อยากอยู่รอดในโลกยุคใหม่ ต้องเป็นแบรนด์ที่ “ฆ่าไม่ได้ ตายไม่เป็น”

by SME Thailand. 17 มค. 2020
Share:



Main Idea
 
  • “ฆ่าไม่ได้ ตายไม่เป็น” คือหนังสือที่ถอดบทเรียนการอยู่รอดของธุรกิจในยุคที่ทุกอย่างรอบตัวโดน Disrupt ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจรถไฟรายใหญ่ในอเมริกา สายการบินระดับตำนาน บริษัทผลิตชิปประมวลผลภาพกราฟิก ซอสมะเขือเทศ กางเกงยีนส์ และแม้แต่การ Disrupt ตัวเองของชนเผ่าเร่ร่อน
 
  • หนังสือเล่มนี้กำลังบอกทุกคนว่า การ Disrupt ไม่ได้เกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือขนาดความใหญ่ของธุรกิจ แต่เกิดจากกรอบความคิดที่คับแคบ มองเกมไม่ออก อ่านตลาดไม่ขาด จนไม่เข้าใจว่าจริงๆ แล้ว “ตัวเองอยู่ในธุรกิจอะไร” เพราะมัวแต่ไปโฟกัสผิดจุดว่า “ตัวเองขายอะไร” จนพลาดท่าเจ๊งไปในที่สุด




     ชื่อเรื่อง : ฆ่าไม่ได้ ตายไม่เป็น


     ผู้เขียน : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว


     สำนักพิมพ์ :  Pannbooks




     สรุปหนังสือ “ฆ่าไม่ได้ ตายไม่เป็น” ถอดบทเรียนการอยู่รอดของธุรกิจ ในยุคที่ทุกอย่างรอบตัวโดน Disrupt โดย “เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว” เล่มนี้เป็นหนังสือแนวธุรกิจและการตลาดที่ดีมากๆๆๆ อีกเล่มหนึ่ง ดีมากขนาดที่ว่าผมรู้สึกเสียดายหน้าปกที่ออกแบบไม่ดึงดูดให้น่าหยิบมาลองเปิดอ่านเอาเสียเลย ขอโทษที่อาจจะพูดแรงไป แต่มันคือความจริงที่น่าเสียดายครับ



      เพราะหนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาที่ดีมาก มากขนาดที่ว่าขนาดผมอ่านหนังสือแนวธุรกิจและการตลาดมาก็ไม่น้อย ถ้านับจากแค่ที่มีสรุปไว้ในเว็บนี้ก็ 68 เล่ม และนี่จะเป็นเล่มที่ 69 แต่ถ้าให้นับรวมกับเล่มที่เคยอ่านจบไปนานแล้วก่อนจะทำเพจทำเว็บก็น่าจะเกือบ 200 ร้อยเล่มได้ แต่เชื่อไหมครับว่าหนังสือเล่มนี้เนื้อหามากกว่าครึ่ง หรือเกือบจะทั้งเล่มเป็นเรื่องที่ผมยังไม่เคยรู้และได้ยินที่ไหนมาก่อน ยกเว้นตัวอย่างเรื่อง Kodak หรือสายการบิน Southwest Airline
               


     ซึ่งกรณีของสองบริษัทนี้เป็นเคสที่คลาสสิกมากๆ เพราะรายหนึ่งจากยักษ์ใหญ่กลายเป็นเหลือแค่ชื่อ ส่วนอีกรายเป็นผู้บุกเบิกสายการบินต้นทุนต่ำที่ยากจะไล่ตาม แต่ทั้งสองกรณีนี้แม้จะผ่านมานานหลายสิบปีมาก ก็ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับหัวข้อใหม่อย่าง Disruption ทั้งสิ้น
               


