จับตา ‘วิกฤตแรงงาน’ ในธุรกิจ SME หลังเจอพิษ COVID-19

by SME Thailand. 17 เมย. 2020
Share:



Main Idea
 
  • มาตรการภาครัฐเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ประกาศใช้ทั้งมาตรการ Lockdown และการรณรงค์ด้าน Social Distancing มีผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจและการจ้างงาน ซึ่งกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ของการจ้างงานทั้งหมดเป็นการจ้างงานในธุรกิจ SME ที่มีความเปราะบางกว่าธุรกิจขนาดใหญ่
 
  • KKP Research คาดว่าในกรณีที่สถานการณ์ชะลอลงในสิ้นไตรมาส 2 แต่ยังมีมาตรการ Lockdown บางส่วนต่อเนื่องในไตรมาส 3 จะส่งผลให้มีการเลิกจ้างหรือถูกพักงานโดยไม่มีรายได้ เพิ่มสูงถึง 4.4 ล้านคน ส่งผลให้การว่างงานเพิ่มเป็น 4.9 ล้านคน (13.2 เปอร์เซ็นต์ ของแรงงานไทย) และยังมีความเสี่ยงต่อการเลิกจ้างเพิ่มขึ้นหากยังยืดเยื้อ
 
  • จึงมองว่า รัฐควรมีมาตรการเชิงรุกเพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจรักษาการจ้างงาน เร่งลงทุนเพื่อสร้างงานใหม่ และเสริมทักษะแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง เพื่อให้เศรษฐกิจกลับฟื้นขึ้นได้โดยเร็วเมื่อสถานการณ์ COVID-19 เริ่มคลี่คลาย เพิ่มเติมจากมาตรการเชิงเยียวยาที่ทยอยออกมาก่อนหน้านี้ 



     สถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้ มีลักษณะเฉพาะ มีความรุนแรง
และแตกต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจอื่นๆ ที่เคยประสบพบเจอมา เนื่องจากกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิตประจำวัน กิจกรรมในภาคเศรษฐกิจจริงลดลงอย่างรุนแรง อีกทั้งยังเกิดขึ้นเป็นวงกว้างทั่วโลก ส่งผลให้รัฐบาลหลายประเทศตัดสินใจปิดประเทศ และออกมาตรการให้ประชาชนอยู่บ้าน (Lockdown) หรือรณรงค์ให้เว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) กลายเป็นความเสี่ยงจากนโยบายที่กระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในภาคบริการที่จำเป็นต้องมีการติดต่อพบปะกัน (Physical Presence) ในการดำเนินธุรกิจ ทั้งนายจ้างและลูกจ้างจะได้รับผลกระทบอย่างหนักทั้งในแง่การประคับประคองกิจการ การว่างงานที่เพิ่มขึ้น และรายได้จากการทำงานที่ลดลง
 


                โควิดพ่นพิษ กระทบธุรกิจ 4 ด้าน


     KKP Research  รายงานผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจจากการแพร่ระบาดของ  COVID-19 ว่ามี 4 ด้าน ได้แก่ 1. การถูกสั่งปิดกิจการชั่วคราวโดยอำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐที่บัญญัติไว้ตามกฎหมาย 2. รายรับที่ลดลงอย่างมากจากมาตรการ Lockdown หรือการรณรงค์ให้มีระยะห่างทางสังคม 3. กระบวนการผลิตชะงักงันจากการรับมอบวัตถุดิบหรือส่งมอบสินค้าที่ไม่เพียงพอหรือไม่ทันการ (Supply Chain Disruption) และ 4. ลูกค้าธุรกิจชะลอการชำระเงินค่าสินค้าและบริการ (Trade Credit) ซึ่งในแต่ละกรณีจะส่งผลต่อการตัดสินใจด้านการจ้างงานของนายจ้าง ทั้งในแง่จำนวนการจ้างงานหรือการปรับลดชั่วโมงทำงาน  เนื่องจากค่าจ้างถือเป็นต้นทุนหลักในการดำเนินงาน (Operating Cost) ในหลายธุรกิจ ผลกระทบจากการลดการจ้างงานจะสูงที่สุดในกลุ่มลูกจ้างที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม (มาตรา 33) เช่นเดียวกับผู้ประกอบอาชีพอิสระที่รายได้จะลดลงอย่างมากจากกำลังซื้อที่หดตัว
 




