ม.หอการค้าเปิดโผ 15 สินค้าดาวร่วงทำตลาดอาเซียน

by smethailandclub 30 กค. 2014
Share:
 

    เปิดโผ 15 ดาวร่วงสินค้าไทยค้าขายในอาเซียน ชี้แนวโน้มไทยโดนแย่งส่วนแบ่งตลาดเริ่มสูงขึ้นหลังปี 58 หากไม่เร่งหามาตรการส่งเสริมทำตลาด

    นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยการประเมิน 4 ปี (53-56) การค้าและการลงทุนไทยภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)ว่าในช่วง 4 ปี (53-56) ตั้งแต่อาเซียนทยอยปรับลดภาษีการค้าก่อน ที่จะเปิดเออีซีเต็มรูปแบบในปี 58 พบว่ามีสินค้าไทย 15 รายการ ที่จัดเป็นสินค้าประเภทดาวร่วง หรือมูลค่าการส่งออกของไทยไปในตลาดอาเซียนเริ่มลดลง และมีแนวโน้มที่จะถูกสินค้าในประเทศเพื่อนบ้าน แย่งส่วนแบ่งตลาดอาเซียนในอนาคตสูงขึ้นหลังปี 58 หากรัฐบาลและภาคเอกชน ไม่เร่งหามาตรการส่งเสริมการทำตลาด เนื่องจากที่ผ่านมาการพัฒนาการวิจัย การทำแบรนด์ และการสร้างเครือข่ายการค้าของไทยมีไม่มากนัก

    ทั้งนี้มหาลัยหอการค้าไทย ต้องการเสนอให้รัฐบาล เร่งส่งเสริมให้เอกชนไปจัดตั้งบริษัทการค้าในแต่ละประเทศ ซึ่งอาจเป็นการร่วมทุนกับผู้ประกอบการในพื้นที่ หรือลงทุนเอง 100% เพื่อให้เกิดการนำเข้าจากสินค้าไทยได้ง่าย และสะดวกขึ้น พร้อมทั้งจัดตั้งไทยแลนด์ เทรดดิ้ง พล่าซ่า ในตลาดสำคัญในการนำสินค้าไทยไปจำหน่าย เน้นตลาดพม่า กัมพูชา ลาว เวียดนาม และ อินโดนีเซีย เป็นต้น

    “สาเหตุที่สินค้าของประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาตีสินค้าทั่วไปในตลาดอาเซียน และตีตลาดสินค้าไทย ในตลาดอาเซียน เพราะได้รับอานิสงส์จากนักลงทุนต่างชาติ ทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ยุโรป จีน เข้ามาลงทุน

และพัฒนาการวิจัยสินค้า จนสร้างมูลค่าเพิ่ม แก่สินค้านั้น อย่างมาก เช่น ข้าว เครื่องนุ่งห่ม กาแฟ ของเวียดนาม, อาหาร เกษตรแปรรูป น้ำผลไม้ ของอินโดนีเซีย อาหาร ขนมขบเคี้ยวของมาเลเซีย เป็นต้น”

    สำหรับสินค้าดาวร่วง 15 รายการ ประกอบด้วย อุสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน, ผลิตภัณฑ์ยาง, ผักและผลไม้, น้ำตาล, ผลิตภัณฑ์พลาสติก, ยางพารา, กาแฟ, น้ำมันปาล์ม, เครื่องนุ่งห่ม, มันสำปะหลัง,ผลิตภัณฑ์กระดาษและสิ่งพิมพ์, ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและถ่านหิน, ผลิตภัณฑ์ไม้, อาหารทะเลแปรรูป, ข้าวสาร

    นายอัทธ์ กล่าวว่า สาเหตุที่มองว่ายานยนต์ และชิ้นส่วน ของไทยเป็นดาวร่วงตั้งแต่ปี 56 หลังจากก่อนหน้านี้เป็นสินค้าประเภทดาวรุ่งมาตลาด ประกอบกับไทยสามารถผลักดันให้เป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ใหญ่ติด 1 ใน 10 ของโลก เนื่องจากมองว่าคู่แข่งสำคัญ อย่างประเทศอินโดนีเซีย มีการส่งเสริมการลงทุนอย่างเต็มที่ และค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่น ได้นำเงินเข้าไปลงทุนอย่างมหาศาล และมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีต่าง ๆ ในการผลิตรถยนต์ และชิ้นส่วน โดยเน้นผลิตเพื่อจำหน่ายตลาดในประเทศ ที่มีประชากรไม่ต่ำกว่า 250 ล้านคน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของตลาดอาเซียน

    ทั้งนี้ค่ายรถยนต์หลายรายมั่นใจว่าภายใน 5 ปีข้างหน้าศักยภาพการผลิตรถยนต์ของอินโดนีเซียจะใกล้เคียงกับไทยหรือมีกำลังการผลิตประมาณ 2.5 ล้านตันต่อปี สาเหตุที่ต้องใช้เวลา 5 ปีเพราะอินโดนีเซียอยู่ระหว่างการพัฒนาฝีมือแรงงาน

    สำหรับสินค้าที่ยังโดดเด่น คือเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, สิ่งทอ, เนื้อสัตว์, ผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง, เหล็กและผลิตภัณฑ์จากเหล็ก, เครื่องดื่มและยาสูบ

ที่มา : เดลินิวส์
 
Share:

Related Articles

​บ้านปูจัด “UpImpact” ผลักดันกิจการเพื่อสังคมให้รอดพ้นวิกฤติ ปั้น BC4C กิจการเพื่อสังคมรุ่นต่อไปในปี 2564

บ้านปู จำกัด (มหาชน) สานต่อการทำงานด้านการสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม หรือ “Social Enterprise (SE)” ในปี 2563 ผ่านโครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม หรือ..

by SME Thailand.| 15 มค. 2021

​‘ไลอ้อน ประเทศไทย’ ขนไลน์อัพสินค้าเสริมอาหาร-ดูแลสุขอนามัยบุกตลาดช่วงโควิด-19

ไลอ้อน ประเทศไทย เผยโควิด-19 หนุนผู้บริโภคตื่นตัวดูแลสุขภาพ ขนทัพผลิตภัณฑ์กลุ่มดูแลสุขอนามัย จัดโปรโมชันรับกระแส รุกเจาะช่องทางออนไลน์ตอบโจทย์ความต้..

by SME Thailand.| 15 มค. 2021

​วอลล์สตรีท อิงลิช ชวนทุกคนเตรียมความพร้อม สร้างโอกาสที่ดีกว่า เร่งพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษในช่วง work from home

Wall Street English ชวนทุกคนเตรียมความพร้อม สร้างโอกาสที่ดีกว่าในการเรียนและหน้าที่การทำงาน เร่งพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษในช่วง work from home หรือช่..

by SME Thailand.| 13 มค. 2021