​โลกมุสลิมโอกาสฮาลาลไทยขยายตลาดส่งออก

by SME Thailand PR News 06 ธค. 2014
Share:
 

    อุตสาหกรรมอาหารฮาลาลของโลกนับเป็นตลาดใหญ่ตลาดหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะมีขนาดใหญ่ราว 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศในแถบ GCC ที่นำเข้าสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มเป็นจำนวนมากราวร้อยละ 80-90 ของการบริโภคภายในประเทศ เนื่องจากประเทศดังกล่าวไม่สามารถผลิตอาหารเพื่อการบริโภคภายในประเทศได้อย่างพอเพียงจากสภาพพื้นที่ที่เป็นทะเลทราย โดยมีพื้นที่เพาะปลูกโดยเฉลี่ยต่ำกว่าร้อยละ 1 ของพื้นที่ทั้งประเทศ  ในขณะที่รายได้ต่อหัวและจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าภายในปี 2563 มูลค่าการนำเข้าสินค้าอาหารในกลุ่ม GCC จะขยายตัวสู่ 53.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2556 หรือขยายตัวโดยเฉลี่ยราวร้อยละ 6 ต่อปี 

    ในปี 2556 มูลค่าการส่งออกอาหารและเครื่องดื่มฮาลาลของไทย อยู่ที่ประมาณ 5,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นับเป็นผู้ส่งออกอาหารและเครื่องดื่มฮาลาลอันดับที่ 11 ของโลก และเป็นรองเพียงแค่อินเดีย จีนและอินโดนีเซียในภูมิภาคเอเชีย

    อย่างไรก็ดี หากพิจารณาสถานะการส่งออกอาหารฮาลาลและเครื่องดื่มกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนจะพบว่า ถึงแม้มาเลเซียจะมีมูลค่าส่งออกน้อยกว่าอยู่ที่ราว 5,168 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่กลับมีสัดส่วนเทียบกับการส่งออกอาหารและเครื่องดื่มทั้งหมดของประเทศที่สูงกว่าอยู่ที่ราวร้อยละ 22.2 สะท้อนถึงศักยภาพและโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่สามารถหันมาทำตลาดอาหารฮาลาลและขยายธุรกิจในกลุ่มนี้ได้ โดยใช้ความได้เปรียบทางด้านอุตสาหกรรมอาหารและเกษตร 
 

    ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ปี 2557 การส่งออกอาหารและเครื่องดื่มฮาลาลของไทยจะอยู่ที่ประมาณ 5,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 3.4 โดยได้อานิสงส์หลักจากการส่งออกไปยังประเทศกลุ่ม GCC ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 8.4 แตะ 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่การส่งออกอาหารและเครื่องดื่มฮาลาลของไทยในปี 2558 คาดว่าจะขยายตัวได้ดีราวร้อยละ 5.1 ไปอยู่ที่ 6,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

    อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการควรศึกษาวัฒนธรรมการรับประทานอาหารที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศด้วย และยังจำเป็นต้องศึกษาประเภทของสัตว์ที่อนุญาตให้รับประทาน (ฮาลาล) และไม่อนุญาตให้รับประทาน (ฮารอม) เพิ่มเติมด้วย เพื่อไม่ให้ผลิตภัณฑ์ของตนผิดต่อหลักศาสนา 

    อีกทั้ง ขั้นตอนการเตรียมการผลิตหรือปรุงอาหารนั้นก็ย่อมต้องทำให้ถูกตามหลักศาสนาด้วยเช่นเดียวกัน อาทิ ผู้เชือดต้องไม่ทารุณสัตว์ก่อนเชือด อุปกรณ์เชือดต้องมีความคม ห้ามรับประทานสัตว์ที่ตายเอง วัตถุดิบหรืออาหารต้องไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เป็นต้น นอกจากนี้ กระบวนการเคลื่อนย้ายหรือขนส่งวัตถุดิบหรืออาหาร รวมทั้งกระบวนการจัดหาแหล่งเงินทุนต้องสอดคล้องกับหลักฮาลาล


    ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการทำตลาดอาหารฮาลาลเพื่อเจาะตลาดมุสลิมนั้น ควรคำนึงถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายว่ามีวัฒนธรรมอย่างไร อีกทั้ง ควรพิจารณากระบวนการผลิตอาหารฮาลาลที่ต้องสอดคล้องกับหลักศาสนาในทุกห่วงโซ่อุปทาน รวมถึง ควรแบ่งกลุ่มและเน้นการเจาะลูกค้าให้เหมาะสมกับจุดยืนหรือการวางตำแหน่งของผลิตภัณฑ์ของตน

