ไม่อยากตกยุคต้องทำสิ่งนี้! 4 ความอัจฉริยะแบบญี่ปุ่นที่จะยกระดับ SME ไทยให้ก้าวนำโลก

by SME Thailand. 10 กย. 2019
Share:



Main Idea

 
 
  • ในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมกำลังมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาแทบจะตลอดเวลา สิ่งหนึ่งที่ถูกพูดถึงอย่างมากก็คือ การนำ “ระบบอัจฉริยะ” (Smart) เข้ามาเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ก้าวไปสู่ Smart Industry หรือ โรงงานอัจฉริยะ
 
  • หนึ่งในประเทศต้นแบบที่ดีคือ ญี่ปุ่น ซึ่งจะเห็นได้จากการนำระบบ IoT  หุ่นยนต์ เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย และระบบการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ มาใช้ในการดำเนินงานหลายๆ ประเภท มาทำความรู้จัก 4 ความอัจฉริยะแบบญี่ปุ่นที่จะยกระดับ SME ไทยให้ก้าวนำโลกกัน




     การเปลี่ยนแปลงของโลกกำลังส่งมอบความท้าทายให้กับธุรกิจไทยในวันนี้ ซึ่งในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมกำลังมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาแทบจะตลอดเวลา สิ่งหนึ่งที่ถูกพูดถึงอย่างมากก็คือ การนำ “ระบบอัจฉริยะ” (Smart) เข้ามาเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ก้าวไปสู่ Smart Industry หรือ โรงงานอัจฉริยะ ไม่ว่าจะเป็นระบบการผลิตที่มีความทันสมัย การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เอื้อต่อการทำงานให้สะดวก ง่าย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งในเรื่องของการประหยัดพลังงานและการใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยระบบสมาร์ทเหล่านี้นับเป็นสิ่งที่หลายๆ สถานประกอบการควรหันมาใช้และให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยสร้างทั้งภาพลักษณ์ การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเพื่อให้รับมือได้ทันกับบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง


     หนึ่งในประเทศต้นแบบที่ดีคือ ญี่ปุ่น ซึ่งจะเห็นได้จากการนำระบบ IoT (Internet of Things) หุ่นยนต์ เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย และระบบการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ มาใช้ในการดำเนินงานหลายๆ ประเภท โดยระบบสมาร์ทต่างๆ ของญี่ปุ่นยังถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในภาคอุตสาหกรรมของหลายๆ ประเทศ รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานอุตสาหกรรมในไทยด้วย ทั้งนี้จากความใส่ใจในกระบวนการดังกล่าว จึงทำให้วันนี้ประเทศญี่ปุ่นยังคงไว้ซึ่งสถานะความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมระดับแถวหน้าของโลกไว้ได้อย่างไร้ข้อกังขา                         
                                                                                                                                                    



                                                                                                                  
     ทาดาชิ โยชิดะ ประธานสมาคมบริหารจัดการประเทศญี่ปุ่น หรือ JMA กล่าวว่า Smart Industry จะไม่ใช่แนวคิดในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมอีกต่อไป หากแต่จะเป็นพัฒนาการและการปฏิวัติรูปแบบโรงงานแบบใหม่ ที่หลายๆระบบจะต้องมีความเป็นอัจฉริยะ มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ชาญฉลาด และมีเครื่องจักร หรือกระบวนการผลิตที่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น โดยในการก้าวไปสู่การเป็นโรงงานอัจฉริยะนั้น สถานประกอบการต่างๆ จะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติของความเป็น  “SMART” 4 ประเภท ได้แก่

 
  • Smart People 
     

     คือการพัฒนากำลังคนให้มีทักษะและมีความพร้อมกับการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมในยุคใหม่อยู่เสมอ ซึ่งควรจะเริ่มตั้งแต่ในสถาบันการศึกษา เช่น ทักษะการเขียน Coding ทักษะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเฉพาะทาง การผลิตวิศวกรที่สามารถรองรับความต้องการและผลกระทบทางอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น วิศวกรด้านความเสี่ยง วิศวกรการเงิน วิศวกรด้านไอโอที นอกจากนี้ยังควรจะต้องพัฒนาความสามารถเฉพาะทางที่หุ่นยนต์ หรือ AI ไม่สามารถทดแทนมนุษย์ได้ เพื่อรับมือกับแนวโน้มการถูกแทนที่แรงงานด้วยเครื่องมือดังกล่าวในอนาคต




