Starbucks VS S&P ถอดกรณีศึกษา “พลังของแบรนด์” ผ่านขนมไหว้พระจันทร์

by SME Thailand 15 สค. 2018
Share:




 
               
     แม้เทศกาลไหว้พระจันทร์จะมีขึ้นเดือนกันยายน แต่บรรดาร้านต่าง ๆ ก็โหมโรงผลิตขนมไว้พระจันทร์ออกมาขายเนิ่นๆ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมแล้ว  ผู้เขียนเพิ่งได้รับของฝากเป็นขนมไหว้พระจันทร์ไส้ชาเขียวถั่วแดงของสตาร์บัคส์ ความจริงก็มีการเปิดเผยมาบ้างแล้วเกี่ยวกับข้อมูลที่ว่า สตาร์บัคส์ไม่ได้ผลิตขนมไหว้พระจันทร์เอง แต่จ้าง S&P ผลิต ซึ่งเป็นรูปแบบที่เรียกว่า OEM (Original Equipment Manufacturer)  หมายถึงการรับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ต่างๆ ตามแบบที่ลูกค้ากำหนด ซึ่งเท่าที่ทราบสตาร์บัคส์ให้ S&P ผลิตมานานหลายปีแล้ว
               

     ประเด็นที่พูดถึงคือ มีผู้บริโภคเปรียบเทียบว่าขนมของทั้งสองแบรนด์น่าจะเป็นสูตรเดียวกัน แต่ราคาจำหน่ายไม่เท่ากัน เมื่อปั๊มโลโก้นางเงือกลงบนตัวขนม แพ็คในซองใสที่มีคำว่า Starbucks ก็ทำให้จำหน่ายได้ในราคาชิ้นละ 155 บาท ขณะที่ S&P ซึ่งเป็นผู้ผลิตเอง ตั้งราคา 110 บาท ส่วนต่าง 45 บาทถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว ต่อให้รู้ว่าขนมมาจากโรงงานเดียวกัน แค่พะยี่ห้อต่างกัน เชื่อว่าผู้บริโภคหลายคนก็ยังยินดีเลือกซื้อสตาร์บัคส์ที่ราคาแพงกว่าชิ้นละหลายสิบบาทเพราะเบื้องหลังการตัดสินใจนั้น เหตุผลไม่ใช่ตัวสินค้า แต่เป็นเพราะพลังของแบรนด์ต่างหาก
                 

     ระหว่าง “สินค้า” กับ “แบรนด์” หากมองในรายละเอียดมีความแตกต่าง  “สินค้า” เป็นอะไรที่ตอบสนอง needs หรือความต้องการด้านเหตุผล เช่น ในการเลือกซื้อรถยนต์ ลูกค้าอาจจะเลือกสเปคตามที่ตั้งไว้โดยไม่ได้สนใจยี่ห้อ ขอแค่ใช้งานได้บรรลุวัตถุประสงค์ ดังคำกล่าวของประธานเหมา เจ๋อ ตุงที่ว่า “แมวไม่ว่าขาวหรือดำ หากจับหนูได้ก็เป็นแมวที่ดี” เช่นเดียวกับรถยนต์ ไม่ว่าจะค่ายไหน หากมีสมบัติตามที่เล็งไว้ ลูกค้าก็ตัดสินใจซื้อโดยไม่แคร์ว่าจะเป็นยี่ห้อใด
  

             

     แต่สำหรับ “แบรนด์”  มันมีเรื่องของความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง แบรนด์ไม่เพียงสนอง needs หากยังเติมเต็ม wants หรือความต้องการทางอารมณ์ของผู้บริโภคได้อีกด้วย ซึ่งหลายๆ กรณี ความต้องการด้านอารมณ์มักอยู่เหนือความต้องการด้านเหตุผล มีมากมายหลายปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกแบรนด์มากกว่าตัวสินค้า เช่น
                 
     1 ประทับใจในประสบการณ์ที่ได้รับจากแบรนด์ ทำให้รู้สึกตรึงใจ
               
     2 แบรนด์ที่เลือกภาพลักษณ์ดี ซื้อใช้เองเป็นการยกระดับตัวเอง มอบให้ผู้อื่นก็ทำให้คนรับรู้สึกดี
               
     3 มี loyalty หรือความภักดีต่อแบรนด์สูงอยู่แล้วจนไม่คิดปันใจให้แบรนด์อื่น
               
     4 ประหยัดเวลาในการเลือก ลดความเสี่ยงในการตัดสินใจพลาดจึงเลือกแบรนด์เนมไว้ก่อน
               
      5 แบรนด์สะท้อนรสนิยมและตัวตนของผู้บริโภค
               

     ย้อนกลับมาที่ขนมไหว้พระจันทร์ นี่เป็นอีกกรณีหนึ่งที่ทำให้เห็นถึง “พลังของแบรนด์” ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อแค่ตัวสินค้าแต่เป็นการซื้อสถานะของแบรนด์ที่สร้างความพึงพอใจมากพอจะทำให้มองข้ามส่วนต่างของราคานั่นเอง



www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
Share:

Related Articles

​ถึงยุค Economy of Trust สร้างความได้เปรียบธุรกิจด้วย "ความเชื่อใจ"

กลยุทธ์การตลาดยอดฮิตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือการสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า ในโฆษณาจึงมีคำว่า ‘Experience’ หรือ ‘ประสบการณ์’ อยู่เต็มไปหมด แต่กลยุทธ..

by SME Thailand.| 27 ตค. 2020

​โรงแรมเปิด โลกต้องรู้! กลวิธีสื่อสารกับแขกผู้เข้าพักหลังโควิด ด้วย Storytelling (ตอนจบ)

กลยุทธ์ “การสื่อสาร” ด้วย “Storytelling” ที่ธุรกิจโรงแรมนำมาใช้เพื่อสร้าง Engagement ให้กับกลุ่มเป้าหมายหลังโรงแรมกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง นี่คือ..

by SME Thailand.| 21 ตค. 2020

​5 เทคนิค! จัดหน้าร้านให้ปังปุริเย่ ทั้งออฟไลน์-ออนไลน์

การจัดหน้าร้านให้สวยงามน่าเข้า มีป้ายบอกข้อมูลสินค้าไว้ชัดเจน ย่อมเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาเลือกซื้อสินค้าได้มากขึ้น โดยในที่นี้ไม่ไ..

by SME Thailand.| 20 ตค. 2020