เปลี่ยนชีวิต มันทำได้จริงเหรอ? โดย รวิศ หาญอุตสาหะ

by SME Thailand. 25 พค. 2019
Share:
TEXT :  รวิศ หาญอุตสาหะ





Main Idea
 
  • เพราะความคิด คือ สิ่งที่กำหนดทุกอย่าง เราอาจเคยคิดว่าทำสิ่งนี้ไม่ได้ แต่วันหนึ่งเมื่อเปลี่ยนความคิดใหม่ สิ่งที่เคยเป็นไปไม่ได้ ก็กลับเป็นไปได้ขึ้นมา
 
  • แต่ความคิดอย่างเดียวไม่พอ ต้องอาศัยความกล้าที่จะลงมือทำด้วย จงทำมันด้วยความมุ่งมั่น การเปลี่ยนชีวิตอาจยาก แต่ถ้าคุณเอาจริง ชีวิตใหม่ก็อยู่แค่หัวมุมถนนเท่านั้นแหละ 





     หัวข้อเรื่องนี้เป็นคำถามที่ผมได้รับบ่อยมากครับ 

     ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อนผมคงตั้งคำถามนี้กับตัวเองเหมือนกัน แต่วันนี้ผมตอบได้เลยครับว่า ชีวิตคุณเปลี่ยน (ไปในทางที่ดีขึ้น )ได้แน่นอน

      สำหรับผมมันอาศัย 2 เรื่องครับ



 

ออกจากกรอบ – เปลี่ยนความคิดเดิมที่ถูกขัง
 
     1.การโยนความคิดที่เป็นกรอบเก่าๆ ออกไปให้หมด
     
     อาทิ “เราเรียนมาน้อย เรื่องยากๆ เราทำไม่ไหวหรอก”

     “งานนี้มันไม่เหมาะกับเรา”

     “คนอื่นเก่งกว่าเราตั้งเยอะ เรื่องนี้เราทำไม่ได้หรอก”  ฯลฯ

     ความคิดประเภทนี้มันจะมา Block การเปลี่ยนชีวิตของคุณ

     การเปลี่ยนกรอบความคิดนี้มันยาก แต่ทำได้

     ผมมักเรียนสถานการณ์นี้ว่า “Difficult but Possible” ไม่ใช่ “Possible but Difficult”

     ผมเองไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะวิ่งมาราธอนได้ในชีวิตนี้ และคิดว่าไม่มีเหตุผลที่จะต้องวิ่งเลย แต่พอวิ่งได้แล้วชีวิตผมเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ

     พอวิ่งมาราธอนได้แล้ว อยากลองวิ่ง 100 กิโล แต่แค่คิดก็รู้สึกว่ามันบ้าชัดๆ เราคงทำไม่ได้หรอก 

     แต่ตอนนี้ผมเปลี่ยนความคิดใหม่ ผมเชื่อว่าผมวิ่ง 100 กิโลได้แน่นอนใน 3 ปีนี้  สิ่งที่เหลือตอนนี้ คือ ซ้อม > ดูผล > ปรับแผนการซ้อม > ซ้อม > ดูผล>  ปรับแผนการซ้อม วนไปเรื่อยๆ

ลงมือทำ - กล้าที่จะคว้าโอกาสด้วยตัวเอง
 




     2.กรอบความคิดถูกแล้ว แต่เมื่อถึงเวลา คุณเลือกที่จะไม่ทำในสิ่งที่สร้าง Impact กับชีวิตของคุณสูงสุด

     ผมอ่านเจอบทความของ Peter Bergman ใน Harvard Business Review ซึ่งเขียนไว้ว่า ในทุกๆ วันเราต้องถามตัวเองว่า

     “ณ เวลานี้ เราจะสามารถทำอะไรที่มีประโยชน์ที่สุดได้”

     คำตอบต่อคำถามนี้หลายครั้งมันอาจจะทำให้คุณกังวลใจ กลัว รู้สึกอาย ฯลฯ

     เช่น บางครั้งคุณคิดไว้แล้วว่าจะให้ Feedback ที่ไม่ดีเท่าไรกับลูกน้องของคุณแต่มีประโยชน์กับทุกฝ่าย พอถึงเวลาจริงๆ คุณกลัวจะทำให้ลูกน้องเสียใจ เลือกที่จะพูดให้เบาหรือเบี่ยงเบนประเด็นไป ลูกน้องคุณก็ไม่ได้รับ Feedback ที่จะไปปรับปรุงตัว คุณเองไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ เรียกว่าเป็น Lose-lose situation เพียงเพราะความกลัวของคุณเอง




     มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง Billy Joel เป็นศิลปินระดับโลกที่มียอดขายเพลงกว่า 150 ล้าน Copy มีเพลงดังมากมาย วันหนึ่งเขาได้รับเชิญไปพูดที่ Vanderbilt University (มหาวิทยาลัยตอนที่ผมเรียนปริญญาโท) กลางหอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัย มีนักเรียนคนหนึ่งชื่อ  Michael Pollack ยกมือขึ้นแล้วถามว่า

     “มันจะเป็นไปได้ไหมครับ ที่ผมจะแสดงบนเวทีพร้อมกับคุณ”

     ห้องทั้งห้องเงียบสนิท เรียกว่าอึ้งจนเงียบดีกว่า


     นี่เป็นการกระทำที่กล้าหาญมาก เพราะว่าจริงๆ สถานการณ์สุ่มเสี่ยงกับการหน้าแตก (แบบรุนแรง) ได้เลยทีเดียว เพราะอาจจะไม่ได้เล่น หรือหนักกว่านั้นคือเล่นแล้วล่ม

