​หอการค้าไทยเปิดผลสำรวจ SMES สถานการณ์ยังน่าเป็นห่วง

by SME Thailand PR News 22 พค. 2015
Share:


    นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรเศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SMEs หรือSMEs Competitiveness Index ระหว่างวันที่ 16-30 เมษายน จำนวน 1,452 ตัวอย่างทั่วประเทศว่า ผู้ประกอบการในสัดส่วน 78% เห็นว่า ดัชนีอยู่ที่ระดับ 50 ลดลงจากไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมาที่ระดับ 50.5 สะท้อนความคิดเห็นของผู้ประกอบการ SMEsว่า สถานการณ์อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง หรือมีแนวโน้มทรงตัว

    ขณะที่ค่าดัชนีสุขภาพเอสเอ็มอีที่อยู่ 47.6 และดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจและดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจที่อยู่ระดับ 51 โดยธุรกิจที่อยู่ในภาคการผลิตมีแนวโน้มแย่ในทุกค่าดัชนี

    ผลสำรวจยังพบว่า ผู้ประกอบการกว่า 68% ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาลง ทำให้ยอดขายสินค้าปรับตัวลดลง และผู้ประกอบการ 33.7% ภาระหนี้สินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันผู้ประกอบ 36.1% ยังคงมีอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และผู้ประกอบการส่วนใหญ่ 56.8% ยังไม่แผนที่จะลงทุนเพิ่มเติม
         
    ขณะที่คาดการณ์ว่าดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในช่วงไตรมาสที่ 2ปี 2558 จะสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 50.7 โดยมีปัจจัยมาจากการที่รัฐบาลประกาศให้เอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ และมีมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจนสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศมีเสถียรภาพ    นโยบายผ่อนคลายทางการเงินด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย    การค้าชายแดนและการท่องเที่ยวปรับตัวดีขึ้น

    ด้านปัจจัยลบที่มีผลต่อ SMEs ผู้ประกอบการเห็นว่า ได้แก่ ต้นทุนการผลิตอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลก ราคาพืชผลทางการเกษตรทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ภาวะหนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง ค่าครองชีพมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และ เงินบาทที่แข็งค่ามากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค

    ขณะนี้ธุรกิจเอสเอ็มอี 20% ของผู้ประกอบการทั่วประเทศมีปัญหาขาดส่งเงินต้นและดอกเบี้ยแก่เจ้าหนี้เนื่องจากได้รับผลกระทบจากยอดขายสินค้าที่ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจและการขาดแคลนสภาพคล่องอย่างหนัก ดังนั้นจึงอยากให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอล เพิ่มขึ้น 

    “สถานการณ์ดังกล่าวถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่น่าเป็นห่วงมากสำหรับการทำธุรกิจของเอสเอ็มอีแต่ก็ยังไม่เข้าสู่ภาวะอันตรายเพราะธุรกิจในจำนวน 20% แม้จะมีปัญหาสภาพคล่องแต่ส่วนใหญ่ก็ยังสามารถประคองกิจการออกไปได้เพราะจะหยุดชำระหนี้แค่ 1-2 เดือนแล้วเดือนที่ 3 ก็สามารถหาเงินมาชำระหนี้ต่อไปได้และการชำระเงินก็จะเป็นลักษณะดังกล่าวต่อไปหากไม่สามารถหาเงินมาผ่อนชำระได้ทัน” 

    ทั้งนี้ยอมรับว่าในช่วงไตรมาสที่1 ของปี 58 ที่ผ่านมาธุรกิจเอสเอ็มอีอยู่ในช่วงถดถอย มีการกู้หนี้ ยืมสินและยังไม่รับรู้ว่ามีรายได้เข้ามา แต่ในไตรมาส2สถานการณ์ของธุรกิจเอสเอ็มอีจะค่อยๆดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยเฉพาะประโยชน์ที่จะได้รับจากนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเช่น การสนับสนุนสินเชื่อให้เอสเอ็มอี, นาโนไฟแนนซ์ และการปรับปรุงโครงสร้างภาษี เป็นต้น

     ขณะเดียวกันการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศก็เป็นอีกแนวนโยบายที่จะมาช่วยเอสเอ็มอีเพราะจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและธุรกิจได้เร็วขึ้น เบื้องต้นหากทุกธนาคารลดอัตราดอกเบี้ยลงหมดอย่างต่ำ0.1%ก็สามารถช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการได้แล้ว10,000 ล้านบาทและที่สำคัญก็ทำให้ประชาชนกล้าตัดสินใจซื้อของ และรูดบัตรเครดิตได้ง่ายขึ้นซึ่งจะทำให้สามารถกระตุกเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้อีกอย่างน้อย0.2-0.3%“

ที่มา : www.dailynews.coth / www.thanonline.com


    
Share:

Related Articles

​บสย. จัดหนักเปิดบูธ “แก้หนี้” ช่วยSME

บสย. จัดหนักเพื่อ SMEs เปิดบูธ “แก้หนี้” ระดมทีม หมอหนี้ หาทางออก “ปรับโครงสร้างหนี้” ในงานมหกรรมการเงินกรุงเทพ ครั้งที่ 20 ระหว่าง 22-25 ตุลาคมนี้

by SME Thailand.| 22 ตค. 2020

​HP จัดโปรแกรมเช่าซื้อ-เช่าใช้อุปกรณ์ไอทีสำหรับธุรกิจ ช่วย SME–Startup ขับเคลื่อนธุรกิจบนเส้นทางการฟื้นตัว

ธุรกิจจำนวนมากกำลังเผชิญกับความท้าทายในสภาพกดดันจากการสถานกาณ์ผันผวนต่างๆ และพยายามต่อสู้กับผลกระทบที่เกิดขึ้น ผู้ประกอบการ SME – Start up จำเป็นต้อ..

by SME Thailand.| 21 ตค. 2020

​กรุงไทย–แอกซ่า ประกันชีวิต คว้ารางวัลสถานที่ทำงานที่น่าทำงานที่สุดในเอเชีย

บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) โดย แซลลี่ โอฮาร่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และบุปผาวดี โอวรารินท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายทรัพยา..

by SME Thailand.| 20 ตค. 2020