เป็นทายาทอ้วยอันมันไม่ง่าย ต้องใช้ศาสตร์บวกศิลปะยา ประยุกต์วิชาด้วยความรัก

by SME Thailand. 23 กค. 2019
Share:

TEXT : ชนรรค์ สมบูรณ์เวชชการ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อ้วยอันโอสถ จำกัด





Main Idea
 
 
  • การเป็นทายาทธุรกิจ ต้องแบกรับทั้งภาระ ความกดดัน และความคาดหวัง  โดยเฉพาะหากธุรกิจนั้นอยู่อย่างแข็งแกร่งมาได้หลายทศวรรษก็ยิ่งเพิ่มความท้าทายให้กับการเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจ
 
  • เช่นเดียวกับ “อ้วยอันโอสถ” ธุรกิจยาสมุนไพรของคนไทยที่ก่อตั้งมานานถึง 72 ปี สำหรับทายาทรุ่น 3หัวใจสำคัญคือ ต้องเรียนรู้ ปรับตัว เปลี่ยนแปลง ลด EGO ของตัวเอง และทำทุกอย่างด้วยความรัก




     อ้วยอันโอสถก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2490 ปีนี้เป็นปีที่ 72 เมื่อก่อนคุณปู่ผมท่านเดินทางเสื่อผืนหมอนใบมาจากเมืองเหมยเซี่ยนในประเทศจีน โดยท่านได้ตั้งรกรากแห่งแรกที่จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นลูกจ้างร้านขายยาจีน และเก็บหอมรอมริบ ได้เงินก้อนมาและย้ายถิ่นมาเช่าห้องที่วงเวียน 22 เยาวราช โดยยังคงเป็นลูกจ้างในร้านยาจีน และเรียนรู้วิชามาเรื่อยๆ จนสามารถสอบเป็นแพทย์ และเภสัชกรแผนโบราณ ได้ใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบการโรคศิลป์ยาจีน พอเก็บเงินได้ ท่านก็ไปเปิดร้านขายยาอ้วยอันโอสถที่เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า


     คุณปู่ท่านขยันและเอาใจใส่ลูกค้ามาก ต่อให้หลังเที่ยงคืน ถ้ามีใครมาให้ช่วย มีเด็กชัก ท่านก็จะเปิดประตูช่วยตลอด สูตรยาไหนที่แมะลูกค้าแล้วจ่ายยาไปได้ผลดีก็จะนำไปจดทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นตำรับของตัวเอง ยาสูตรที่ท่านคิดค้นขึ้นมาทุกวันนี้ก็ยังขายอยู่ เช่น ยาผิวหนังมีกีฟู แก้น้ำเหลืองเสีย ยังเรียกชื่อจีนแบบนี้และยังขายดี​ อาจฟังไม่ทันสมัยนักแต่ลูกค้าใช้ดีและซื้อซ้ำ


     มาถึงรุ่นคุณพ่อ (สิทธิชัย สมบูรณ์เวชชการ) ท่านก็ตัดสินใจเปิดโรงงานเมื่อปี พ.ศ.2527 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เมื่อก่อนทำยาหลังร้าน แต่เมื่อความต้องการสูงขึ้นเลยขยับขยาย ​พอดีช่วงนั้นรัฐบาลสนับสนุนเรื่องสมุนไพรไทยตามบัญชียาหลักแห่งชาติ เช่น ฟ้าทะลายโจร แก้ไข้ร้อนใน ขมิ้นชัน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อด้วย ก็เลยเป็นจังหวะเหมาะ รูปแบบยาก็เริ่มเปลี่ยน สมัยคุณปู่ทำเป็นยาต้ม ยาลูกกลอนเม็ดดำๆ รับประทานที 10 เม็ด ไม่สะดวกสำหรับบางคน พอมาสมัยคุณพ่อก็เปลี่ยนเป็นแคปซูล 2-3 เม็ด กลืนเข้าไปได้เลย ไม่ต้องสัมผัสรสยาโดยตรง
               