     โดยอาจพิจารณาลงทุนขยายกิจการแนวย้อนหลัง (Backward Integration) ให้ทุกห่วงโซ่อุปทานได้มาตรฐานอาหารฮาลาล หรือเลือกพิจารณาจัดซื้อวัตถุดิบเพื่อประกอบอาหารจากแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐานฮาลาล ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคชาวมุสลิมและเสริมความแข็งแกร่งของตราสินค้าว่าถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม

    นอกจากกระบวนการผลิตที่ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสนใจแล้ว ช่องทางการค้าปลีกอาหารฮาลาลก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสนใจ เนื่องจากเป็นช่องทางที่ผู้บริโภคอาหารฮาลาลใช้เลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลได้โดยตรง โดยร้านค้าปลีกอาจพิจารณาร่วมมือกับผู้ผลิตอาหารฮาลาลจัดสัดส่วนการจำหน่ายสินค้าให้มีแผนกอาหารฮาลาลโดยเฉพาะ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้บริโภคในแง่ที่สามารถระบุสถานที่ที่ตนจะซื้อผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลได้สะดวก และเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการอาหารฮาลาลในแง่ของการดำเนินกลยุทธ์การส่งเสริมการตลาด (Promotion Strategy)

    ไม่ว่าจะเป็นช่วงอีดิ้ลฟิตริซึ่งเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองหลังการถือศีลอด และช่วงอีดิ้ลอัฎฮาซึ่งเป็นช่วงการประกอบพิธีฮัจญ์หรือแสวงบุญ ณ นครมักกะห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยชาวมุสลิมส่วนใหญ่จะมีการทำ “กุรบาน” ซึ่งเป็นการเชือดสัตว์เพื่อพลีเป็นทานแก่ครอบครัว เครือญาติ ผู้ขัดสน หรือสังคม โดยทั้ง 2 ช่วงนี้ ประเทศมุสลิมส่วนใหญ่จะกำหนดให้เป็นวันหยุดยาว และมีเทศกาลเฉลิมฉลองต่อเนื่อง ดังนั้น จึงเป็นช่วงเทศกาลสำคัญที่ความต้องการอาหารหรือเครื่องดื่มฮาลาลจะมีสูง 



    อย่างไรก็ดี ความตึงเครียดในแถบภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการไทยควรปรับตัวด้วยการเร่งหาตลาดและแหล่งวัตถุดิบใหม่ โดยผู้ส่งออกที่มีคู่ค้าในประเทศที่มีเริ่มมีปัญหาหรือผู้นำเข้าที่นำเข้าวัตถุดิบจากประเทศดังกล่าวควรเริ่มเจรจาการค้ากับประเทศอื่นเพื่อป้องกันความเสี่ยงทางด้านปฏิบัติการที่อาจจะเกิดขึ้นกับระบบห่วงโซ่อุปทานของบริษัท รวมทั้ง ควรป้องกันความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับประเทศคู่ค้าที่เริ่มมีความเสี่ยงทางด้านการเมือง โดยผู้ประกอบการไทยควรเร่งรับมือกับแนวโน้มปัญหาในตะวันออกกลางผ่านการจัดการความเสี่ยงแบบบูรณาการ อาทิ ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงด้านเครดิตและการชำระเงินทั้งจากระบบธนาคารและบริษัทคู่ค้าในประเทศที่เกิดปัญหา เป็นต้น
Share:

Related Articles

​ลดราคายังให้มีกำไร เผยเทคนิคทำโปรโมชั่นแบบไม่เข้าเนื้อ แต่ยั่วใจลูกค้า

การทำโปรโมชัน โดยเฉพาะ “ลดราคา” เป็นกลยุทธ์เพิ่มยอดขายยอดฮิตที่สุดเพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ และนี่คือเคล็ดลับการทำโปรโมชั่น หรือลดราคาให้ธุรกิจยังมีกำไร..

by SME Thailand.| 21 กค. 2021

​เปิดหมัดเด็ด 2 วิธีเรียกคนเข้าร้าน ยิ่งทำยอดขายยิ่งพุ่ง ลูกค้ายิ่งเพิ่ม

อย่างที่รู้กันดีว่าความอยู่รอดของธุรกิจขึ้นกับรายได้ที่มีเข้ามา ซึ่งรายได้จะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับ 2 องค์ประกอบหลักคือ "ยอดขาย" และ "..

by SME Thailand.| 21 กค. 2021

​บทเรียนจากวิกฤต 5 เรื่องการตลาดที่ธุรกิจควรรู้ สร้างโอกาสรอดและได้ไปต่อในสนามต่อไป

ถานการณ์การระบาดสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจ แต่อย่าเอาแต่โฟกัสไปที่ผลกระทบด้านลบที่โควิด-19 มี เรามาเรียนรู้บทเรียนที่แบรนด์ต่างๆ สามารถเรียนรู้ได้..

by SME Thailand.| 19 กค. 2021