ทำไม “มูซังคิง” ทุเรียนบ้านๆ จากมาเลย์ ถึงกลายเป็นราชันแห่งทุเรียน ส่งออกไปจีนปีละกว่า 1,000 ตัน

by SME Thailand. 22 เมย. 2021
Share:
TEXT : วิมาลี วิวัฒนกุลพาณิชย์





      หากพูดถึงประเทศที่ปลูกทุเรียนคุณภาพดีและส่งออกมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก แน่นอนว่าไทยเป็นแชมป์มาตลอดอยู่แล้ว และตลาดที่ใหญ่สุดก็เห็นจะไม่พ้นตลาดจีนนั่นเอง ความหลงใหลได้ปลื้มในผลไม้มีหนามกลิ่นรุนแรงชนิดนี้ของชาวจีนที่เพิ่มขึ้นทุกขณะทำให้แพลนเทชั่นส์ อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัทที่ปรึกษาในฮ่องกงประเมินตลาดทุเรียนโลกในปี 2030 จะมีมูลค่า 25,000 ล้านดอลลลาร์สหรัฐฯ หรือเกือบ 8 แสนล้านบาท เพิ่มจากปี 2016 ที่มีมูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์   
               

      และผู้ส่งออกทุเรียนที่กำลังถูกจับตามองในฐานะดาวเด่นที่เข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาด ได้แก่ มาเลเซีย ซึ่งกำลังประชาสัมพันธ์ทุเรียนพันธุ์ “มูซังคิง” ทุเรียนที่ดีที่สุดของประเทศ และกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มลูกค้าชาวจีน จากที่บริโภคแค่ภายในประเทศ โดยชาวมาเลเซียบริโภคทุเรียนเฉลี่ย 12 กิโลกรัมต่อคนต่อปี มากเป็นอันดับหนึ่งของโลก และไม่เคยส่งออกทุเรียน มาเลเซียกำลังส่งเสริมการสร้างรายได้จากพืชเศรษฐกิจชนิดนี้

               
     ก่อนจะมาเป็น “มูซังคิง” ผลไม้ยอดฮิตของกลุ่มคนรักทุเรียนในจีน มีเรื่องราวเกี่ยวกับเบื้องหลังความสำเร็จของ “ตัน โอ ชอง” เกษตรกรชาวมาเลเซียวัย 58 ปีผู้เริ่มต้นส่งออกทุเรียนมูซังคิงไปยังประเทศจีนเมื่อ 6 ปีก่อน และปัจจุบันได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชันทุเรียน” (Durian King) แห่งคาบสมุทรมลายูมาถ่ายทอด 



               

      ย้อนกลับไปในอดีต ตันเกิดในครอบครัวที่บิดาอพยพมาจากมณฑลฝูเจี้ยนในจีนมาที่ปีนัง มาเลเซียช่วงทศวรรษ 1940 และเริ่มต้นอาชีพเลี้ยงหมู บิดาของเราเพิ่งรู้จักทุเรียนเป็นครั้งแรกแต่ก็ตัดสินใจทำสวนทุเรียนด้วย ซึ่งในช่วงเวลานั้นทุเรียนในมาเลเซียมีไม่กี่พันธุ์ ที่แพร่หลายสุดคือ “ทุเรียนกำปง” หรือทุเรียนบ้านที่เม็ดใหญ่ เนื้อน้อย เนื้อเป็นใย ต่างจากปัจจุบันที่มีพันธุ์ผสมมากมาย
                 

      ตันช่วยบิดาทำสวนทำไร่มาตั้งแต่เด็กแต่เขาไม่ชอบวิถีชีวิตแบบนี้ เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นจึงเป็นเข็มไปร่วมแก๊งอันธพาลอย่างไรก็ตาม ครั้นอายุเข้าสู้วัย 20 กว่า เขาเริ่มกลับมาสนใจทำสวนอย่างจริงจังหลังบิดาได้แบ่งมรดก โดยน้องชายของเขา 2 คน คนหนึ่งได้รับสวนกาแฟ อีกคนได้ฟาร์มหมู ส่วนเขาบิดามอบสวนทุเรียนให้ เขาจึงเริ่มศึกษาเพื่อพัฒนาทุเรียนสายพันธุ์กำปงให้มีคุณภาพดีขึ้นโดยเสาะหาทุเรียนสายพันธุ์อื่นมาผสม 
               