ความแตกต่างในการสืบทอด


     รุ่นคุณพ่อมีความผูกพันกับธุรกิจอยู่แล้ว เพราะเวลาเลิกเรียน ก็ต้องกลับมาช่วยคุณปู่ที่ร้าน ช่วยขายยา ช่วยผลิตยา ตื่นมาและก่อนนอนก็จะเห็นปู่ย่าทำงาน ส่วนผมเองเกิดมาตอนคุณพ่อมีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว คุณพ่อก็จะเล่าเรื่องคุณปู่ให้ฟังบ่อยๆ ว่า ท่านทำงานอย่างไร ผ่านความลำบากอะไรมาบ้าง เวลาปิดเทอมพ่อแม่ก็ให้ผมมาช่วยที่บริษัท ช่วยปิดกล่องฝายาบ้าง ได้ค่าขนมนิดๆ หน่อยๆ เป็นกำลังใจ แต่ก็ไม่มีความผูกพันเท่ารุ่นที่ 2 แต่สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ผมได้ทำก็คือ ปลูกฝังเรื่องแนวทางการศึกษา โดยให้ไปเรียนภาษาอังกฤษและจีนที่สิงคโปร์ และศึกษาทางด้าน Food Science ที่อเมริกาทั้งปริญญาตรีและโท ศึกษาเรื่องโรงงาน การควบคุมระบบ เรื่องที่สามารถนำมาประยุกต์กับอ้วยอัน เผื่อวันหลังเราคิดจะทำสมุนไพรให้เป็นอาหารเราก็ทำได้ พอเรียนจบผมทำงานเป็น Process Engineer อยู่ที่บริษัท FrieslandCampina ก่อนจะกลับไทยมาสานต่องานที่บ้านในปี พ.ศ.2553 โดยสิ่งที่ผมอยากฝากผู้อ่านทุกท่านมีอยู่ 3 เรื่องคือ ความรักในครอบครัว การลด EGO ของตนเอง และ ความกล้าความไม่กลัวที่จะล้มเหลว


ครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการบริหารธุรกิจครอบครัว
 

     ผมเป็นลูกชายคนแรกของคุณพ่อ เป็นหลานชายคนแรกของตระกูล เป็นเหมือน The Chosen One ที่ครอบครัวคนจีนตั้งความหวังไว้ว่าจะต้องมารับช่วงต่อ เป็นสิ่งที่ได้รับฟังตั้งแต่เด็ก คำพูดนั้นมันเป็นหลายๆ อย่างสำหรับผม ทั้งแรงกดดัน แรงบันดาลใจ ความสบายใจในอนาคตที่ไม่ต้องคิดมากว่าจะต้องไปหางานอะไรทำ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดของความคาดหวังนั้นคือ มันทำให้ผมรู้สึกว่า ผมล้มเหลวไม่ได้เด็ดขาด แรงบันดาลใจของผมคือคุณพ่อ เพราะตอนผมอายุ 10 ขวบ ครอบครัวของเราได้มีข่าวร้ายว่าคุณพ่อผมเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง กระทั่งทุกวันนี้ท่านก็เดินไม่ได้ ต้องนั่งรถเข็น แต่ผมชื่นชมที่ท่านเลือกจะใช้ชีวิตอย่างเข้มแข็ง ไม่สงสารตัวเองที่เป็นโรค แถมยังเลี้ยงดูลูกและทำธุรกิจให้ดีได้ ตอนผมกลับมา ผมไม่ต้องชุบชีวิตอ้วยอัน ผมมาแค่พัฒนาต่อเพราะท่านปูทางไว้ให้ได้ดีมากแล้ว ดังนั้น ผมก็คิดว่าผมต้องตอบแทนท่าน ด้วยการใช้ความรักและจิตวิญญาณมาสานต่อความฝันและเจตนารมณ์ของท่าน
               