     แรงงานในธุรกิจ SME และแรงงานนอกระบบ เสี่ยงเลิกจ้างสูงสุด
               

     KKP Research  ให้ข้อมูลต่อว่า การจ้างงานมากกว่าครึ่งในตลาดแรงงานไทยเป็นการจ้างงานนอกระบบ ซึ่งรวมถึงการจ้างงานเกือบทั้งหมดในภาคเกษตร (24 เปอร์เซ็นต์) และแรงงานที่ไม่ได้ลงทะเบียนในระบบประกันสังคม (31 เปอร์เซ็นต์) และหากนับรวมแรงงานและผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ประกันตนเองโดยสมัครใจในระบบประกันสังคมมาตรา 39 และ 40 ซึ่งไม่มีสิทธิได้รับสวัสดิการว่างงานแล้ว (10 เปอร์เซ็นต์) เท่ากับว่าในการจ้างงานทั้งหมดประมาณ 38 ล้านคน มีแรงงานถึงราว 2 ใน 3 ที่จะไม่ได้รับความคุ้มครองและค่าชดเชยใดๆ ทั้งจากนายจ้างและระบบประกันสังคมในกรณีถูกเลิกจ้าง แรงงานนอกระบบจึงเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างฉับพลันสูงสุดในกรณีที่ภาคธุรกิจขาดสภาพคล่อง





     โดยเฉพาะในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร บันเทิงและนันทนาการ ค้าปลีกและค้าส่ง ที่มีการจ้างงานนอกระบบสูงกว่าค่าเฉลี่ย  และยังเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 สูงที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น การจ้างงานกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ในโครงสร้างแรงงานไทยเป็นการจ้างงานในธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดย่อม หรือ SME ที่มักมีสถานะทางการเงินและทางเลือกในการระดมทุนจำกัดกว่าธุรกิจรายใหญ่ อีกทั้งการจ้างงาน SME มีความเข้มข้นสูงในภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก COVID-19 จึงมีโอกาสจะได้รับผลกระทบในแง่การจ้างงานหรือรายได้สูง
               


     ประเมินความหนักผลกระทบจากพิษ COVID-19


     KKP Research  รายงานว่า ภาคธุรกิจใดจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใดจาก COVID-19 นั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจว่าอ่อนไหวเพียงใดต่อภาวะเศรษฐกิจและมาตรการของภาครัฐ โดย KKP Research ใช้เกณฑ์ 3 ด้านในการพิจารณาความรุนแรงของผลกระทบ ได้แก่ 1. ธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าและบริการที่ไม่จำเป็น (Discretionary Spending) ซึ่งจะถูกตัดออกจากการใช้จ่ายเป็นลำดับต้นๆ ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย 2. ความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจจากที่บ้าน (Work from Home) และ 3. ความสามารถในการขายสินค้าหรือบริการแก่ลูกค้าภายใต้การรักษาระยะห่างทางสังคม (Value Delivery Under Social Distancing)


    การประเมินภายใต้เกณฑ์ร่วมทั้ง 3 ด้านนี้ พบว่า ภาคธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบต่อการจ้างงานมากที่สุด ได้แก่ ธุรกิจโรงแรมและภัตตาคาร ธุรกิจบันเทิงและนันทนาการ การขนส่ง การค้าส่งและค้าปลีก รวมถึงธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์  ซึ่งล้วนแล้วแต่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากรายได้หดตัว แรงงานปรับรูปแบบเป็นการทำงานจากที่บ้านได้ยาก และมีช่องทางค่อนข้างจำกัดในการส่งสินค้าหรือบริการโดยไม่ต้องพบปะกัน
 



