Cashless Society เงินดิจิทัลเปลี่ยนโลก

by SME Thailand. 07 มีค. 2018
Share:
Text : กองบรรณาธิการ




     

    วันนี้สังคมโลกเริ่มตื่นตัวรับกระแสของการเป็น “สังคมไร้เงินสด” หรือ Cashless Society มากขึ้นเรื่อยๆ  สำหรับไทย ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่กำลังตื่นตัวและกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อที่จะปูทางให้คนไทยใช้ชีวิตในรูปแบบของเงินดิจิทัล จากแผนยุทธศาสตร์ National E-payment ของรัฐบาล เพื่อที่จะปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานของระบบธนาคารในประเทศ และพร้อมผลักดันประเทศเข้าสู่เศรษฐกิจยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวนั้น 


     พร้อมเพย์ (PromptPay) คือ หนึ่งในโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์ National E-payment ซึ่งเป็นโครงการนำร่องที่จะมาสร้างประสบการณ์ใหม่ในการทำธุรกรรมทางการเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีการเปิดตัวบริการพร้อมเพย์ ทั้งสำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ด้วยบริการของพร้อมเพย์ที่คิดค่าธรรมเนียมการโอนเงินระหว่างบุคคลกับบุคคลในอัตราที่ถูกลงมาก จนถึงไม่มีค่าบริการเลย เมื่อเทียบกับค่าบริการการโอนของธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบัน เชื่อว่าจะกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมานิยมการชําระเงิน/โอนเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักของแผนยุทธศาสตร์ National e-Payment ที่ต้องการลดการใช้เงินสดในระบบการเงินไทย

 
     ขณะที่พร้อมเพย์นิติบุคคล  ได้เริ่มเปิดให้นิติบุคคลลงทะเบียนใช้พร้อมเพย์และให้บริการโอนเงินได้ทันที ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา จากการเปิดเผยของ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง เชื่อว่าจะช่วยให้ภาคธุรกิจมีความสะดวกสบายในการทำธุรกรรมทางการเงินมากขึ้น รวมถึงจะเริ่มให้มีการใช้ใบกำกับภาษี (e-Tex Invoice) ทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นในการดำเนินการเรื่องภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศอีกด้วย


แนะธุรกิจปรับตัวตาม ลดต้นทุน-เพิ่มโอกาส
    

     จากแผนยุทธศาสตร์ National e-Payment นี้ ในมุมมองของ ปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท แอสเซนด์ กรุ๊ป จำกัด และนายกสมาคม Thailand e-Payment Associate (TEPA) บอกไว้ว่า จะช่วยให้ประหยัดต้นทุนของระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้ประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาทต่อปี เมื่อประชาชนสามารถลดต้นทุนการพกพาเงินสดและหันมาใช้การชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ภาคธนาคารจะสามารถประหยัดต้นทุน 3 หมื่นล้านบาทต่อปี จากการลดต้นทุนการพิมพ์ธนบัตร การบริหารจัดการเงินสดและเช็ค และต้นทุนค่าเสียโอกาสของเงินสดที่เก็บไว้ในศูนย์จัดการเงินสด เช่นเดียวกับภาคธุรกิจรวมถึงร้านค้าทั่วไปสามารถจะประหยัดต้นทุนได้ 4.5 หมื่นล้านบาทต่อปี จากการลดต้นทุนการบริหารจัดเก็บเงินสดและเช็ค และการพิมพ์หรือจัดส่งเอกสารใบกำกับภาษี รวมแล้วจะสามารถลดต้นทุนภาคส่วนต่างๆ ได้ราว 1.5 แสนล้านบาท


     นับว่าเป็นตัวเลขมหาศาลที่จะเกิดขึ้นจากต้นทุนที่จะลดลงจากการลดใช้เงินสด พร้อมแนะ ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวตามผู้บริโภคด้วยเช่นกัน ด้วยการรับชำระเงินผ่านช่องทาง e-Payment ซึ่งการที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อและชำระเงินได้เร็ว จะนำมาซึ่งวงจรธุรกิจที่หมุนเร็วขึ้นด้วย ทำให้ต้นทุนการบริหารสต็อกสินค้าลดลง และยังส่งผลไปยังราคาที่สามารถปรับลดลงได้ 