ไม่ว่าจะเก่งมาจากไหน คุณต้องสามารถที่จะลด
EGO ลงมาให้ได้


     ผมเริ่มต้นด้วยการรับตำแหน่งเป็น Technical Director ที่ดูแลทางด้านเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ใหม่ การควบคุมคุณภาพ และการหาวัตถุดิบและเครื่องจักรใหม่ ตอนผมกลับมา พูดตรงๆ ว่าไม่รู้จะเริ่มทำอะไรเหมือนกัน กิจการก็ไปได้ดี ทุกแผนกก็ทำงานตามปกติ คือฟังคำสั่งพ่อ ผมไปนั่งอยู่ในออฟฟิศเฉยๆ เพราะไม่มีอะไรทำ สุดท้ายนั่งอยู่ 2-3 สัปดาห์ ก็รู้สึกว่าเบื่อมากและทนไม่ได้เลยตัดสินใจเดินไปดูแต่ละแผนกว่าเราทำอะไรได้บ้าง ด้วยความที่เรามาสาย Food Science เราก็จะดูการผลิตว่าคอขวดอยู่ตรงไหน ใครบ่นทำอะไรไม่ทัน ดูว่าเราซื้อเครื่องอะไรเข้ามาได้บ้าง พยายามหาเครื่องมาทุ่นแรง โดยไม่ลดจำนวนพนักงาน เพราะคอขวดแปลว่ามีอะไรที่ไม่ทัน ทำให้แผนกอื่นช้าไปด้วย แต่ถ้าเอาเครื่องเข้ามาแก้ให้เร็วได้เมื่อไหร่ เราก็สามารถเอาคนไปแผนกอื่นที่ยังต้องใช้คนอยู่


     พอได้เห็นก็ลองไปคุยกับพ่อ ด้วยความคาดหวังว่าความคิดของผมเจ๋ง อย่างไรท่านก็ต้องฟัง แต่ปรากฏว่าพ่อไม่ฟังเลย เหมือนเราไม่มีตัวตน ก็ท้อใจบ้างนิดหน่อย สุดท้ายอ่านหนังสือ และคุยกับคนใกล้ตัวก็พอเข้าใจว่า Generation Gap มันต้องมีแน่นอน คนแต่ละรุ่นอาจมีความคิดเห็นไม่ลงรอยกัน แต่ในเมื่อคุณพ่อเขาก็ประสบความสำเร็จมาได้ด้วยตัวเอง เวลาเราจะไปโน้มน้าวเขา เราต้องไม่ใช่แค่พูดปากเปล่า ทุกอย่างต้องมีข้อมูลสนับสนุนว่าทำออกมาแล้วจะดีขึ้นอย่างไรบ้าง แต่เราเป็นนักวิทยาศาสตร์ก็ต้องรู้จักหาข้อมูลมาสนับสนุน ยิ่งเป็นลูกบางทียิ่งต้องอธิบายมากกว่า และให้คนอื่นเข้าใจง่ายด้วยซ้ำพ่อถึงจะฟัง


      ไม่ใช่แค่ข้อมูลต้องแน่นเท่านั้น แต่อีกสิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือวิธีการพูดการนำเสนอให้พ่อและพนักงานคนอื่นเข้าใจ ในการก้าวเข้ามาทำธุรกิจต่อจากที่บ้าน อย่าลืมว่าต้องมีผู้บริหารรุ่นเก่าหรือพนักงานที่ยังคงทำงานมาก่อน สิ่งหนึ่งที่จะทำให้พวกเขาเชื่อถือคุณซึ่งเข้ามาทีหลัง นั่นก็คือ การพิสูจน์ตัวเอง รวมทั้งต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่พนักงาน คุณจะต้องมีความสามารถในการทำงาน อีกทั้งยังต้องสามารถทำงานร่วมกับคนอื่นได้ เวลาเรากลับมาทำธุรกิจที่บ้าน การเป็นหัวหน้าองค์กร เราต้องเป็นผู้นำ เพราะฉะนั้นการเป็นตัวอย่างที่ดีสำคัญมาก ถ้าเราเป็นไม่ได้ คนรุ่นก่อนที่มาบริหาร จะมองเห็นตรงนี้และคิดว่าเราไม่พร้อม