      เพราะการ Disrupt ไม่ได้เกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือขนาดความใหญ่ของธุรกิจเท่านั้น แต่เกิดจากกรอบความคิดที่คับแคบ มองเกมไม่ออก อ่านตลาดไม่ขาด จนไม่เข้าใจว่าจริงๆ แล้ว “ตัวเองอยู่ในธุรกิจอะไร” เพราะมัวแต่ไปโฟกัสผิดจุดว่า “ตัวเองขายอะไร” จนพลาดท่าเจ๊งไปในที่สุดครับ
               


     เริ่มจากเคสสุดคลาสสิกของการเจ๊งระดับโลก Kodak
               


      ที่เป็นผู้ผลิตกล้องดิจิทัลได้เป็นเจ้าแรกของโลก แต่กลับเลือกที่จะเก็บมันเอาไว้ให้ลึกที่สุด ห้ามคนที่รับรู้ไม่ให้เปิดเผยสู่โลกภายนอก เพราะพอสร้างกล้องดิจิทัลแรกของโลกขึ้นมาได้ก็เกิดอาการกลัวว่าเจ้าสิ่งนี้แหละจะทำให้พวกเขาหายนะ เพราะถ้าคนไม่ต้องใช้ฟิล์มล้างรูป แล้วพวกเค้าจะอยู่กันได้อย่างไร
               


     จากกรอบความคิดที่ผิดที่มองว่าตัวเองขายฟิล์มมานานเป็นรายได้หลัก จนลืมไปว่าแท้จริงแล้วตัวเองอยู่ในธุรกิจ “เก็บความทรงจำ” จนทำให้ถูกคู่แข่งทั้ง Fuji, Sony, Cannon หรือแม้แต่ Nikon แย่งชิงตลาดการเก็บภาพของช่วงเวลาแห่งความทรงจำไปในที่สุดด้วยกล้องดิจิทัล
               


     เรื่องนี้ยังเกิดขึ้นกับธุรกิจรถไฟรายใหญ่ในอเมริกา ที่มัวแต่มองว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจรถไฟ จึงพยายามหาทางแข่งกับรถไฟบริษัทอื่น จนลืมไปว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจขนส่ง ที่พาคนหรือสิ่งของจากจุด a ไปถึง b จนทำให้คู่แข่งอย่างสายการบินราคาถูกต้นทุนต่ำเข้ามาแย่งลูกค้าไปจนหมด กว่าจะรู้ตัวก็เกือบสายเกินไป
               


      และธุรกิจที่รู้จักปรับตัวได้ดีที่สุดโดยเข้ามาเป็นผู้ Disrupt ในระดับตำนานก็คือสายการบิน Southwest Airline ที่ทำให้การเดินทางด้วยเครื่องบินเป็นเรื่องง่ายที่ใครๆ ก็ทำได้ เพราะราคานั้นถูกมากจนแทบจะเรียกได้ว่าเกือบเท่ากับค่ารถบัสเลยด้วยซ้ำ
               


      และจากการ Disrupt นี้เองก็ทำให้ Southwest เป็นผู้กำหนดกติกาของเกมสายการบินต้นทุนต่ำ ทำให้สายการบินยักษ์ใหญ่ในตอนนั้นก็ไม่สามารถปรับกระบวนท่าได้ทันอย่างถูกต้องจนต้องพลาดขาดทุนจนต้องปิดตัวลงไปมากมาย
               


      เพราะ Southwest Airline นั้นแกร่งตั้งแต่กลยุทธ์ที่เข้ามา Disrupt ต้นทุนให้ถูกลง ด้วยการทำให้ผู้โดยสารไม่สามารถโหลดกระเป๋าได้เหมือนสายการบินอื่น ไม่มีอาหารและเครื่องดื่มบริการบนเครื่อง ทั้งหมดนี้ทำให้ต้นทุนไม่ใช่แค่ของที่ต้องเตรียมถูกลง แต่ที่สำคัญที่สุดของต้นทุนธุรกิจสายการบินคือ “เวลาที่เครื่องไม่ได้ขึ้นบิน” ต่างหากครับ
               