 
  • Smart Technology & Innovation
 
     โดยเป็นการนำระบบเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยมาใช้ในทุกกระบวนการทางอุตสาหกรรม เพื่อให้ผลลัพธ์ในกระบวนการผลิตและการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและลดผลเสียให้น้อยลงที่สุด ซึ่งเทคโนโลยีที่มีความจำเป็นสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมในยุคใหม่คือ IoT (Internet of Things) เป็นการนำระบบอินเทอร์เน็ตมาเชื่อมโยงกับระบบต่างๆ ภายในสถานประกอบการ เพื่อให้การสั่งการทำงานง่าย รวดเร็ว และสามารถกระทำได้ในทุกที่ทุกเวลา ส่วนต่อมาคือ Big Data ซึ่งจะเป็นระบบที่วิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เพื่อทำนายพฤติกรรม การเตือนภัย แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงช่วยในการตัดสินใจให้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตามด้วย หุ่นยนต์ ซึ่งจะมีหน้าที่ในการทำงานทดแทนส่วนที่มนุษย์ไม่สามารถกระทำได้ เช่น การทำงานในพื้นที่หรือบรรยากาศที่มีความเสี่ยง การผลิตที่มีความต่อเนื่องหรือระยะเวลาที่ยาวนาน Blockchain ซึ่งเป็นระบบที่จะช่วยรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ความลับของบริษัท การเก็บข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ และสุดท้ายคือระบบ AI ซึ่งเป็นระบบที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์คุณภาพของสินค้า การคำนวณ การตรวจจับความผิดพลาดจากการดำเนินงาน เป็นต้น




 
  • Smart Maintenance

      ระบบบำรุงรักษาอย่างชาญฉลาด ซึ่งเป็นการบูรณาการระหว่างวิศวกรรมการซ่อมบำรุงรักษา ระบบการบริหารจัดการการผลิต ระบบสารสนเทศ การวิเคราะห์ข้อมูล การเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ต Cloud Computing และ Big Data พร้อมนำข้อมูลสารสนเทศ ต่างๆ มาใช้ในการวิเคราะห์และทำนายล่วงหน้าว่าเครื่องจักรหรือสายการผลิตใดมีแนวโน้มที่จะมีปัญหา โดยในการยกระดับ Smart Maintenance ดังกล่าว จะช่วยให้ทราบถึงข้อมูลสภาพการทำงานของเครื่องจักรและเหตุการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้น ทำให้ดำเนินการแก้ไขป้องกันปัญหาได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การมีระบบบำรุงรักษาอย่างชาญฉลาดยังช่วยให้โรงงานอุตสาหกรรมลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งภาคอุตสาหกรรมไทยยังถือว่ายังมีค่าใช้จ่ายในด้านนี้ปีละไม่ต่ำกว่าหลักแสนล้านบาท



 

 
  • Smart Environment & Community 
               
     ซึ่งเป็นการจัดการบรรยากาศและสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการทำงาน เช่น พื้นที่ที่สามารถแลกเปลี่ยนแนวความคิดเพื่อการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เช่น นวัตกรรม เทคโนโลยีให้เกิดขึ้นในองค์กร รวมทั้งให้ความสำคัญในการบริหารจัดการ หรือมีโซลูชั่นที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เทคโนโลยีในการกำจัดมลพิษ ทั้งทางบก น้ำ อากาศ นวัตกรรมการนำกลับมาใช้ใหม่ การกำจัดกากขยะอุตสาหกรรมและกากขยะอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งการมีส่วนร่วมกับชุมชนในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมกับชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเติบโตและยั่งยืน


     ที่มา : สมาคมบริหารจัดการประเทศญี่ปุ่น หรือ JMA ผู้จัดงาน Maintenance & Resilience Asia 2019 หรือ MRA 2019


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 
Share:

Related Articles

​ซอสกะปิ “เคยนิคะ” ไอเดียทายาทธุรกิจโรงงานกะปิพัทลุง สร้างตลาดใหม่จากรากเหง้าสู่โกลบอล

อดีตเด็กนอกที่ไปเรียนและทำงานอยู่ประเทศอังกฤษมาประมาณ 7 ปี วันนี้เธอกลับบ้านเกิดที่ จ.พัทลุง เพื่อต่อยอดธุรกิจผลิตกะปิของครอบครัวที่ทำมาหลายสิบปี สู..

by SME Thailand.| 24 กพ. 2021

​“Anatani” นมถั่วแระญี่ปุ่นเจ้าแรกในไทย ที่สร้างธุรกิจขึ้นมาจากคราบน้ำตา ความผิดหวัง หนี้สิน และกำลังใจ

ในชีวิตคนเราจะเจอวิกฤตได้สักกี่ครั้งกว่าจะประสบความสำเร็จ สำหรับ “นิภาภัทร์ ใจโสด” เจ้าของแบรนด์ “Anatani” อาจเรียกว่าไม่อยากนับกันเลยทีเดียว แต่อะไ..

by SME Thailand.| 24 กพ. 2021

​รู้จัก “โพลาริส” น้ำดื่มขวดขุ่น 5 บาท ต้นกำเนิดน้ำดื่มติดแบรนด์ของไทย ที่หายจากตลาดไปนานนับ 10 ปี!

ถ้าพูดถึงวิวัฒนาการน้ำดื่มบรรจุขวดของไทย ก่อนจะมาเป็นขวด PET ใสๆ อย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้ หลายคนคงพอรู้จักและเห็นหน้าค่าตากับน้ำขวดขุ่นราคา 5 บาท..

by SME Thailand.| 23 กพ. 2021