2 เทรนด์การเงินมาแรง หนุน Cashless Society


    ปัจจุบันจะเห็นได้ว่านวัตกรรมทางการเงินมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ตามการเติบโตของเทคโนโลยีและสมาร์ทโฟน ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญในการเข้าถึงโลกของดิจิทัล และการที่วันนี้เรากำลังจะเดินหน้าเข้าสู่สังคมไร้เงินสด จะเห็นได้ว่า 2 แรงหนุนสำคัญที่จะเป็นตัวช่วยเร่งความเร็วเพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย นั่นก็คือ  e-Wallet และ Fin Tech 


    e-Wallet กระเป๋าสตางค์อิเล็กทรอนิกส์

     เทคโนโลยีหนึ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจับจ่ายซื้อสินค้าอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ e-Wallet  ซึ่งหมายถึงระบบการชำระสินค้าและบริการผ่านแอพพลิเคชัน หรือโซลูชั่นด้วยบัตรเครดิตหรือเงินสด โดยไม่ต้องติดต่อธนาคารโดยตรงก็ได้ แต่ผู้พัฒนาแอพฯ หรือระบบจะเป็นตัวกลางในการติดต่อและเชื่อมต่อระบบให้กับร้านค้าเมื่อมีการอนุมัติให้ใช้บริการ สำหรับโอกาสของ e-Wallet ในไทยนั้น ด้วยจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่มีมากถึง 47 ล้านคน และเทคโนโลยี 4G ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเกิดขึ้นของสตาร์ทอัพหน้าใหม่ๆ ขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไป คือนิยมพกเงินสดน้อยลง รวมถึงมีความต้องการซื้อสินค้าออนไลน์ หรือซื้อแอพพลิเคชั่นบนแอพสโตร์และกูเกิลเพลย์ แต่ไม่มีบัตรเครดิต หรือไม่อยากผูกบัญชีกับบัตรเครดิต สิ่งเหล่านี้ทำให้กระแสของ e-Wallet มาแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 


     Fin Tech พลิกโฉมวงการการเงิน

    เมื่อปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าไม่มีอะไรมาแรงไปกว่า Fin Tech กลายเป็นสิ่งที่หลายๆ คนพูดถึง โดยเฉพาะในวงการธนาคาร ที่จะต้องปรับตัวเพื่อรองรับการมาของ Fin Tech เนื่องด้วยบทบาทของ Fin Tech นั้น สามารถกระจายครอบคลุมไปในผลิตภัณฑ์และบริการหลักของสถาบันการเงิน ทั้งในด้านธุรกรรมที่เกี่ยวกับการชำระเงิน/โอนเงิน (Payment/ Transfers) ธุรกรรมที่เกี่ยวกับการบริหารการเงินส่วนบุคคล (Personal Financing) และธุรกรรมที่เกี่ยวกับการให้สินเชื่อและเงินทุน (Lending & Financing) หรือแม้กระทั่งประกันชีวิต/ประกันภัย (Insurance) จึงกลายเป็นโอกาสใหญ่ที่ผู้บริโภคจะหันมาใช้ Fin Tech เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มีพฤติกรรมชอบทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และตอบสนองต่อผลิตภัณฑ์ประเภทดังกล่าวได้ค่อนข้างรวดเร็ว เนื่องจากคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยี


     แน่นอนว่าการเติบโตของ e-Wallet และ Fin Tech ที่มากขึ้นเรื่อยๆ ย่อมเป็นแรงหนุนอย่างดีที่จะทำให้คนไทยเริ่มคุ้นเคยและใช้ชีวิตในแบบไร้เงินสดได้


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี


 
Share:

Related Articles

​ไม่อยากขาดทุนจากธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ต้องรู้จัก Options วิธีป้องกันความเสี่ยงค่าเงินผันผวน

ประกอบการนำเข้าส่งออกมักจะประสบกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศที่มีความผันผวนจนทำให้เกิดผลกระทบต่อรายได้ ทำให้มีเครื่อง..

by SME Thailand.| 12 ตค. 2021

​How to บริหารเงินสดให้รอดวิกฤต จากกูรูดัง ต่อ-Penguin Eat Shabu

โควิด-19 ทำให้พื้นที่เคยเป็นทำเลทองกลับกลายเป็นทำเลร้าง ทำเลที่เคยมีค่าเช่าที่แพง ปัจจุบันค่าเช่ายังแพงเหมือนเดิมแต่ร้านค้ากลับไม่สามารถขายได้ Pengu..

by SME Thailand.| 05 ตค. 2021

​SME-PO ช่องทางระดมทุนทางลัด ทางเลือกใหม่ ให้ SME และ Startup เข้าถึงแหล่งเงินง่ายขึ้น

กฎหมายใหม่ได้เปิดทางให้เกิดการระดมทุนแบบ SME-PO ขึ้นแล้ว สามารถเปิดระดมทุนแบบสาธารณะได้ในวงกว้างหรือ Public Offering โดยไม่ต้องขออนุญาตกับสำนักงาน ก..

by SME Thailand.| 27 กย. 2021