     คาดการว่างงานจะพุ่งสูงถึงกว่า 5 ล้านคน


     ภายใต้สมมติฐานที่สถานการณ์การระบาดจะชะลอลงภายในสิ้นไตรมาส 2 แต่ยังคงมีมาตรการปิดเมืองบางส่วนต่อเนื่องในไตรมาส 3 และใช้ระดับการประเมินผลกระทบรายธุรกิจตามเกณฑ์ข้างต้น ประกอบกับการปรับให้แรงงานนอกระบบได้รับผลกระทบมากกว่าแรงงานในระบบในแต่ละภาคธุรกิจ KKP Research  คาดว่าจะมีการเลิกจ้างงานหรือถูกพักงานโดยไม่มีรายได้ เพิ่มขึ้นจาก COVID-19 อีกกว่า 4.4 ล้านคน ส่งผลให้การว่างงานโดยรวมเพิ่มสูงขึ้นเป็น 4.9 ล้านคนหรือคิดเป็น 13.2 เปอร์เซ็นต์ ของกำลังแรงงานไทย  โดยภาคธุรกิจที่จะมีการเลิกจ้างหรือพักงานมากที่สุด ได้แก่ ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก ธุรกิจโรงแรมและบริการอาหาร ซึ่งคาดว่าจะมีการจ้างงานลดลงถึง 1.5 ล้านคน (-25 เปอร์เซ็นต์) และ 9.9 แสนคน (-34 เปอร์เซ็นต์) ตามลำดับ นอกจากนี้ การจ้างงานในธุรกิจบันเทิง ก่อสร้าง และธุรกิจขนส่งจะได้รับผลกระทบสูงถึงราว 24-28 เปอร์เซ็นต์


     ขณะที่ในภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบทั้งจากคำสั่งซื้อจากในและต่างประเทศที่ลดลง การติดขัดในห่วงโซ่การผลิต และสต๊อกสินค้าคงคลังเดิมที่อยู่ในระดับสูง คาดว่าการจ้างงานจะลดลง 5.8 แสนคนหรือ 10 เปอร์เซ็นต์ จากระดับการจ้างงานก่อนสถานการณ์ COVID-19 ทั้งนี้ ยังมีความเสี่ยงต่อการเลิกจ้างเพิ่มขึ้นหากสถานการณ์ยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้
               


     ภาคการเกษตรไม่อาจรองรับแรงงานจากเมืองได้เหมือนแต่ก่อน


      KKP Research รายงานต่อว่า แรงงานที่ถูกเลิกจ้างในภาคบริการและภาคการผลิตจะประสบปัญหาในการหางานใหม่ในเขตเมืองในห้วงเวลาที่ทุกองคาพยพของเศรษฐกิจไทยต่างได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ในขณะที่ภาคเกษตรที่เคยเป็นแหล่งรองรับการไหลกลับของแรงงานจากเมืองจากวิกฤตคราวก่อนๆ อาจไม่มีความสามารถในการจุนเจือรายได้ให้แก่ผู้ถูกเลิกจ้าง ทั้งด้วยจำนวนผู้ที่จะตกงานที่คาดว่าจะสูงเป็นประวัติการณ์ และด้วยปัญหาภัยแล้งที่ส่งผลต่อเนื่องให้ปริมาณผลผลิตพืชเศรษฐกิจหลักลดลง โดยเฉพาะข้าวซึ่งแม้ราคาตลาดโลกจะเพิ่มสูงขึ้นมาก แต่ครัวเรือนเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งชลประทานได้หรือยังประสบภาวะภัยแล้ง จึงไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลิตผลได้เพียงพอต่อการสร้างรายได้


