ก?

ในขณะที่ธุรกิจดอกไม้กินได้ในประเทศไทย ถูกนิยามว่า “ปลูกไม่ยาก ขายไม่ง่าย” เพราะกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ก็คือเชฟในโรงแรมเท่านั้น แต่หากมองไปในตลาดโลก “ดอก..

by SME Thailand.| 04 มีค. 2021

​รู้จัก “เบ็กกี้ หลี่” สุดยอดนักขายตัวแม่ของจีน ผู้เสกยอดขายมินิคูเปอร์ 100 คันใน 4 นาที!

ฟาง อี้หมิน หรือชื่อที่รู้จักในวงการคือ “เบ็กกี้ หลี่” เป็นหนึ่งใน KOL ที่น่าสนใจที่สุด เธอมีอิทธิพลค่อนข้างมากต่อผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงซึ่งเ..

by SME Thailand.| 01 มีค. 2021