​รัฐบาลวางแผนปั้นไทยสู่ประเทศการ ดึงต่างชาติลงทุน

by SME Thailand PR News 09 เมย. 2015
Share:


    “หม่อมอุ๋ย”ชี้เศรษฐกิจตลาดหลักแย่กำลังซื้อหดตัวทำส่งออกไทยทรุด คาดไตรมาสแรกติดลบ 4% แต่มั่นใจเศรษฐกิจรวมของไทยยังขยายตัวดี ย้ำรัฐบาลเร่งขจัดอุปสรรค สร้างแรงจูงใจต่างชาติเข้ามาลงทุน ยกระดับคุณภาพสินค้าฉีกหนีคู่แข่ง พลิกส่งออกกลับมาบวกได้ในอนาคต

    ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยระหว่างการปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยภายใต้กระแสเศรษฐกิจโลก” จัดโดยสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยว่าขณะนี้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะชะลอตัวตามเศรษฐกิจโลกที่เกิดจากประเทศผู้ซื้อหลักมีเศรษฐกิจที่หดตัว จึงเลี่ยงไม่ได้ที่การส่งออกของไทยจะได้รับผลกระทบทำให้คาดว่าการส่งออกในไตรมาส 1 ของปีนี้จะลดลงถึง 4% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมากนับตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ

    ส่วนในภาพรวมทั้งปีนี้คาดว่าการส่งออกจะขยายตัวอยู่ที่ 0-1% ถือว่าได้ผ่านจุดที่ต่ำสุดในปีก่อนแล้ว ส่วนราคาสินค้าเกษตรหลักอย่างปาล์มน้ำมันก็ดีขึ้น ขณะที่ข้าวในประเทศยังมีสต๊อกถึง 17 ล้านตัน จากนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลที่ผ่านมา และของโลกอยู่ที่ 37-38 ล้านตัน ราคาข้าวจึงไม่สามารถขยับได้มากกว่านี้ จึงควรหาวิธีอื่นช่วยเหลือเกษตรกร เช่น การส่งเสริมให้ไปปลุกพืชชนิดอื่น เป็นต้น ส่วนราคายางพาราก็ทรงตัวขึ้นได้ยาก เพราะราคาน้ำมันลดลง

    ถึงแม้เศรษฐกิจโลกจะย่ำแย่ แต่ก็ยังมีแง่บวกในเรื่องของราคาน้ำมันที่ลดลง จึงทำให้ประชาชนภายในประเทศจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เห็นได้จากยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในไตรมาส 1 ของปีนี้ สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 9.75% จึงเข้ามาช่วยเศรษฐกิจไทยได้บ้าง ขณะที่การเบิกจ่ายภาครัฐก็ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยครึ่งปีงบประมาณ 2558 ขยับมาอยู่ที่ 51%

    “ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ แม้ว่าการส่งออกจะลดลง แต่ก็มั่นใจว่าจะไม่ลงมากกว่านี้ ขณะที่การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเดินหน้า และภาคเอกชนก็จะกลับเข้ามาลงทุน ดังนั้น คาดว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ภาวะเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้น ทำให้โดยภาพรวมจะดีกว่าปีที่ผ่านมา” ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว

อย่างไรก็ตามยอมรับว่าการส่งออกที่ลดลงส่วนหนึ่งมาจากศักยภาพการแข่งขันของไทยที่ลดลง โดยมีสินค้าอุปโภค บริโภค จำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถแข่งขันกับเพื่อนบ้านได้ ดังนั้น จึงต้องเร่งแก้ไข สิ่งแรกที่รัฐบาลนี้ ทำก็คือปรับประเภทอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ใหม่ทั้งหมด โดยยกเลิกการให้การสนับสนุนในอุตสาหกรรมทั่วไป เป็นการส่งเสริมเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ผลิตสินค้าที่ก้าวหน้ากว่าประเทศคู่แข่ง

    เนื่องจากไทยมีฐานการผลิตสินค้าพื้นฐานที่เข้มแข็งมีศักยภาพที่จะต่อยอดไปสู่สินค้าชั้นสูงที่ประเทศคู่แข่งยังไม่มีฐานการผลิตที่เข้มแข็งสู้ไทยไม่ได้ เช่นการยกระดับการผลิตรถยนต์ ไปสู่เทคโนโลยีผลิตรถยนต์ไฮบริดจ์ และไฟฟ้า ยกระดับจากพลาสติกทั่วไป เป็นพลาสติกชีวภาพ เป็นต้น รวมทั้งการส่งเสริมให้เข้ามาตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาในไทย

