Sun to Sun แบรนด์ชาไทยภาคเหนือ ที่อยากให้คนไทยภูมิใจ ในวัตถุดิบของตัวเอง
Text : Ratchanee P.
จากชีวิตที่เคยอยู่ในเส้นทางที่มั่นคง ทั้งงานประจำและธุรกิจครอบครัว จูน-ธัญญลักษณ์ และ แซน-เพ็ญศิณี ตริยถาวรวงศ์ สองพี่น้อง เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า อยากลองสร้างสิ่งที่เป็นของตัวเองจริงๆ สักครั้ง
คำถามเล็กๆ นั้น ค่อยๆ พาให้ทั้งคู่ก้าวออกจากร่มเงากงสี มาสู่การทดลองทำธุรกิจเครื่องดื่มชา Sun to Sun โดยมีแนวคิดสำคัญคือการใช้ “ชาไทยจากภาคเหนือ” และวัตถุดิบในประเทศ เพื่อสร้างแบรนด์ที่อยากให้คนไทยภูมิใจในรสชาติของบ้านตัวเอง
จากร่มเงากงสี สู่การแสวงหาตัวตนในชาไทย
Sun to Sun เริ่มต้นจากการตัดสินใจของ จูน พี่สาวที่เคยทำงานประจำ ก่อนกลับมาช่วยธุรกิจครอบครัวหรือ “กงสี” ซึ่งเป็นโรงงานฉีดพลาสติกผลิตดอกไม้และกระถาง แม้งานจะมั่นคง แต่ลึกๆ เธอกลับรู้สึกว่าเส้นทางนี้ยังไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ความรู้สึกนั้นทำให้เธอตัดสินใจลาออกไปเรียนต่อ เพื่อเปิดมุมมองและค้นหาว่าแท้จริงแล้วอยากทำอะไร แม้ในเวลานั้นยังไม่มีคำตอบชัดเจน
ขณะเดียวกัน แซนน้องสาวที่ดูแลธุรกิจครอบครัวมากว่า 3 ปี ก็เริ่มรู้สึกคล้ายกัน แม้จะทำงานได้ดี แต่ยังรู้สึกว่าศักยภาพของตัวเองยังไม่ได้ถูกใช้เต็มที่
เมื่อจูนเรียนจบและกลับมา ทั้งสองคนจึงเริ่มพูดคุยกันอย่างจริงจัง และตัดสินใจลองสร้างธุรกิจที่เป็นของตัวเอง เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเธอสามารถสร้างความสำเร็จด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองได้
“ความสำเร็จในกงสีอาจไม่ใช่ความภูมิใจที่เป็นของเราเองทั้งหมด เราอยากให้พ่อแม่ได้เห็นว่า แม้จะเริ่มจากสิ่งเล็กๆ แต่เราก็สามารถสร้างมันขึ้นมาด้วยมือของเราเอง”
ทำไมต้องเป็น “ชาไทยจากภาคเหนือ”
จุดเริ่มต้นของการเลือกทำชามาจากความชอบส่วนตัวของทั้งสองคนที่รักการเดินทาง และมักตระเวนชิมอาหารและเครื่องดื่มในที่ต่างๆ อยู่เสมอ แต่จุดเปลี่ยนจริงๆ เกิดจากเรื่องสุขภาพ เดิมทีทั้งคู่เป็นคนดื่มกาแฟเป็นหลัก แต่เมื่อพยายามลดการดื่มกาแฟกลับมีอาการปวดหัว จึงลองหันมาดื่มชาแทน และพบว่าการดื่มชาทำให้รู้สึกสบายกว่าอย่างน่าประหลาดใจ ซึ่งจูนอธิบายว่า แม้ชาจะมีคาเฟอีนเช่นเดียวกับกาแฟ แต่สารสำคัญในชาอย่าง คาเทชิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จะค่อยๆ ปล่อยคาเฟอีนออกมาอย่างช้าๆ ทำให้ร่างกายสดชื่นต่อเนื่องตลอดวัน โดยไม่เกิดอาการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนกาแฟ ผลลัพธ์คือความรู้สึกตื่นตัวที่อยู่ได้นานกว่า
ประสบการณ์นี้ทำให้ทั้งคู่เริ่มสนใจโลกของชามากขึ้น และยิ่งลองชิมมากเท่าไร ก็ยิ่งเกิดคำถามใหม่ๆ ตามมาว่า ทำไมชาบางร้านมีราคาสูงมาก แต่รสชาติกลับไม่ได้แตกต่างอย่างที่คาดหวัง และทำไมเครื่องดื่มบางแก้วมีราคาสูง แต่คุณค่าที่ได้รับกลับไม่สอดคล้องกับสิ่งที่จ่ายไป
