ชี้ปี55ค่าเงินผันผวนหนัก ธปท.ผวาเจ๊งอัตราแลกเปลี่ยน

by System 11 มค. 2012
Share:

     แบงก์ชาติชี้ ปี 2555 ค่าเงินผันผวนหนักขึ้นอีก ผลจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งได้รับผลจากศก.สหรัฐ จีนชะลอตัว และที่หนักสุดคือ วิกฤติหนี้ยุโรปบานปลาย และยังไร้ทางแก้ ยอมรับแบงก์ชาติจะไม่เข้าไปแทรกแซง เหตุต้นทุนสูง แนะหลีกเลี่ยงลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง

     นางผ่องเพ็ญ เรืองวีระยุทธ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)กล่าวถึงแนวโน้มค่าเงินบาทในครึ่งแรกของปี 2555 ว่าทิศทางในการเคลื่อนย้ายเงินทุนของโลก จากผลของวิกฤติเศรษฐกิจในยุโรป และความเปราะบางในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกเกิดความวิตกของปัญหาดังกล่าว ทำให้นักลงทุนต่างลดการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในประเทศเกิดใหม่ รวมทั้งประเทศไทย ทั้งในตลาดหุ้น และตลาดตราสารหนี้ถี่ขึ้น และส่งผลให้ค่าเงินสกุลหลักเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงทำให้ค่าเงินแกว่างตัวได้ทั้งอ่อนค่าและแข็งค่า และผันผวนตามปัจจัยภายนอกทำให้ค่าเงินบทในปี2555จะมีการเคลื่อนไหวแกว่งตัวทั้งอ่อนค่าขึ้นและอ่อนค่าในลักษณะผันผวนต่อเนื่องและมากกว่าปี 2554

     สำหรับประเทศไทย ผลจากการส่งออกที่ชะลอตัวลง และการเร่งลงทุนในทองคำเมื่อราคาลดลง ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2554 ที่ผ่านมา ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้าย และกิจกรรมในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนของไทยลดลงจากปี 2553 ขณะที่ค่าเงินบาททั้งปีอ่อนค่าลง 4.7 % แต่ความผันผวนอ่อนค่า และแข็งค่าขึ้นลงในระหว่างปี 2554 มีมากขึ้นกว่าปี 2553 ทำให้ในปี2555 เป็นปีที่ นักลงทุนต้องใช้ทฤษฎีของการป้องกันตัวเอง คือไม่ไปอยู่ หรือลงทุนในที่ที่มีความเสี่ยง และต้องเปิดหูเปิดตา คอยติดตามข่าวสารที่เกิดขึ้น และมีการบริหารความเสี่ยงให้ดี เพื่อรองรับความผันผวนที่จะเกิดขึ้นจากค่าเงินทุกสกุลในโลก ไม่ใช่เฉพาะค่าเงินบาท

     นางผ่องเพ็ญกล่าวต่อว่า หากสถานการณ์ค่าเงินบาทและค่าเงินสกุลสำคัญๆ ในตลาดโลก มีความผันผวนมาก ธปท.ก็ไม่จะไม่เข้าไปแทรกแซงเกินคามจำเป็น แต่จะปล่อยให้ความผันผวนเกิดขึ้นตามที่มันควรจะเป็น และเหตุผลที่ธปท.จะเข้าไปดูแลค่าเงินให้น้อยลงเพราะเรื่องต้นทุนในการบริหารจัดการจากตรงนี้มีสูงมาก และหากดูผู้เล่นเองแล้ว ก็เห็นว่าสามารถรับรอบความผันผวนได้มากขึ้น จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะเข้าไปดูแล

     สำหรับความเสี่ยงที่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงครึ่งแรกของปี 2555 คือ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐและจีน และการเกินดุลการค้าของไทยที่ลดลง และที่สำคัญคือปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรป แม้จะเป็นปัญหาเดิม แต่ปีนี้พัฒนาการของปัญหาจะมีความเข้มขนและรุนแรงมากขึ้น เพราะปัญหาดังกล่าวได้รุกรามไปยังเศรษฐกิจประเทศใหญ่ เช่น เยอรมัน และฝรั่งเศส ที่อาจจะต้องแบกภาระหนี้ของประเทศกลางและเล็ก ที่มีแนวโน้มร้ายแรงและมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องติดตามดูอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการแก้ปัญหาการลดการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น การลดการปล่อยสินเชื่อ การลงทุน เพราะเพื่อดึงเงินไปเพิ่มทุนในธนาคารของยุโรป ดังนั้นปัญหาดังกล่าวนี้ จะส่งผลให้การกู้ยืมจากต่างประเทศทำได้ยากขึ้นและมีต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ผลตอบแทน การลงทุนของประเทศในที่สุด

     "ทุกเรื่องถือว่า มีผลต่อค่าเงินสกุลหลัก ไม่ใช่เฉพาะเงินบาทไทย ซึ่งเป็นปัจจัยที่เขย่ารา คา หลักทรัพย์ สินทรัพย์ และราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างมาก ซึ่งเป็นปัญหาที่ก่อตัวอยู่แล้ว เพียง แต่หลังจากนี้จะดำเนินการต่อไปอย่างไร" นางผ่องเพ็ญกล่าว

 ที่มา : แนวหน้า

Share:

Related Articles

​ออฟฟิศเมท ชวน SME ช้อปกระเช้าและของขวัญปีใหม่กว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 21 เปอร์เซ็นต์

ออฟฟิศเมท ร่วมต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข ชวน SME องค์กร/บริษัท และนักช้อป ส่งความสุข มอบรอยยิ้มให้ลูกค้าและคนพิเศษของคุณ ด้วยของขวัญและกระเช้าปีใหม่จา..

by SME Thailand.| 27 พย. 2020

​กระทรวงอุตสาหกรรมเผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนตุลาคม 2563 ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6

กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เผย ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนตุลาคม 2563 ขยายตัวร้อยละ 0.45 เมื่อเทียบกับเดือนก่อน ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 สะ..

by SME Thailand.| 27 พย. 2020

​กรมการค้าภายในจัด “มหัศจรรย์ข้าวไทย ความภูมิใจแห่งท้องทุ่ง” รณรงค์บริโภคข้าวไทย

กรมการค้าภายใน จัดงาน “มหัศจรรย์ข้าวไทย ความภูมิใจแห่งท้องทุ่ง” หวังสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคได้รู้จักพันธุ์ข้าว และทราบถึงคุณประโยชน์ของข้าวไทย พร..

by SME Thailand.| 25 พย. 2020