     เด็กจบใหม่เสี่ยงตกงานสูง ต้องทำงานต่ำกว่าความสามารถ


     KKP Research คาดว่าในช่วงกลางปีนี้ จะมีนักศึกษาจบใหม่ที่พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานราว 340,000 คน อย่างไรก็ตามด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ถูกซ้ำเติมด้วยการแพร่ระบาดของ COVID-19 อาจทำให้มีเพียงราว 1 ใน 3 ของบัณฑิตจบใหม่เหล่านี้ที่สามารถหางานที่เหมาะสมกับระดับทักษะได้ โดยจะเป็นกลุ่มที่ศึกษามาในสายวิชาชีพหรือเทคโนโลยี ที่ยังเป็นที่ต้องการในหลายภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในภาคธุรกิจสารสนเทศและการสื่อสารที่ยังมีการลงทุนต่อเนื่อง และได้รับผลกระทบจำกัดจากสถานการณ์ COVID-19  บัณฑิตจบใหม่จำนวนมากอาจจำเป็นต้องเลือกทำงานต่ำกว่าระดับ หรือตัดสินใจไม่เข้าสู่ตลาดแรงงาน และยังขาดช่องทางในการเสริมทักษะจากความไม่พร้อมของสถานศึกษาในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งเท่ากับว่าเป็นค่าเสียโอกาสสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะหากเศรษฐกิจต้องอยู่ในภาวะชะงักงันเป็นเวลานาน
 




     แนวทางเชิงรุกด้านการจ้างงาน เพื่อฟื้นไข้โควิด พลิกธุรกิจให้ไปต่อ


     KKP Research มองว่า รัฐบาลควรมีมาตรการสนับสนุนการจ้างงานเพื่อให้เศรษฐกิจกลับฟื้นขึ้นได้โดยเร็วเมื่อสถานการณ์ COVID-19 เริ่มคลี่คลาย โดยมาตรการจากทางการที่ออกมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการเงินโอน 5,000 บาท (“เราไม่ทิ้งกัน”) การพักชำระหนี้ชั่วคราว หรือการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft loans) ผ่านสถาบันการเงินให้แก่ธุรกิจ เป็นมาตรการเชิงเยียวยาเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อลูกจ้างและภาคธุรกิจ โดยมีการจ้างงานเป็นเพียงเหตุผลหนึ่งแต่ไม่ได้เป็นเงื่อนไขหลักในการขอรับความช่วยเหลือ อีกทั้งข้อมูลของภาครัฐที่ไม่สมบูรณ์หรือผิดพลาดยังทำให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติทั้งที่ความช่วยเหลือจำเป็นต้องถึงมือผู้ที่ประสบปัญหาจริง และด้วยความรวดเร็วทันการ จึงอาจก่อให้เกิดภาระแก่รัฐมากเกินความจำเป็น (Moral Hazard and Inefficiency)
               


      ซึ่ง KKP Research มองว่า นอกจากมาตรการเชิงเยียวยาดังกล่าวข้างต้นแล้ว ทางการควรมีมาตรการเชิงรุกเพื่อรักษาการจ้างงานให้อยู่ระดับที่พร้อมต่อการขับเคลื่อนธุรกิจเมื่อสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย ซึ่งอาจทำได้โดย 1. การกำหนดเงื่อนไขในการรักษาระดับการจ้างงานขั้นต่ำในการขอรับความช่วยเหลือ โดยอาจมีข้อยกเว้นได้ในบางกรณี 2. การอุดหนุนการจ่ายค่าจ้างให้แก่พนักงานหรือลูกจ้างเป็นสัดส่วนตามผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ซึ่งรวมถึงผลกระทบจากคำสั่งปิดเมืองของภาครัฐ 3. การออกแบบโครงสร้างความช่วยเหลือให้ผู้ที่อยู่ในการจ้างงานและธุรกิจที่คงตำแหน่งงาน ได้รับประโยชน์จากมาตรการไม่น้อยไปกว่าการพักงานหรือการเลิกจ้าง เพื่อลดปัญหา Moral hazard และ 4. สนับสนุนให้แรงงานนอกระบบเข้าระบบประกันตนเองในภาคสมัครใจเพิ่มมากขึ้น โดยให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมเพื่อเป็นแรงจูงใจมากกว่าการสงเคราะห์อุดหนุนจากภาครัฐในแบบเดิม โดยอาจให้หน่วยงานของรัฐจ่ายเงินสมทบ เพื่อลดภาระทางการคลังในอนาคต และเพื่อสร้างฐานข้อมูลด้านการจ้างงานที่ครอบคลุมและถูกต้อง พร้อมต่อการให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีในระยะต่อไป
 