“เราสองคนเป็นคนชอบลองทั้งอาหารและเครื่องดื่ม เลยสังเกตว่าบางอย่างในตลาดราคาค่อนข้างสูง แต่สิ่งที่ได้กลับมาอาจไม่ได้รู้สึกคุ้มค่าเสมอไป จริงๆ ของแพงไม่ได้แปลว่าดี ถ้ามันมีคุณภาพสมกับราคาที่จ่าย เราก็ยินดีจ่าย อย่างของชิ้นหนึ่งราคา 500 บาท ถ้าใช้ได้นานหรือให้ประสบการณ์ที่ดีกว่า เราก็เลือกได้” จูน กล่าว
คำถามเหล่านี้ค่อยๆ กลายเป็นจุดตั้งต้นของแนวคิดทางธุรกิจ ทั้งสองคนจึงเริ่มคิดว่า หากจะทำเครื่องดื่มสักอย่าง พวกเธออยากให้ลูกค้าได้ดื่มของที่อร่อยจริง และรู้สึกว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย
เมื่อเริ่มคิดจะทำธุรกิจเครื่องดื่มชา คำถามสำคัญต่อมาคือ แล้วจะใช้ชาแบบไหน ในตลาดปัจจุบัน ชาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะชาจีน เป็นวัตถุดิบที่ได้รับความนิยมสูง หลายแบรนด์ยังใช้ชื่อหรือภาพลักษณ์แบบจีนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แต่สำหรับจูนและแซน พวกเธอกลับตั้งคำถามกับเรื่องนี้
“ประเทศไทยขึ้นชื่อเรื่องอาหารอยู่แล้ว เราเลยตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าจะทำแบรนด์ชา ทำไมเราต้องไปใช้ชาจากต่างประเทศ ทั้งที่บ้านเราก็มีวัตถุดิบดีๆ มากมาย สุดท้ายเลยเลือกใช้ชาจากในประเทศ เพราะอยากสนับสนุนเกษตรกรไทยด้วยกัน อีกอย่างวัตถุดิบก็อยู่ใกล้ตัว ไม่ต้องเสียต้นทุนการนำเข้าหรือขนส่งไกลๆ เรารู้สึกว่าถ้าของดีมีอยู่ในบ้านเรา ก็น่าจะหยิบมันขึ้นมาสร้างคุณค่าให้มากที่สุด” จูน กล่าว
จากแนวคิดนี้ ทั้งสองคนจึงเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งปลูกชาในประเทศไทย และพบว่าในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ มีไร่ชาคุณภาพจำนวนมาก พวกเธอจึงเริ่มติดต่อไร่ชา เดินทางขึ้นเหนือ ไปชิมชา พูดคุยกับเกษตรกร และเรียนรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบโดยตรง แม้ทั้งคู่จะยอมรับตรงๆ ว่ายังไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องชา แต่การลงพื้นที่ทำให้เข้าใจธรรมชาติของใบชามากขึ้น และเริ่มทดลองพัฒนาสูตรในแบบของตัวเอง
การสร้างแบรนด์ที่อยากให้คนจดจำ
ในมุมมองของผู้บริโภค จูนและแซนมีความเชื่อว่า “ของแพงไม่ได้แปลว่าไม่ดี ถ้ามันคุ้มค่ากับสิ่งที่เราจ่ายไป”
แนวคิดนี้กลายเป็นปรัชญาของแบรนด์ Sun to Sun ที่ต้องการให้ลูกค้าได้ดื่มเครื่องดื่มที่อร่อย ในราคาที่สมเหตุสมผล
พวกเขาไม่เน้นการใช้ไซรัปหรือน้ำผลไม้กล่อง แต่เลือกใช้ผลไม้สดอย่างสับปะรดและเลมอนที่นำมาสกัดเย็น (Cold-Pressed) เพื่อคงความหอมและความสดชื่นให้ได้มากที่สุด
นอกจากตัวชาแล้ว สิ่งที่ทำให้ลูกค้าหลายคนเดินกลับมาซื้อซ้ำคือ ท็อปปิ้งโฮมเมด ที่ผ่านการลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งแซน กล่าวว่า