      ด้วยการลดทุกอย่างทำให้การใช้เวลาเตรียมเครื่องขึ้นบินใหม่แต่ละครั้งของ Southwest Airline เร็วกว่าสายการบินทั่วไปมาก ทำให้เครื่องบิน 3 เครื่องของ Southwest Airline สามารถทำรอบเที่ยวบินได้เท่ากับเครื่องบิน 4 เครื่องของสายการบินปกติ
               


      เป็นยังไงครับกลยุทธ์ของสายการบินราคาถูกแห่งนี้ ไม่ธรรมดาจริงๆ
               


      Nvidia เองก็เป็นอีกหนึ่งบริษัทผลิตชิปประมวลผลภาพกราฟิก หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า GPU ที่สามารถเติบใหญ่ได้ท่ามกลางคู่แข่งมากมายที่ล้มหายตายจากไปจนเกือบหมด
               


      เพราะ Nvidia รู้จักโฟกัสกับกลยุทธ์และเป้าหมายของตัวเองจนสามารถผ่านการ Disrupt มาได้อย่างยาวนาน รู้ว่าตัวเองเชี่ยวชาญเรื่องการประมวลผลภาพและสะสมความเชี่ยวชาญมาเรื่อยๆ จนวันนี้ Nvidia สามารถสร้างมาตรฐานการประมวลผลภาพของตลาดขึ้นมาได้ กลายเป็นเจ้าของเกมผู้สร้างกฎให้คนอื่นต้องเดินตาม
               


      และอนาคตของ Nvidia ดูท่าจะไปได้ด้วย เพราะในยุค Big Data ที่ต้องการการประมวลผลภาพที่สูงมากขึ้นแบบเท่าทวีคูณ เพราะรถที่วิ่งเองได้ หรืออุปกรณ์ต่างๆ รอบตัวที่ต้องประมวลผลภาพเพื่อทำความเข้าใจและตีความ ล้วนต้องพึ่งพาความสามารถของ Nvidia ทั้งนั้น
               


     แล้วใครจะเชื่อว่าวงการซอสมะเขือเทศก็เคยมีการ Disrupt กันมาแล้ว และผู้ Disrupt นั้นก็ไม่ใช่ใคร แต่เป็น Heinz ซอสมะเขือเทศผู้ยิ่งใหญ่ในวันนี้เอง
               


      เพราะแต่เดิมกว่ามะเขือเทศจะได้รับการยอมรับนั้นยากลำบาก เพราะสมัยก่อนผู้คนส่วนใหญ่นั้นเชื่อว่ามะเขือเทศเป็นพืชอันตรายมานาน จนต้องใช้แพทย์มาช่วยยืนยันการันตีให้คนเชื่อว่ากินมะเขือเทศแล้วไม่ตายจริงๆ นะ แถมยังดีต่อสุขภาพด้วย
               


      พอปลดล็อคความกลัวจากมะเขือเทศได้แล้ว การบ้านชิ้นต่อไปคือเมื่อคนนิยมเอามะเขือเทศมาทำเป็นซอสมากขึ้น ก็ทำให้เกิดซอสมะเขือเทศมากมายเต็มท้องตลาด แต่สมัยนั้นซอสมะเขือเทศส่วนใหญ่มักถูกเจือจางและปลอมปน จนใครๆ ก็พาใช้ขวดสีทึบเพื่อไม่ให้ลูกค้ามองเห็นเนื้อซอสข้างในว่าไม่น่ากินหรืออันตรายขนาดไหน
               


     จน Heinz เข้ามา Disrupt ด้วยการเป็นเจ้าแรกในตลาดที่ใช้ขวดใส ที่สื่อถึงความจริงใจและบริสุทธิ์ในเนื้อซอสมะเขือเทศของตัวเอง ด้วยขวดใสนี้แหละที่ทำให้คู่แข่งปรับตัวตามความจริงใจนี้ไม่ทัน จนต้องล้มหายตายจากไปมากมาย จนเหลือแต่ Heinz ที่ยังอยู่รอดและยิ่งใหญ่มาถึงวันนี้
               