 

     เร่งสร้างงานในท้องถิ่นและส่งเสริมการเพิ่มทักษะใหม่


     นอกจากนี้ KKP Research ยังมองว่า  ภาครัฐควรมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการรองรับแรงงานที่ถูกเลิกจ้างเพื่อให้แรงงานยังสามารถรักษาทักษะ มีรายได้ และเพิ่มทักษะใหม่เพื่อรองรับงานประเภทใหม่ได้ ทั้ง 1. การขยายการลงทุนในท้องถิ่นเพื่อสร้างตำแหน่งงานใหม่ที่ก่อให้เกิดประโยชน์จริงต่อเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น การลงทุนพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง หรือลงทุนด้านระบบบริหารจัดการน้ำในเขตอุตสาหกรรม อีกทั้งอาจลงทุนในด้านสุขอนามัยและเวชภัณฑ์ มีการจ้างงานด้านสาธารณสุขเพื่อเป็นผู้ให้ความรู้หรือรณรงค์ด้านอนามัย หรือเป็นผู้ช่วยแพทย์และพยาบาล ในห้วงเวลาปัจจุบันที่โรค COVID-19 และโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจจะยังดำรงอยู่ไปอีกพักหนึ่ง และ 2. การเสริมทักษะแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง เพื่อให้แรงงานสามารถพัฒนาศักยภาพของตน หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ เพื่อประโยชน์ในการหางานในอนาคตเมื่อสถานการณ์ COVID-19 บรรเทาลง โดยโครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้นควรมีการปรึกษาร่วมกันทั้งในแง่ความต้องการและความเป็นไปได้กับหน่วยงานท้องถิ่น และอาจเป็นการต่อยอดจากโครงการเดิมหากยังมีอยู่เพื่อสร้างงานและเพิ่มเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจได้โดย
เร็วที่สุด
 
               

     แรงงานคือหัวใจสำคัญของธุรกิจ SME และวิกฤตที่เกิดขึ้น ก็คงส่งผลต่อการประกอบกิจการของ SME อย่างเลี่ยงไม่ได้ นี่คือความท้าทายของการปรับตัวเพื่อประคับประคองธุรกิจ โดยหากสถานการณ์พลิกฟื้นคืนกลับมาได้เร็ว ก็เชื่อว่ากิจการของ SME จะกลับมาเข้มแข็ง และพร้อมเป็นพื้นที่สร้างงานสร้างอาชีพให้กับแรงงานที่มีศักยภาพของบ้านเราต่อไป เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน               
 


 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 
 
Share:

Related Articles

​เมื่อพนักงานทำไม่ได้ตามเป้าหมาย ความผิดอยู่ที่ใคร?

จากประสบการณ์ในฐานะที่ปรึกษาด้านการพัฒนาคน ผนวกกับข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยของหลายสถาบันพบว่า ปัญหามาจาก “หัวหน้า” เพราะบกพร่องในการทำหน้าที่ อย่างน้อ..

by SME Thailand.| 22 ตค. 2020

​เรียนรู้การบริหารองค์กรคนรุ่นใหม่ในแบบ SEA ที่โตจาก 40 คน เป็น 4 พันคน ใน 8 ปี

มาฟัง “มณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SEA (Thailand) กลุ่มธุรกิจสัญชาติสิงคโปร์ แบ่งปันมุมคิดการสร้างองค์กรคนรุ่นใหม่ ที่เริ่มจากคนแ..

by SME Thailand.| 14 ตค. 2020

​“3 ทักษะ” ที่พนักงานต้องมี ถ้าอยากเป็นองค์กรที่คว้าโอกาสในทุกวิกฤต

จนถึงตอนนี้เรายังคงก้าวไม่พ้นสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร และไม่สามารถฟันธงได้ว่าจะจบลงเมื่อไร ทุกธุรกิจจึงดำเนินการภายใต้..

by SME Thailand.| 12 ตค. 2020