      จุดเริ่มต้นของการพลิกผันโชคชะตาเกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน วันหนึ่งเขามีโอกาสไปเที่ยวรัฐกลันตัน และได้แวะแผงขายทุเรียนข้างทาง แม่ค้าซึ่งเป็นหญิงวัยกลางคนคะยั้นคะยอให้ตันชิมทุเรียนที่เหลืองอร่ามโดยโอ้อวดว่าเป็นสีเหลืองเดียวกับพระราชวังของสุลต่าน ตันกัดชิมไปคำแรกถึงกับตะลึง นอกเหนือจากกลิ่นหอมแรงเหมือนทุเรียนกำปงที่เขาปลูกแล้ว นอกนั้นไม่มีอะไรเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดที่ลีบเล็ก เนื้อทุเรียนสีเหลืองราวขมิ้น เนื้อทุเรียนที่เยอะกว่าและมีความมันราวตับห่านบดแถมยังละลายในปาก ส่วนรสชาตินั้น หวานเจือขมเล็กๆ เรียกว่าเป็นทุเรียนในฝันของคนรักทุเรียนเลยก็ว่าได้ 
               

      ชายผู้เป็นเจ้าของสวนทุเรียนจากปีนังตื่นเต้นมากและตัดสินใจทันทีว่าเขาจะต้องปลูกทุเรียนพันธุ์นี้ให้ได้ ครั้นสอบถามจากแม่ค้าได้ความว่าทุเรียนมาจากสวนละแวกนี้และคงยากที่จะมีใครยอมแบ่งปันกิ่งพันธุ์ให้ ตกเย็นวันนั้น ตันกลับมาพร้อมชาวบ้านหนึ่งคนที่เขาจ้างวานให้ใช้ปืนยาวยิงกิ่งทุเรียนที่เขาเป็นคนชี้เป้า ชาวบ้านคนนั้นยิงปืนแม่นมากจนทำให้เขาได้มาซึ่งกิ่งทุเรียนที่ต้องการ จากนั้น ตันก็นำกิ่งพันธุ์ที่ขโมยมาไปทาบกับต้นทุเรียนที่เขาปลูกอยู่



               
 
       ใช้เวลาถึง 3 ปีกว่าต้นที่ทาบกิ่งจะให้ผล แต่ก็ยังพัฒนาสายพันธุ์อยู่เรื่อยๆ จนอีก 2 ปีต่อมาจึงได้ทุเรียนที่มั่นใจในคุณภาพพอที่จะวางขายได้ ตันเรียกทุเรียนพันธุ์ใหม่ของเขาว่า “Rajah Kunyit” หรือราชาขมิ้น เนื่องจากเนื้อทุเรียนมีสีเหลืองอร่ามเหมือนขมิ้น ไม่นานทุเรียนสายพันธุ์นี้ก็กระจายปลูกแพร่หลาย ชาวมาเลย์เชื้อสายจีนเรียกทุเรียนนี้ว่า Mao Shan Wang  แปลว่าเจ้าแห่งแมวภูเขา (Cat Mountain King) เนื่องจากเมื่อแกะเปลือกจะเห็นเนื้อทุเรียนมีลักษณะคล้ายแมวกำลังนอนหลับ ต่อมา Mao Shan Wang ถูกเรียกเป็น Musang King และกลายเป็นชื่อที่ได้รับความนิยมมาแต่นั้น
               

       ในเวลานั้น ทุเรียนมูซังคิงไม่ได้สร้างรายได้ให้ตันเป็นล่ำเป็นสันนักเพราะตลาดมีขนาดเล็กเนื่องจากบริโภคเฉพาะภายในประเทศ โอกาสที่ธุรกิจจะเติบโตแทบไม่มี และเป็นเรื่องยากที่จะทาบรัศมีไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่สุดของโลก และแข่งขันกับทุเรียนหมอนทองอันโด่งดังของไทย
               

        ปี 1988 เมื่อบิดาเสียชีวิตและตันรับช่วงดูแลสวนทุเรียนอย่างเต็มที่ ราคาผลไม้ตกต่ำมาก และเกษตรกรเริ่มหันไปปลูกปาล์มน้ำมันแทน ทำให้ปาล์มน้ำมันกลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ และมาเลเซียขึ้นแท่นผู้ผลิตปาล์มน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกรองจากอินโดนีเซีย ตันเกิดความคิดจะโค่นทุเรียนทิ้งเพื่อมาปลูกปาล์มน้ำมันตามกระแส แต่เขาล้มเลิกความคิดเนื่องจากไม่มีความรู้เกี่ยวกับการปลูกปาล์ม ตันกล่าวว่าเขาศึกษาแต่เรื่องทุเรียน จึงขอปลูกทุเรียนต่อไปดีกว่า  



