EAON MALL สลัดภาพค้าปลีกหัวเก่า ก้าวเท้าสู่ “ดิจิทัล” ตั้งศูนย์เทคโนโลยีนำร่องในจีน ก่อนใช้จริงในญี่ปุ่น

by SME Thailand. 19 เมย. 2021
Share:
TEXT : วิมาลี วิวัฒนกุลพาณิชย์




         
      ต้องยอมรับว่านาทีนี้ กลยุทธ์การจำหน่ายสินค้าที่มาแรงสุดยังคงเป็น Livestreaming หรือการถ่ายทอดสดแบบเรียลไทม์ ซึ่งวิธีการนี้ใช้แพร่หลายในประเทศจีนอย่างมาก ทั้งยังได้ผลดีอีกด้วย  ล่าสุด เพื่อไม่ให้ตกขบวนการขายสินค้าผ่านการไลฟ์สด “อิออน มอลล์” ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นในเครืออิออน หนึ่งในผู้ค้าปลีกชั้นนำของเอเชียก็ได้ปรับตัวโดยการจัด Live Shopping แบ่งพื้นที่ให้ร้านค้าต่างๆ ในห้างได้เวียนกันมาไลฟ์สดเพื่อนำเสนอสินค้า โดยเริ่มที่สาขามาคุฮาริ นิว ซิตี้ ใกล้โตเกียวเป็นแห่งแรก
               

        ทั้งนี้ วิกฤติการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ลูกค้าอยู่บ้านมากขึ้น และไม่ค่อยออกมาจับจ่ายสินค้าที่ห้าง การไลฟ์สดจึงเป็นกลยุทธ์การขายที่ตอบโจทย์ ลูกค้าให้ความสนใจ คำสั่งซื้อไหลเข้าตลอด ส่งผลให้ยอดขายแต่ละร้านกระเตื้องขึ้น อิออน มอลล์จึงกำลังทะยอยขยายกิจกรรมนี้ไปยังอีก 80 สาขาทั่วประเทศ
               

       เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว อิออน มอลล์ที่ให้บริการในจีนได้เคยนำร่องให้ร้านค้าของห้างไลฟ์สดจำหน่ายสินค้าไปแล้วหลังจากที่มีการก่อตั้งศูนย์บริหารดิจิทัลอิออนขึ้นในเมืองหังโจว เรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติด้านเทคโนโลยี และก้าวเท้าเข้าสู่บริการแบบดิจิทัลของอิออนซึ่งได้ชื่อว่าเป็นบริษัทที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม เน้นจำหน่ายสินค้าผ่านหน้าร้านแบบ physical store และมักเพิกเฉยต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ



               

       นอกจากก่อตั้งศูนย์บริหารงานดิจิทัลซึ่งทำหน้าที่จัดการข้อมูลลูกค้าซูเปอร์มาร์เก็ต 5.4 ล้านคนในจีน อิออนยังได้พัฒนาแอปพลิเคชั่นเพื่อให้ลูกค้าสามารถสั่งสินค้าออนไลน์ หรือหากมาเลือกซื้อที่ห้างเองก็สามารถใช้แอปนั้นสแกนสินค้าและชำระเงินได้ อิออนยังใช้แอปนี้ในการประชาสัมพันธ์หรือส่งเสริมการขายในกลุ่มผู้ใช้แอปอีกด้วย นอกจากนั้น อิออนยังทำซุ้มเป็นทรงโทรศัพท์ขนาดใหญ่เพื่อเชื่อมต่อเทคโนโลยีจดจำใบหน้าในระบบการชำระเงิน WeChat Pay ของบริษัทเท็นเซนต์ (Tencent) เอื้อให้ลูกค้าสามารถชำระค่าสินค้าและบริการโดยการสแกนใบหน้า และกรอกรหัส
               

        หลังจากทดสอบการบริการต่างๆ เหล่านี้จีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อิออนก็เริ่มต่อยอดนำมาใช้กับห้างในญี่ปุ่นซึ่งเป็นตลาดหลักของบริษัทโดยคัดเลือกบริการที่เหมาะสมกับผู้บริโภคญี่ปุ่น แม้อิออนจะรุกเข้าตลาดจีนตั้งแต่ปี 1996 หรือเมื่อ 25 ปีก่อน ปัจจุบันขยายไปเกือบ 500 สาขา และปี 2019 ที่ผ่านมาทำรายได้ 2,610 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่นั่นก็เพียง 3.5 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมดที่ทำได้ในตลาดญี่ปุ่น  
               

       อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ใช่ตลาดหลัก แต่จีนก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อิออนปรับไปสู่ธุรกิจดิจิทัล และเป็นตลาดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเป็นสนามทดลองด้วยหลายเหตุผล รวมถึงการเปิดกว้างของผู้บริโภคจีนในการใช้บริการใหม่ๆ การที่จีนมีนักพัฒนาเทคโนโลยีเก่งๆ มากมาย และเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ผู้บริโภคจีนไม่ค่อยวิตกหากบริษัทต่างๆ จะนำข้อมูลส่วนตัวของผู้บริโภคไปใช้



               

