แชร์ประสบการณ์ร่วมโครงการ “คนละครึ่ง” ยุ่งยากไหม-ร้านค้าได้อะไร?

by SME Thailand. 11 พย. 2020
Share:



Main Idea
 
 
     How to ปรับตัวเพื่ออยู่รอดของร้านค้า
 
 
  • ฟังเสียงลูกค้า จะเห็นโอกาสอยู่ในนั้น
 
  • หาเครื่องมือใหม่ๆ มาช่วยในการขาย
 
  • ปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยี รับการค้ายุคใหม่
 
  • เข้าหาโครงการสนับสนุน สร้างโอกาสในการค้าขาย
 
  • คนรุ่นเก่าเปลี่ยนไม่ได้ คนรุ่นใหม่ต้องเข้ามาช่วย
 


 
 
     ผมไปเข้าร่วม “โครงการคนละครึ่ง” มาครับ เลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ให้ฟังกัน


     วันนี้สถานการณ์โลกว่าร้อนแรงแล้ว สถานการณ์บ้านเมืองเราร้อนแรงไม่ต่างกัน ผลกระทบถาโถมซ้ำเติม ในยุคที่เศรฐกิจขาขึ้น คือขาขึ้นมาก่ายหัวกันแบบนี้ ไม่ใช้แขนก่ายกันแล้ว นอนคิดนั่งคิดไม่ตกเลยว่าจะหันไปทางไหนดีถึงจะมีทางออกและอยู่รอดในเหตุการณ์ปัจจุบันได้


     ผมเห็นโครงการของรัฐบาลหลายโครงการที่ออกมาช่วยสนับสนุนให้คนใช้จ่าย กินเที่ยว เดินทางในประเทศ ให้คนในชาติกินของไทย ใช้ของไทย เที่ยวเมืองไทย ไม่ดูแลกันเอง แล้วใครจะมาดูแลเราจริงไหมครับ หลังจากตัดสินใจอยู่สักพักผมก็เจอกับโครงการที่น่าจะช่วยร้านค้าขายอาหารแบบผม ร้านข้าวหมูแดงเล็กๆ ริมถนนอรุณอัมรินทร์ 30 ของเรา นั่นคือ “โครงการคนละครึ่ง”





      โครงการนี้เขาเน้นส่งเสริมฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก ร้านค้ารายย่อย แผงลอย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายและขายสินค้าให้ได้มากขึ้น คอนเซ็ปต์คือรัฐบาลช่วยจ่ายให้ 50 เปอร์เซ็นต์ ไม่เกิน 150 บาท ต่อคน/ต่อวัน และไม่เกิน 3,000 บาทต่อคนตลอดโครงการ ซึ่งเริ่มลงทะเบียนร้านค้าได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 และใช้ตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม  ข้อมูลจากข่าวบอกว่าประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งครบ 10 ล้านคนแล้ว เมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่ก็มีผู้ไม่ผ่านการตรวจสอบสิทธิและไม่เริ่มใช้สิทธิภายใน 14 วัน เลยถูกตัดสิทธิไป และจะเปิดให้ลงทะเบียนรอบสองได้ตั้งแต่ วันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ ตั้งแต่ เวลา 06.00-23.00น. ผ่านเว็บไซต์  www.คนละครึ่ง.com จนกว่าจะครบจำนวน


     ช่วงแรกๆ ที่โครงการออกมาสารภาพตามตรงว่าผมไม่ได้สนใจเข้าร่วมโครงการเลยครับ เพราะคิดว่ายุ่งยาก เสียเวลาในการไปธนาคารกรุงไทย ไม่มีบัญชีกรุงไทย และจำนวนคนไปใช้บริการที่มีมาก จึงไม่สะดวกที่จะไปต่อคิวเข้าแถว และดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น จนวันหนึ่งลูกค้าที่มาซื้ออาหารที่ร้านถามกันเยอะว่า ร้านของเราได้เข้าร่วมโครงการนี้ไหม คำถามมีมากขึ้นๆ ทุกวัน ผมจึงได้สอบถามร้านญาติๆ ซึ่งขายอาหารเหมือนกันว่า เข้าโครงการแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งสิ่งที่ได้รับคำตอบกลับมาคือ ผลตอบรับดีมาก ทำไมที่ร้านไม่ทำยอดขายเพิ่มขึ้นล่ะ เพราะมันเป็นช่องทางในการขายสินค้าอีกทางที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดี แต่อาจจะเสียเวลาหน่อยก็ตอนจ่ายเงินสแกนคิวอาร์โค้ดนิดหน่อย แต่ยอดขายเพิ่มขึ้นนะ ลองดูไหม