     Levi’s เองก็ Disrupt ธุรกิจกางเกงยีนส์ในท้องตลาด ณ เวลานั้น ที่สิทธิบัตรปกป้องการใช้หมุดตอกตรงกระเป๋าเพื่อให้ขาดยากนั้นหมดอายุไป จนใครๆ ก็สามารถเลียนแบบได้ ด้วยการออกแคมเปญที่สื่อถึงความทนทายาดในแบบที่ไม่มีแบรนด์ไหนในตลาดจะเลียนแบบได้ ด้วยแคมเปญที่เชิญชวนให้คนส่งยีนส์กลับบ้าน หรือส่งยีนส์ของตัวเองที่มีอายุนานที่สุดเข้ามาเป็นตำนาน และตำนานความทนทานที่สุดในตอนนั้นก็คือยีนส์ที่มีอายุ 70 ปี และยังอยู่ในสภาพดีใช้งานได้
               


     ด้วยแคมเปญนี้ยิ่งทำให้คู่แข่งที่เลียนแบบไม่มีประโยชน์ เพราะ Levi’s นั้น Disrupt กางเกงยีนส์ทั้งหมดเรื่องความทนทานด้วยแคมเปญนี้แล้วครับ
               


      มองโกลเองก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่รู้จักปรับตัวตามให้ทันยุคสมัย ด้วยการไม่ต้องทิ้งรางเหง้าเดิมแต่รู้จัก Adapt ให้คนยุคใหม่สนใจอยากลอง
               


     วัฒนธรรมเดิมของชาวมองโกลนั้นคือการเร่ร่อนนอนเต็นท์ แต่การนอนเต็นท์เองนั้นไม่สะดวกสบายเลยสำหรับนักท่องเที่ยวยุคใหม่ ที่ต้องการความสะดวกสบายในการจะสัมผัสกับประสบการณ์ที่น่าทึ่ง
               


      าวมองโกลเลยปรับ Camping แบบเดิมๆ ที่เป็นเรื่องความลำบาก ให้ผสมผสานกับความหรูหราอย่าง Glamor จนออกมาเป็นสิ่งใหม่ที่เรียกว่า Glamping หรือการนอนกลางดินกินกลางทรายที่แสนจะสะดวกสบายในเต็นท์ เอาอุปกรณ์อำนวยความสะดวกไว้ในเต็นท์ให้คนที่อยากมาสัมผัสประสบการณ์แบบมองโกลในยุคเก่าไม่ต้องลำบาก ด้วยเครื่องปรับอากาศ ทีวี อินเทอร์เน็ต wifi เป็นต้น
               


      เพียงเท่านี้การที่คนรุ่นใหม่จะเสียเงินไปนอนเต็นท์ก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเข้ากับวัฒนธรรมรางเหง้าเดิมของชาวมองโกลแล้วครับ
               


      อีกเรื่องในเล่มที่น่าสนใจคือผู้เขียนอธิบายเรื่อง Niche Marketing ใหม่อย่างที่ผมไม่เคยเข้าใจมาก่อน
               


      Niche Marketing เดิมเราเคยคิดว่ามันคือการเจาะกับตลาดกลุ่มเล็กๆ ที่น่าจะมีกำลังซื้อมาก แต่ผู้เขียนอธิบายเพิ่มเติมว่านั่นเป็นแค่จุดเริ่มต้นในช่วงแรก แต่อย่าหลงผิดคิดว่า Niche จะต้องอยู่แค่ Niche ตลอดไป
               