      การที่ผมอยู่เมืองนอกมานานมันทำให้ผมเป็นคนตรง ชัดเจน และบางทีอาจจะพูดจาไม่เกรงใจคนอื่นในเบื้องต้น สิ่งที่ผมอยากบอกนักเรียนนอกทุกคนที่อ่านอยู่คือ เราเป็นคนไทย พ่อแม่เราเป็นคนไทย สิ่งที่พ่อแม่เราอยากให้เราได้มากที่สุดคือ การช่วยเหลือตัวเอง ความกล้าแสดงออก มุมมองที่แตกต่างออกไป และสิ่งที่พวกเขาไม่อยากให้เราเสียมากที่สุดคือ มารยาท ความอ่อนน้อมถ่อมตน และการมีความเห็นอกเห็นใจ ผมบอกรุ่นน้องที่เพิ่งจบนอกเสมอว่า เราควรเป็นฝรั่งที่มีมารยาทแบบไทย หรือ เป็นคนไทยที่มีความกล้าแสดงออกและมีความคิดของตนเอง




               
การเปลี่ยนแปลงธุรกิจ


     แนวทางการบริหารของผมจะแตกต่างกับของคุณพ่อพอสมควร ผมเป็นเจ้านายที่ให้อิสระในการทำงานกับลูกน้องมาก ในขณะเดียวกันก็เน้นให้ทุกคนมีความสมดุลในเรื่องของกฎระเบียบ วินัย และความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งการแสดงความคิดเห็นในมุมมองใหม่ๆ และต้องเป็นผู้ฟังที่ดี ในขณะเดียวกันตัวผมเองก็ต้องหมั่นหาความรู้ใส่ตัวเพิ่มเติมให้มากที่สุด เพื่อมีข้อเสนอแนะหรือคำแนะนำให้ทีมงานกลับไปทำการบ้านต่อยอดหรือแก้ปัญหาด้วยความคิดสร้างสรรค์อย่างเหมาะสม


     ปัจจัยสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงธุรกิจ สำหรับผมคือ ความกล้าที่จะสร้างความแตกต่าง ในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา อ้วยอันโอสถได้มีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ แปลกหูแปลกตามากกว่าสมุนไพรทั่วไป ตลาดในปัจจุบันมีการแข่งขันสูง เป็นตลาดที่ลูกค้ามีการศึกษามีข้อมูลทุกอย่างอยู่ในมือ การสร้างผลิตภัณฑ์แต่ละอย่าง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะได้ใจคนซื้อ และก็ไม่ง่ายเช่นกันที่ผลิตภัณฑ์ของเรานั้นจะถูกลูกค้าหยิบมาปิ๊งในครั้งแรก ในตลาดสมุนไพรที่แข่งขันกันด้วยราคา หรือความโดดเด่นของบรรจุภัณฑ์ในเบื้องต้นนั้น อ้วยอันโอสถขอเป็นผู้กล้าที่จะสร้างความแตกต่าง เพราะเราเชื่อว่าลูกค้าควรจะได้อะไรใหม่ๆ ที่ดีที่สุด เราเชื่อว่าสมุนไพรสามารถประยุกต์ใช้ได้กับหลายๆ กลุ่ม หลายคนอาจจะมีมุมมองว่า สมุนไพรเป็นอะไรที่เชย เป็นอะไรที่เป็นอนุรักษนิยม ไม่ทันสมัย แต่เป้าหมายของเราคือ การทำให้มุมมองของคนเปลี่ยนไปด้วยผลิตภัณฑ์ของเรา ใครจะคิดว่าสมุนไพรสามารถประยุกต์ใช้กับเด็กได้ แต่ผมเชื่อว่าพ่อแม่หลายคนเคยลองใช้ยาน้ำแก้ไอเด็กตรามิสเตอร์เฮิร์บ และได้ผลตอบรับที่ดี ใครจะคิดว่าสมุนไพรไทยสามารถเพิ่มศักยภาพการวิ่งเป็น Sports Supplement จากสมุนไพรของนักวิ่งระยะไกลได้ แต่เราได้ออกผลิตภัณฑ์ VO2 ที่เป็นมิตรกับเพื่อนๆ พี่น้องนักวิ่งทั้งหลายเพื่อการฟื้นฟูและเพิ่มศักยภาพในการวิ่ง โดยอ้วยอันโอสถยังสนับสนุนกลุ่มนักวิ่งทีม อ้วยอันรันเนอร์อีกด้วย