               

      จุดที่ทำให้มูซังคิงเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคชาวจีนมาจากสแตนลี่ย์ โฮ มหาเศรษฐีเจ้าพ่อวงการคาสิโนมาเก๊าซึ่งเป็นสาวกทุเรียนได้ส่งเครื่องบินส่วนตัวไปขนทุเรียนมูซังคิงจำนวน 88 ลูกจากคนขายที่สิงคโปร์ และสแตนลีย์ได้แบ่งทุเรียนพันธุ์โปรด 10 ลูกให้กับลี กา ชิง นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อภิมหาเศรษฐีชาวฮ่องกง
               

      เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2010 และถูกรายงานในหนังสือพิมพ์ไชน่า เพรส ซึ่งเป็นสื่อภาษาจีน กลายเป็นกระแสอย่างรวดเร็ว มีการประกาศขายทุเรียนมูซังคิ บนเว็บไซต์เถาเป่าของจีนขนาด 2 กิโลกรัมกว่าๆ ในราคาที่สูงถึง 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเกือบ 2,000 บาทต่อลูก ความต้องการมูซังคิงจากจีนทะลักทลายมาก โอกาสของตันมาถึงแล้ว เขารีบติดต่อหาตัวแทนจำหน่ายในจีนเพื่อจะได้ขยายไปตลาดนอกประเทศ
               

       นับจากปี 2013 ตันได้ขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนจากเดิม 200 ไร่เป็น กว่า 2,500 ไร่ เรียกได้ว่าหลังเกิดก่อเหตุโจรกรรมกิ่งทุเรียนที่กลันตัน กว่าตันได้เก็บเกี่ยวดอกผลเวลาก็ล่วงไป 35 ปี ปัจจุบันทุเรียนกลายเป็นพืชหลักที่สร้างรายได้ให้ครอบครัวของเขามหาศาลจากการส่งออกมูซังคิงไปยังประเทศจีนไม่ต่ำกว่าปีละ 1,000 ตัน และนี่คือเรื่องราวของ “ตัน โอ ชอง” ราชันทุเรียนแห่งคาบสมุทรมลายู ชายผู้มั่งคั่งจากกิ่งทุเรียนที่ขโมยมา
 

        อ้างอิง : https://www.latimes.com/world/asia/la-fg-col1-malaysia-durians-china-20190704-htmlstory.html
                      https://www.thestar.com.my/news/nation/2017/12/10/it-pays-to-know-musang-kings-main-features/
 
 



www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
Share:

Related Articles

​อยากโตในตลาด Red Ocean ต้องใช้สูตร “WhatIF Foods” บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสิงคโปร์ เปลี่ยนเมนูสิ้นคิดสู่มื้อสุขภาพได้ใจคนยุคใหม่

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมักกินง่าย สะดวก และเป็นมิตรกับเงินในกระเป๋า แต่กลับไม่เป็นมิตรกับสุขภาพร่างกายสักเท่าไร จะดีแค่ไหนถ้าเราได้กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรู..

by SME Thailand.| 30 เมย. 2021

​เวลาเปลี่ยน ธุรกิจต้องปรับกลยุทธ์ บทเรียนจาก TOMS รองเท้าคนใจบุญ ยุติ One-for-One พลิกการตลาดเอาใจ Gen Z

การทำแคมเปญ One-for-One ส่งผลให้ TOMS กลายเป็นแบรนด์รองเท้าที่ประสบความสำเร็จ 15 ปีผ่านไป ความพยายามที่จะกลับสู่การเป็นแบรนด์ในดวงใจของคนรุ่นใหม่ทำใ..

by SME Thailand.| 29 เมย. 2021

​มาแรงสุด! “เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์” ผู้ผลิตเบียร์ในเอเชียแห่เกาะเทรนด์ เสียภาษีต่ำ-ทำกำไรมาก-โอกาสเติบโตสูง

ช่วงการระบาดของโควิด-19 สถานบันเทิงต่างๆ ต้องปิดเร็ว นั่นอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เนื่องจากยอดขายลดลงในทางกลับ..

by SME Thailand.| 26 เมย. 2021