     คุณลองนึกภาพคุณโซโลเปียโนแล้วให้ Taylor Swift ต่อหน้าคนเป็นพัน แล้วมันล่ม แค่คิดก็สยองแล้วใช่ไหมครับ
     Billy Joel คิดนิดหนึ่งแล้วตอบว่า “ok”

     นักศึกษาคนนั้นเดินขึ้นเวทีนั่งลงเล่นเปียโนเพลง New York State of Mind ได้อย่างทรงพลังจนตรึงคนดูไว้ได้อย่างอยู่หมัด ซูเปอร์สตาร์อย่าง Billy Joel ก็โชว์พลังเสียงอย่างเต็มที่

     ทั้งคู่ไม่เคยซ้อมด้วยกันมาก่อน แต่ผลงานที่ออกมามันยอดเยี่ยมมาก มีคนชมคลิปนี้ไปหลายล้านคนแล้ว

     ที่สำคัญกว่านั้นคือชีวิตของ Michael Pollack เปลี่ยนไปอย่างมากแน่นอน แต่มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเหตุการณ์นี้เพียงอย่างเดียว เพราะจริงๆ แล้วเบื้องหลังคือเขาซ้อมเปียโนมาอย่างหนักพอที่จะบอกตัวเองได้ว่าเขาสามารถขึ้นไปเล่นพร้อมกับศิลปินระดับโลกได้ และเขากล้าที่จะคว้าโอกาสนั้นไว้เมื่อมันมาถึง




     ผมเคยเห็นคนชีวิตเปลี่ยนเพราะลดน้ำหนักได้ 50 กิโลกรัม เขาคนนั้นได้ชีวิตใหม่มา ที่ดีกว่าเดิมทุกอย่าง

     ผมเคยเห็นคนชีวิตเปลี่ยนเพราะทำงานติดต่อกัน 3 ปีแบบไม่หยุดซักวัน จนเขาได้ความสำเร็จของธุรกิจ ในระดับที่ถ้าบอกตอนเริ่มเมื่อ 3 ปีที่แล้ว จะมีแต่คนบอกว่า “ไอ้นี่เพ้อเจ้อ” แต่เขาก็ทำได้ และคนที่เพ้อเจ้อคือคนที่ไปปรามาสเขาไว้นั่นเอง

     ตัวผมเองชีวิตเปลี่ยนจากการวิ่งแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งหลายคนคิดว่า “เวอร์จัง แค่วิ่งมันจะอะไรหนักหนา” แต่ความจริงคือการวิ่งทำให้ผมเลิกดื่มได้ ในชีวิตนี้ไม่เคยคิดว่าจะเลิกดื่มได้ยาวๆ แบบนี้เพราะสมัยก่อน เครียดก็ต้องดื่ม เป็นวิธีคลายเครียดที่ผมใช้มาตั้งแต่มหาวิทยาลัย  การที่ผมตัดการดื่มลงเหลือ 0 จึงเป็นเรื่องที่ตัวเองไม่เคยคิดจริงๆ ว่าจะทำได้ พอวิ่งและเลิกดื่ม ผมเจอชีวิตที่ผมไม่เคยเจอมาก่อน

      เมื่อไรเราเอาความคิดที่ Block เราว่า “ฉันเป็นไม่ได้” หรือ “ฉันก็เป็นแบบนี้แหละ”  ออกไปได้ คุณจะเห็นเองว่าชีวิตใหม่มีอยู่จริง

     ถามว่าการเปลี่ยนชีวิตยากไหม?

     ตอบเลยว่ายากมาก แต่ขณะที่คุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่  มีคนจำนวนมาก ที่อยู่ไม่ไกลจากคุณ กำลังมุ่งหน้าอยู่ บนเส้นทางของการเปลี่ยนชีวิตอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย

     ถ้าคุณเอาจริง ชีวิตใหม่มันอยู่แค่หัวมุมถนนเท่านั้นแหละครับ


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

 
Share:

Related Articles

​อะไรๆ ก็เป็น..นาฬิกา “Stretch Clock” เปลี่ยนสิ่งของให้บอกเวลาได้

นักออกแบบชื่อ “Nicholas Baker” มักเก็บตัวอย่างของวัตถุต่างๆ ที่น่าสนใจเพื่อนำกลับมาต่อยอดสร้างเป็นชิ้นงานอยู่บ่อยๆ จนในที่สุดก็สร้างแบรนด์ “Stretch ..

by SME Thailand.| 28 ตค. 2020

​เชลล์ถึงขั้นต้องชวนชิม “Rock Ice” น้ำแข็งจอมอึดจากแดนอาทิตย์อุทัย

ถ้าพูดถึงน้ำแข็งจอมอึด ละลายช้าที่สุด หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของ "Rock Ice" น้ำแข็งที่เดินทางไกลมาจากแดนอาทิตย์อุทัยรวมอยู่ด้วยแน่นอน แต่นอก..

by SME Thailand.| 27 ตค. 2020

​“ทำธุรกิจต้องพราวด์ในสินค้าตัวเอง” วิชั่นผู้จัดละคร “เจ็ท-ณัฐพงศ์” บนถนนธุรกิจ BEKERGROUP

“BEKERGROUP BROWNIES” คือหนึ่งในแบรนด์บราวนี่สุดฮอตบนโลกออนไลน์ ที่วันนี้กำลังแตกไลน์สู่น้ำพริกหมูหยองอบกรอบ ซึ่งมีเป้าหมายคือส่งออกตลาดจีน มุมคิดกา..

by SME Thailand.| 27 ตค. 2020