      แต่เราต้องพยายามมองหาโอกาสใหม่ๆ ในการขยายให้มันเติบใหญ่มากขึ้น เหมือน Nike เองที่ก็เริ่มจากความเป็น Niche ด้วยการผลิตรองเท้ากีฬาของคนเฉพาะกลุ่ม แล้วมาดูวันนี้มีอุปกรณ์กีฬาทุกอย่างสำหรับทุกคน เอาเป็นว่าต่อให้ซื้อแล้วไม่ใส่เล่นกีฬาแต่ใส่เดินห้างเท่ๆ ก็ยังได้ครับ
               


      ผมขอฝากข้อคิดสุดท้ายสำหรับนักการตลาดหรือเจ้าของธุรกิจว่า 3 เคล็ดลับที่จะกุมหัวใจลูกค้าในยุคดิจิทัลที่แสนจะเอาใจยากในวันนี้ได้นั้นแท้จริงแล้วไม่ซับซ้อนเลย
               


      อย่าขายสรรพคุณ แต่ให้บอกว่าจะช่วยแก้ปัญหาลูกค้ายังไง เรื่องนี้ตรงกับบทความของ Harvard Business Review เรื่อง “Know your customer’s Job to Be Done” หรือหาให้เจอว่าลูกค้าอยากทำอะไรให้สำเร็จ แล้วจงมอบสิ่งนั้นให้เขาซะ เขาไม่สนใจหรอกว่าสินค้าหรือบริการของคุณจะมีสรรพคุณอะไร เขาสนใจแค่ว่าคุณจะทำให้ปัญหาของเขาหมดไปได้อย่างไรต่างหาก



      คุณภาพนำหน้าราคาตามหลัง เคยเจอคนซื้อของถูกแล้วบ่นไหมครับ? เพราะที่เราเจอส่วนใหญ่คือบ่นเพราะมันห่วยต่างหาก ดังนั้นถ้าของคุณดีกว่าราคาและความคาดหวัง คุณก็มั่นใจได้เลยว่าลูกค้าจะอยู่กับคุณไม่ไปไหน



     สื่อสารแบบเอาลูกค้าเป็นศูนย์กลาง พูดในสิ่งที่เค้าอยากรู้ พูดในสิ่งที่เค้าสนใจ และให้มากกว่าที่เค้าคาดหวังเสมอ
และนี่ก็คือหนังสือธุรกิจและการตลาดที่น้อยคนนักจะรู้จัก และน้อยคนนักจะพูดถึง



      แต่ผมก็ขอย้ำตรงนี้เลยว่านี่เป็นหนังสือธุรกิจและการตลาดที่ดีมากๆๆๆๆๆๆๆ ที่ผมอยากให้ทุกคนที่ทำงานด้านนี้ได้ลองอ่านดูซักบทจริงๆ
 






 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

 
Share:

Related Articles

​ถึงยุค Economy of Trust สร้างความได้เปรียบธุรกิจด้วย "ความเชื่อใจ"

กลยุทธ์การตลาดยอดฮิตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือการสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า ในโฆษณาจึงมีคำว่า ‘Experience’ หรือ ‘ประสบการณ์’ อยู่เต็มไปหมด แต่กลยุทธ..

by SME Thailand.| 27 ตค. 2020

​โรงแรมเปิด โลกต้องรู้! กลวิธีสื่อสารกับแขกผู้เข้าพักหลังโควิด ด้วย Storytelling (ตอนจบ)

กลยุทธ์ “การสื่อสาร” ด้วย “Storytelling” ที่ธุรกิจโรงแรมนำมาใช้เพื่อสร้าง Engagement ให้กับกลุ่มเป้าหมายหลังโรงแรมกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง นี่คือ..

by SME Thailand.| 21 ตค. 2020

​5 เทคนิค! จัดหน้าร้านให้ปังปุริเย่ ทั้งออฟไลน์-ออนไลน์

การจัดหน้าร้านให้สวยงามน่าเข้า มีป้ายบอกข้อมูลสินค้าไว้ชัดเจน ย่อมเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาเลือกซื้อสินค้าได้มากขึ้น โดยในที่นี้ไม่ไ..

by SME Thailand.| 20 ตค. 2020