“ตอนแรกเราคิดถึงชานมไข่มุกก่อนเลย เพราะรู้ว่าคนไทยชอบดื่มเมนูที่มีท็อปปิ้ง แต่เราไม่อยากซื้อไข่มุกสำเร็จรูป เลยลองทำเอง เริ่มจากการปั้นไข่มุกแบบคล้ายบัวลอย และทดลองใช้วัตถุดิบไทยอย่างข้าวเหนียวดำ แต่พอลองทานกับชานมจริงๆ ก็รู้สึกว่ายังไม่ค่อยเข้ากัน เราทดลองสูตรอยู่พักใหญ่ จนมาจบที่พุดดิ้ง ซึ่งให้เท็กซ์เจอร์เคี้ยวนิดๆ กินง่าย และเข้ากับชาได้ดี สุดท้ายจึงกลายเป็นจุดเด่นของร้านที่เราใช้พุดดิ้งเป็นท็อปปิ้งโฮมเมด และพยายามเลือกใช้ผลไม้สดจากประเทศไทยเป็นหลัก”
กลยุทธ์การตลาดของ Sun to Sun ในช่วงแรกจึงไม่ใช่การเปิดหน้าร้านใหญ่โต แต่เป็นการออกบูธตามงานอีเวนต์และตลาดนัดสุดสัปดาห์ เพื่อให้ได้เจอกับลูกค้าจริงๆ ได้พูดคุย และรับฟังฟีดแบ็กเพื่อนำมาปรับปรุงสินค้า
การที่ลูกค้าบางคนจำแบรนด์ได้จากงานหนึ่ง แล้วตามไปซื้อซ้ำในอีกงานหนึ่ง กลายเป็นกำลังใจสำคัญที่ทำให้สองพี่น้องเชื่อว่าพวกเธอกำลังเดินมาถูกทางแล้ว
“จริงๆ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นมันเกินความคาดหวังของเรามาก จุดเริ่มต้นสำคัญมาจากเพื่อนของจูนที่กำลังจะแต่งงาน เขาอยากซัพพอร์ตเลยสั่งชาเราไปจัดในงานประมาณ 200 แก้ว หลังจากวันนั้นคนในงานก็เริ่มพูดถึง แล้วก็มีคนติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ บางครั้งมันก็เหนื่อยเหมือนกัน ต้องวิ่งออกบูธตากแดด แต่พอมีลูกค้าที่เคยชิมแล้วทักมาถามในอินสตาแกรมว่าเราขายที่ไหน หรือบางคนตั้งใจแวะมาหาเราที่บูธจริงๆ แล้วบอกว่าชาอร่อยมาก มันทำให้รู้สึกว่าความเหนื่อยทั้งหมดมีความหมาย และทำให้เราอยากทำต่อไป”
แม้จะเป็นแบรนด์เล็กที่เพิ่งเริ่มขายจริงจังได้เพียงไม่กี่เดือน แต่จูนและแซนให้ความสำคัญกับเรื่อง Branding อย่างมาก เพราะเชื่อว่าในยุคปัจจุบัน เครื่องดื่มหนึ่งแก้วสามารถสะท้อนบุคลิกของผู้ถือได้ พวกเธอจึงตั้งใจออกแบบภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้สดใส เข้าถึงง่าย และเป็นมิตร ชื่อ Sun to Sun มาจากแนวคิด “Sunrise to Sunset” สื่อถึงช่วงเวลาของวัน และความสดชื่นที่ดื่มได้ตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น ขณะที่โลโก้ของแบรนด์เป็นมาสคอต “น้องซัน” พระอาทิตย์กลมๆ ที่เหมือนกำลังกวักมือเรียกลูกค้า
ในอนาคต Sun to Sun ยังมีเป้าหมายที่จะพัฒนาสูตรชาให้หลากหลายขึ้น และขยายไปสู่งาน แคเทอริ่ง (Catering) อย่างเต็มตัว แต่สิ่งหนึ่งที่จูนและแซนตั้งใจจะไม่ทิ้ง คือ ความเป็นตัวเอง และ ความจริงใจต่อลูกค้า เพราะเป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่การเป็นแบรนด์ที่ใหญ่ในตลาด แต่คือการเป็นแบรนด์ชาที่ลูกค้านึกถึงทุกครั้งที่อยากสัมผัสความสดชื่นจากธรรมชาติอย่างแท้จริง
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจ Startup