7 ขั้นตอนบุกตลาดโลก ทำเงินเดือนละหลักล้าน! สไตล์ Mini Rice Cracker

by SME Thailand. 24 กค. 2020
Share:
TEXT : รุจรดา วัฒนาโกศัย

PHOTO : เจษฎา ยอดสุรางค์





Main Idea
 
 
  • Mini Rice Cracker เป็นแบรนด์ SME ที่ส่งออกไปยัง 7 ประเทศได้ภายในระยะเวลาเพียงครึ่งปี วางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำเคียงข้างแบรนด์ระดับโลก และสร้างรายได้สูงถึงเดือนละหลักล้านบาท
 
  • ความสำเร็จนั้นไม่ได้มาโดยง่าย แต่เกิดจากการเตรียมพร้อมอย่างรอบด้าน ทั้งผลิตภัณฑ์ การตลาด กฎหมาย และการหาพันธมิตรที่พร้อมก้าวไปด้วยกัน




       หนึ่งในความฝันของผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยคือ “การส่งออก” เพราะนั่นหมายถึงโอกาสเติบโตแบบก้าวกระโดด เช่นเดียวกับ “กอล์ฟ-ณัฐกิตติ์ จิตต์ปราณีชัย” กรรมการผู้จัดกา บริษัท ไทยยังเกอร์ฟาร์ม จำกัด ที่เขาตั้งเป้าหมายส่งออกสินค้าอาหารไทยๆ ไป “จีน” เป็นประเทศแรกหลังจากได้ไปใช้ชีวิตนักศึกษาที่นั่น จนถึงตอนนี้เขาไปไกลกว่าเป้านั้นแล้ว เมื่อ  Mini Rice Cracker” แบรนด์ที่ปลุกปั้นมา สามารถปักหลักวางขายได้ใน 7 ประเทศ คือ จีน ไต้หวัน ฮ่องกง มาเก๊า เวียดนาม สิงคโปร์ และกัมพูชา


      ทว่ากว่าที่จะไปถึงจุดนั้นได้ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาผ่านการคิด ลงมือทำ และเตรียมพร้อมในหลายๆ ด้าน และนี่คือ 7 ขั้นตอนการเตรียมตัวเพื่อการส่งออกของเขาคนนี้
 




 
  1. หาสินค้าที่ตรงกับแพสชัน


      ตอนที่เป็นนักเรียนไทยที่ไปเรียนภาษาที่ประเทศจีน “ณัฐกิตติ์” สังเกตเห็นสินค้าไทยไม่ว่าจะเป็น ข้าวสาร มาม่า หรือสาหร่ายแบรนด์ดังก็ต่างขายในราคาไม่ต่างจากที่เมืองไทย จึงคิดว่าทำอย่างไรจึงจะเพิ่มมูลค่าสินค้าไทยให้สามารถขายได้ราคามากกว่านั้น ในปี 2560 สร้างโรงงานเล็กๆ แปรรูป “ข้าวไทย” เป็นข้าวแต๋นเพื่อการส่งออก พัฒนาให้แตกต่างจากข้าวแต๋นแบบดั้งเดิมโดยจับปรุงรสเสียใหม่ด้วยรสชาติยอดนิยมของชาวอาเซียนอย่าง หม่าล่า ไข่เค็ม และวาซาบิสาหร่าย
 





      2.     สำรวจคู่แข่งในประเทศเป้าหมาย


      หลังจากตัดสินใจเรื่องสินค้าแล้ว ขั้นต่อมาต้องสำรวจตลาดในต่างประเทศว่ามีสินค้าประเภทเดียวกันวางขายอยู่หรือไม่ มีลักษณะอย่างไร ราคาเท่าไร หาซื้อได้ที่ไหน แล้วแบรนด์ใหม่มีโอกาสที่จะเข้าไปเติมเต็มในตลาดนั้นหรือไม่
“ที่ไต้หวัน สินค้าส่วนใหญ่ที่วางเป็นสินค้าจากญี่ปุ่น แต่เราเป็นแบรนด์ rice cracker แบรนด์เดียวจากไทยที่เข้าไปสู้กับเขาได้ เพราะสินค้าเราต่าง ข้าวไทยไม่เหมือนข้าวญี่ปุ่น รสชาติและรสสัมผัสต่างกัน กลายเป็นช่องว่างที่ทำให้เราไปเติมเต็มบนชั้นวางได้ เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น”
 

      3.    วิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดแต่ละประเทศ


       สำรวจว่าคนในแต่ละประเทศชอบอะไร รสชาติอย่างไร แล้วมาปรับปรุงสินค้าให้เหมาะสมกับตลาดนั้นๆ Mini Rice Cracker จึงพัฒนารสชาติที่ถูกปากคนในประเทศต่างๆ ให้อร่อยในราคาที่จับต้องได้ รวมถึงออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ตรงกับรสนิยมของผู้บริโภค
 