    ที่สำคัญผลจากการปรับเปลี่ยนนโยบาย บีโอไอ ในวันนี้ จะทำให้ในอนาคต 2-3 ปี ข้างหน้าไทยจะมีสินค้าชนิดใหม่ๆ เกิดขึ้นอีกมาก จะช่วยให้การส่งออกของไทยกลับมาเติบโตในระดับสูงได้อีกรอบ การติดลบในขณะนี้เป็นไปตามวัฏจักรของเศรษฐกิจ และจะกลับมาบวกได้ใหม่อย่างแน่นอน นอกจากนี้ ยังส่งผลดีในการผลักดันให้โรงงานที่ใช้แรงงานเข้มข้นออกไปลงทุนในต่างประเทศ สร้างกำไรให้กับประเทศมากขึ้น

    นอกจากนี้การที่จะยกระดับไทยไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตยังไม่เพียงพอ ซึ่งที่ผ่านมาแม้ว่าไทยจะเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลกแต่ก็ได้รับประโยชน์ไม่มากจึงต้องยกระดับประเทศไทยไปสู่การเป็นประเทศการค้า (Trading Nation)สนับสนุนให้เกิดการตั้งบริษัทเทรดดิ้งคัมปะนีให้เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เหมือนกับญี่ปุ่น ที่ย้ายฐานการผลิตสินค้าไปต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เหลือเพียงบริษัทที่ทำด้านการค้าภายในประเทศ ทำให้สร้างมูลค่าเพิ่มทางการค้าเพิ่มขึ้นมาก

    “การที่ไทยจะเดินไปตามแนวทางดังกล่าวไม่ใช่เรื่องยาก เพราะมีข้อได้เปรียบในการเป็นศูนย์กลางของอาเซียน สามารถดึงดูดให้บริษัทต่างๆที่เข้าไปลงทุนในประเทศอาเซียนเข้ามาตั้งสำนักงานภูมิภาค และเทรดดิ้งคัมปะนีในไทย ซึ่งมีความสะดวกสบายคล่องตัวกว่าทุกประเทศ ซึ่งรัฐบาลก็ได้แก้ไขกฎหมายยกเลิกภาษีของ บริษัทเทรดดิ้งคัมปะนีแล้ว เปิดให้บริษัทที่มีบริษัทลูกในต่างประเทศ หรือนำสินค้าจากต่างประเทศ ส่งออกไปประเทศที่ 3 ไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินรายได้จากธุรกิจเหล่านี้ไหลกลับเข้าประเทศช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อีกมากล่าสุด มีนักลงทุนต่างชาติขอเข้ามาตั้งสำนักงานภูมิภาคในไทยแล้วกว่า 15 ราย”

ที่มา แนวหน้า
Share:

Related Articles

​หน่วยงานรัฐ-เอกชน ผนึกกำลังเซเว่นฯ จัดสัมมนาออนไลน์ Think for Growth : SME ยุควิกฤตโควิด-19...ทำอย่างไรให้รอด

4 พันธมิตร สสว.-กสอ.-SME D Bank -สมาคมการค้าปลีกและเอสเอ็มอีทุนไทย จับมือ เซเว่น อีเลฟเว่น จัดสัมมนาออนไลน์ “Think for Growth : SME ยุควิกฤตโควิด-19..

by SME Thailand.| 22 กย. 2021

​แกร็บ ผุดฟีเจอร์ใหม่ ชวนผู้ใช้บริการร่วมลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ พร้อมเปิดตัวรายงานความยั่งยืนฉบับแรก

แกร็บ ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชวนผู้ใช้บริการมีส่วนร่วมในการชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนในทุกครั้งที่เดินทางกับแกร็บ ด้วยการแนะนำ..

by SME Thailand.| 21 กย. 2021

​ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมสมาพันธ์การขายตรงโลก ครั้งที่ 16

สมาคมการขายตรงไทย (TDSA) หนึ่งในสมาชิกของสมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA) เตรียมพร้อมจัดงานประชุมสมาพันธ์การขายตรงโลก ครั้งที่ 16 ในรูปแบบออนไลน์ มุ่งเส..

by SME Thailand.| 16 กย. 2021