        ในช่วงที่มีการสร้างศูนย์บริหารงานดิจิทัลในจีนนั้น โมโตยะ โอคาดะ ซึ่งเป็นประธานกลุ่มอิออนในขณะนั้นแสดงทัศนะว่าที่ธุรกิจอิออนในญี่ปุ่นไปไม่ถึงไหนเป็นเพราะความอนุรักษ์นิยม และการมีแนวคิดด้านลบ ความคุ้นชินกับเครือข่ายร้านค้าจำนวนมหาศาลของอิออนกลายเป็นอุปสรรคในการยอมรับแนวคิดที่จะผันไปสู่ยุคดิจิทัล และที่สร้างความซับซ้อนขึ้นไปอีกคือบริษัทในเครืออิออนแต่ละแห่งก็มีระบบของตัวเอง ความพยายามที่จะพัฒนาบริการเพื่อให้ใช้งานร่วมกันได้จึงเกิดความล่าช้า
               

      ต่างจากในจีนที่เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ จึงกลายเป็นตลาดทดลองระบบของอิออนเพื่อกรุยทางไปสู่การปรับใช้ในญี่ปุ่น และในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีจำนวนสาขามากกว่าในจีนเกือบ 3 เท่าตัว ล่าสุดเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อิออนได้ตั้งบริษัทขึ้นมาอีกแห่งเพื่อกระจายเทคโนโลยีที่พัฒนาในจีนไปยังบริษัทในเครือทั้งหมด นอกจากนั้น อิออนยังมีเป้าหมายรวบรวมข้อมูลผู้บริโภคทั้งหมดจากธุรกิจต่างๆ มาอยู่ในฐานข้อมูลกลางที่เดียว ทั้งนี้ อิออนได้ออกบัตรเครดิตอิออนให้กับลูกค้าทั้งในและนอกประเทศราว 46 ล้านราย และออกบัตรอี-มันนี่ Waon อีก 85 ล้านใบ



               

      สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดของอิออนในการก้าวสู่การเป็นห้างดิจิทัลคือการติดตั้งระบบการสแกนบาร์โค้ดและชำระเงินผ่านแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนตามซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าของบริษัท รวมแล้วหลายพันแห่งทั่วประเทศ ข้อมูลระบุว่าการติดตั้งระบบเช็คเอาท์อัตโนมัติแบบร้านค้าไร้พนักงานที่อเมซอนเคยทำนั้นค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงเนื่องจากต้องใช้กล้องและเซ็นเซอร์จำนวนมากในการตรวจจับความเคลื่อนไหวของลูกค้า แต่ระบบของอิออนจะมีราคาถูกกว่าคือเฉลี่ยไม่ถึง 10 ล้านเยนต่อ 1 ร้านค้า
               

      ในการใช้งาน ลูกค้าเพียงดาวน์โหลดแอปลงสมาร์ทโฟนก็สามารถสแกนสินค้าและชำระเงินด้วยการตัดจากบัตรเครดิต สำหรับลูกค้าที่ไม่มีสมาร์ทโฟน หน้าทางเข้าร้านจะมีให้เช่า ระบบดังกล่าวช่วยย่นเวลาในการเข้าคิวจ่ายกับพนักงานลง 1ใน 10 จากเวลาปกติ ไม่เพียงอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าแต่ยังช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ในญี่ปุ่นอีกด้วย
 


      อ้างอิง : https://asia.nikkei.com/Business/Retail/Japan-s-top-retailer-Aeon-imports-tech-lessons-learned-in-China
                    https://asia.nikkei.com/Business/Retail/Japan-s-Aeon-to-increase-self-checkouts-to-ease-labor-shortage
 
 
 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
Share:

Related Articles

​Cart Safe ถุงคลุมรถเข็นป้องกันโควิด ไอเดียสุดล้ำจากคุณแม่ลูกสาม สร้างรายได้ง่ายๆ จากเรื่องใกล้ตัว

เช่น “Cart Safe” ถุงคลุมรถเข็นใส่สินค้าที่เห็นในรูปนี้ แม้จะดูเหมือนว่าทำออกมาง่ายๆ แต่จริงๆ แล้วกลับช่วยตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค เพื่อนำมาใช..

by SME Thailand.| 21 กย. 2021

​แตกไลน์ธุรกิจยังไงให้รอดและรุ่ง ถอดกลยุทธ์อายิโนะโมะโต๊ะ แบรนด์อาหารกว่าร้อยปีหนีตายสู่ธุรกิจไอที

หลายคนคงนึกไม่ถึงแน่ๆ ว่าวันหนึ่ง “อายิโนะโมะโต๊ะ” แบรนด์ผงชูรสที่แสนจะคุ้นหู จะบุก “วงการไอที” ที่แสนจะห่างไกลจากธุรกิจอาหาร ด้วยการหันมาจริงจัง..

by SME Thailand.| 19 กย. 2021

​“การบริจาค” กลยุทธ์ชุบชีวิตแบรนด์โนเนมในจีน จากเกือบล้มละลายเป็นขายสินค้าเกลี้ยงร้าน

กระแสชาตินิยมของจีนประทุขึ้นมาอีกระลอกช่วงเกิดวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ที่มณฑลเหอหนานช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และ“เออร์เก้” (ERKE) ที่ล้มลุกคลุกคลานและ..

by SME Thailand.| 14 กย. 2021