      4.     ศึกษาเรื่องภาษีและกฎหมายการนำเข้าในแต่ละประเทศ


       การส่งออกไปแต่ละประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องทำการบ้านเรื่องภาษีและกฎหมายของแต่ละประเทศ ซึ่งจะส่งผลถึงต้นทุนของสินค้า ไปจนถึงการตัดสินใจของผู้นำเข้า


      “ถ้าเราผลิตสินค้าที่ปลอดภาษีเราก็มีโอกาสส่งออกได้ง่ายมากขึ้น อย่างเช่น ผู้นำเข้าเขาจะตัดสินใจจากสินค้านั้นๆ ไปทำตลาดในประเทศเขาได้หรือไม่ สินค้าของเราเป็นสินค้าประเภทข้าวแปรรูปออกมาเป็นขนม ส่งไปที่ประเทศจีนเราก็ไม่เสียภาษี บางสินค้าที่ไม่ได้อยู่ใน FTA อาจต้องโดนภาษีถึง 20 เปอร์เซ็นต์ คนนำเข้าก็ตัดสินใจยากขึ้นเพราะต้องคิดว่าจะสามารถทำราคาแข่งขันกับสินค้าในประเทศเขาได้ไหม”
 





      5.     ลุยออกบู๊ธเพื่อฟังเสียงจากลูกค้าตัวจริง


       เมื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตรงโจทย์แล้ว ต้องทดสอบตลาดจริงเพราะผู้ผลิตไม่มีทางรู้ว่าสินค้าจะดีหรือไม่ตราบใดที่ไม่เจอลูกค้าตัวจริง ณัฐกิตติ์เน้นย้ำว่าควรไปออกงานแสดงสินค้าในต่างประเทศบ่อยๆ แม้บางครั้งไม่ได้ยอดขาย แต่อาจจะได้ภาพลักษณ์เพื่อนำไปเสนอกับตัวแทนจำหน่าย เพราะงานแสดงสินค้ามีหลายประเภท เช่น งานเพื่อขาย งานเพื่อโปรโมท และงานเพื่อจับคู่พันธมิตรธุรกิจ
 

       6.    เลือกพันธมิตรผู้นำเข้าสินค้า


      ปัจจัยสำคัญที่พาสินค้าเข้าสู่ตลาดในแต่ละประเทศได้คือตัวแทนจัดจำหน่าย ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ดูแลตั้งแต่การนำเข้า จัดจำหน่าย สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก สื่อสารการตลาด ไปจนถึงการประสานงานกับฝ่ายจัดซื้อของแต่ละช่องทางการจัดจำหน่าย


       ตัวแทนจัดจำหน่ายที่ดีต้องมีความกระตือรือร้นเพราะว่าการเอาสินค้าไปขายต้องเจอปัญหาต่างๆ นาน ต้องมีการสื่อสาร พูดคุยและช่วยกันแก้ปัญหา ในขณะที่แบรนด์จะต้องมีการทำสื่อโฆษณาที่ผู้นำเข้าต้องการเพื่อให้เขานำไปใช้ได้เกิดประโยชน์สูงสุด
 





       7.     ควบคุมคุณภาพของสินค้าและแพ็กเกจจิ้ง
              

       สินค้าจะส่งออกไปยังต่างประเทศได้ต้องเป็นสินค้าที่ดีและมีอายุที่ยาวนานมากพอ จึงเป็นโจทย์สำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่จะต้องใส่ใจคุณภาพสินค้าเพื่อไม่ให้สินค้าจากประเทศไทยเสียชื่อเสียง
 

      และนี่คือ 7 วิธี ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถนำไปใช้ได้ เพื่อก้าวสู่ตลาดโลก ได้อย่างแข็งแกร่งเหมือน Mini Rice Cracker





 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 
 
Share:

Related Articles

​การตลาด “ไม่รวมมิตร” ทำคอนเทนต์ยังไงให้ TOUCH ใจลูกเพจ

การสร้างคอนเทนต์เป็นด่านแรกที่แบรนด์จะทำการสื่อสารออกไปถึงลูกค้า แล้วทำยังไงถึงจะ Touch ใจหรือเจาะเข้าไปถึงความต้องการของลูกเพจได้ เริ่มง่ายๆ เพียง ..

by SME Thailand.| 03 ธค. 2020

​อยากเป็นแบรนด์ที่รัก มัดใจลูกค้าให้อยู่หมัด ต้องจัดกลยุทธ์ต่อไปนี้

หลังจากต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่หนักหน่วงมาตลอดทั้งปี วันนี้คงไม่มีใครบอกว่า ยังอยากได้ยอดขายสูงๆ มาดูสุดยอดกลยุทธ์ และอาวุธเด็ด 9 ข้อ ที่ SME ..

by SME Thailand.| 02 ธค. 2020

​วิธีรับมือลูกค้า “หมดไฟช้อป” โจทย์หินธุรกิจ ปี 64

“The Compressionalist” หรือภาวะหมดไฟช้อปของผู้บริโภค เทรนด์พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่เกิดขึ้นจากผลกระทบความตึงเครียดจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ วิกฤตโ..

by SME Thailand.| 27 พย. 2020