     จากบทสนทนานี้ วันรุ่งขึ้นผมก็ไปทำธุรกรรมที่แบงก์เลยครับ ถามว่าต้องเอาอะไรไปบ้าง สิ่งแรกที่ต้องมีเลยก็คือสมุดบัญชีของธนาคารกรุงไทย และบอกพี่ๆ พนักงานว่าต้องการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พี่ๆ เขาก็จะแนะนำให้ถ่ายรูปหน้าร้านตามแนวนอน แล้วก็รูปตัวเรากับหน้าร้านตามแนวนอนอีกหนึ่งรูป รวมถึงสินค้าที่ขายตามแนวนอน อีก 3-4 รูป และจะมีเอกสารให้เขียนจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็รอผลแจ้งกลับมาให้ทราบทาง SMS อีก 7 วัน เป็นอย่างน้อย กรณีที่ร้านค้าได้รับอนุมัติเข้าร่วมโครงการ จะแสดงปุ่ม “คนละครึ่ง” บนแอปถุงเงิน ร้านค้าก็กดปุ่มยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไขโครงการ


     สำหรับแอปพลิเคชันที่ใช้ประกอบกัน คือ แอปถุงเงิน ดาวน์โหลดและติดตั้งเพื่อใช้เป็นหลักในการรับเงิน และบริหารจัดการระบุยอดเงินและสร้าง QC เพื่อรับเงินและลูกค้าสแกนจ่าย เราจะได้รับเงินส่วนที่ได้รับจาก G-Wallet ในวันถัดไปและเงินจากสิทธิคนละครึ่งในวันทำการถัดไปเช่นกัน
               

     ร้านค้าเล็กๆ การเพิ่มยอดขายได้ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากครับ ช่องทางการขายสินค้าไม่ว่าจะทางไหนที่มี เราก็ควรคว้าเอาไว้ ป๊าม๊าสอนเสมอ ขยันและรู้จักเรียนรู้ ยังไงก็ไม่อดตาย เทคโนโลยีสมัยนี้ถ้าไม่เรียนรู้เลยก็ตามเขาไม่ทัน ข้อดีก็มีเยอะแต่ข้อเสียก็พอมี ป๊าม๊าแก่แล้ว จะให้มานั่งกดแอปเก็บตังค์คงไม่ใช่แน่ คนรุ่นนี้เขาเก็บเป็นแต่เงินสดไม่ชอบความวุ่นวายและการเปลี่ยนแปลง หัวแข็งเป็นที่หนึ่ง การจะรับอะไรได้ซักอย่างหนึ่งต้องอาศัยการอธิบายและทำความเข้าใจเป็นอย่างมาก ก็ต้องมีคนรุ่นเรานี่แหล่ะครับที่เข้ามาช่วยท่านได้





     หลังจากที่ลงทะเบียนไปถามว่าเป็นยังไงบ้าง สำหรับผมผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจนะ ยอดขายเพิ่มขึ้นเพราะคนต้องกินทุกวัน การที่มีคนมาออกค่าอาหารให้ครึ่งหนึ่งเพื่อลดค่าใช้จ่ายลงในยามที่เศรษฐกิจแบบนี้ ใครบ้างจะบอกว่าไม่ดี ร้านค้าเองก็ต้องทำความเข้าใจและศึกษาขั้นตอน และต้องประชาสัมพันธ์ว่าร้านเราเข้าร่วมโครงการ และสามารถใช้สิทธิได้ แค่นี้ก็เป็นการเพิ่มยอดการขายได้เป็นอย่างดีแล้วครับ
รอยยิ้มของป๊าม๊าเป็นความสุขของลูกหลาน รอยต่อจากรุ่นสู่รุ่น ต้องพึ่งพากันเสมอ อาศัยทำความเข้าใจทำยังไง ให้ธุรกิจอยู่รอดและเจริญเติบโตคงอยู่สืบไป


     ขอแค่ปรับตัวให้ทัน แล้วเราจะรอดไปด้วยกันครับ










 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
Share:

Related Articles

​ไส้กรอกแดง “แหลมทอง” ทำไมถึงอร่อยที่สุด และใครคือเจ้าของตัวจริง?

ไส้กรอกแดง พาลให้นึกไปถึงร้านลูกชิ้นทอดหน้าโรงเรียน หนึ่งในแบรนด์อันดับต้นๆ ระดับตำนานที่ใครๆ ต่างก็พูดถึงยอมรับในรสชาติความอร่อยและคุณภาพ ต้องมีชื่..

by SME Thailand.| 22 มค. 2021

​“แน็คเก็ต” ขนมขบเคี้ยวบ้านๆ ที่ทำยอดขายหลายสิบล้านอยู่ใน 7-11

“แน็คเก็ต” (Nacket) คือแบรนด์ขนมขบเคี้ยวไทยๆ ที่วางขายอยู่ในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น หลายคนอาจมองว่า นี่คือสแน็คสุดแสนจะธรรมดา แต่รู้ไหมว่าในปีที่ผ่านมา..

by SME Thailand.| 22 มค. 2021

​เปลือกมะม่วงเบาและน้ำเชื่อมเหลือทิ้ง พลิกสู่เครื่องดื่มนวัตกรรม “De Mangue” ทำยอดขายกว่า 5 ล้าน ใน 6 เดือน

ใครจะคิดว่าขยะเหลือทิ้งและของเสียในกระบวนการผลิตมะม่วงเบาแช่อิ่ม อย่างเปลือกมะม่วงและน้ำเชื่อม จะกลายร่างสู่เครื่องดื่มไซเดอร์มะม่วงเบาไร้แอลกอฮอล์ข..

by SME Thailand.| 21 มค. 2021