     เราเชื่อและศรัทธาในสมุนไพร และเราจะไม่มีทางบังคับคุณให้ซื้อ ไม่มีทางโอ้อวดว่าของเราดีอย่างไร การตลาดและการทำ Brand ของเราก็ไม่มีการทำอะไรเกินจริงหรือทำในเชิงค้าขาย แต่เป็นการให้ความรู้ ให้ผู้บริโภคเข้าใจสมุนไพรมากที่สุด เรากล้าที่จะผลิตและนำสินค้าเข้าสู่ตลาด และอยากให้คนเชื่อด้วยตัวเอง ถึงสินค้าของเราอาจจะถูกแกะสูตรไปผลิตถ้าวันหนึ่งสินค้าตัวนั้นจะติดตลาด แต่เรากล้านำออกมาขายเป็นคนแรก โดยไม่กลัวที่จะล้มเหลว
               

     ท้ายที่สุดแล้วถ้ามองถึงหัวใจสำคัญของการเป็นทายาทธุรกิจจริง ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่ใจที่อยากจะพัฒนา ต่อยอดธุรกิจเดิมของครอบครัวที่ได้เห็นมาตั้งแต่เกิดให้ดีขึ้น โดยสานต่อเจตนารมณ์และค่านิยมของรุ่นก่อนๆ ไว้ เพราะผมคิดว่ามันคือ DNA หรือ แม่พิมพ์ที่เป็นเสน่ห์ของบริษัท สินค้า เพื่อครองใจลูกค้า
 
 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 
 
 
Share:

Related Articles

​รับมือกับ “ความล้มเหลว” ในแบบ พลัฏฐ์ บุญพลอยเลิศ คนทำหนังวัชพืช ผู้ล้มได้แต่ตายไม่เป็น!

“พลัฏฐ์ บุญพลอยเลิศ” คนทำหนังจากวัชพืช KEAPAZ (เคียพาส) เบื้องหลังผลงานของหลายๆ แบรนด์ในวันนี้ ตลอดเส้นทางธุรกิจเขาต้องผ่านวิกฤตมาหลายครั้ง แต่ทุกคร..

by SME Thailand.| 30 ตค. 2020

​คิดนวัตกรรม ให้เป็นธุรกิจทำเงินสุดแซ่บ! ในแบบ “พริกค่ะ สไปซี่ คอฟฟี่”

“พริกค่ะ สไปซี่ คอฟฟี่” (PRIKKA Spicy Coffee) แจ้งเกิดในธุรกิจกาแฟสำเร็จรูปด้วยการเป็น กาแฟพริกสูตรแรกของโลก ที่ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทยเ..

by SME Thailand.| 29 ตค. 2020

​อะไรๆ ก็เป็น..นาฬิกา “Stretch Clock” เปลี่ยนสิ่งของให้บอกเวลาได้

นักออกแบบชื่อ “Nicholas Baker” มักเก็บตัวอย่างของวัตถุต่างๆ ที่น่าสนใจเพื่อนำกลับมาต่อยอดสร้างเป็นชิ้นงานอยู่บ่อยๆ จนในที่สุดก็สร้างแบรนด์ “Stretch ..

by SME Thailand.| 28 ตค. 2020