​OKMD ดันโอทอปส่งอกผ้าผืนไทยเจาะอเมริกายุโรป

by SME Thailand PR News 25 พค. 2015
Share:


     สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้(องค์การมหาชน) หรือ OKMD ดันผู้ประกอบการ OTOP ส่งออกผ้าผืนไทยเจาะตลาดอเมริกาและยุโรป ตลาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูงที่สุดในโลก ด้วยระบบอีคอมเมิร์ซ หลังผู้ประกอบการชาวสิงคโปร์สามารถสร้างมาร์จิน จากการส่งขายผ้าผืนไทยได้กว่าเท่าตัวจากราคาซื้อ

    เชื่อหากผู้ประกอบการไทยได้รับการส่งเสริมเพิ่มพูนศักยภาพการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จะสามารถชิงส่วนแบ่งตลาดการค้าส่งผ้าผืนจากประเทศสิงคโปร์ เป็นผู้ส่งออกไปยังตลาดเป้าหมายได้ด้วยตนเอง พร้อมแนะกลยุทธ์การพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ผ้า เครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับ ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะการผลิตตามเทรนด์แฟชั่นโลกและสีสันตามฤดูกาล การตั้งราคาสินค้าให้เหมาะสมสอดคล้องกับคุณภาพสินค้า เพื่อป้องกันปัญหาการตัดราคาซึ่งนำไปสู่การขาดทุนในอนาคต

    ดร.ชาญชัย สิริเกษมเลิศ ผู้เชี่ยวชาญแนวโน้มความต้องการผลิตภัณฑ์ OTOP ของตลาดในประเทศและต่างประเทศ OKMD และผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมเทคโนโลยี สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เปิดเผยว่า ปัจจุบันสิงคโปร์ถือเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าและผลิตภัณฑ์ผ้า เครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับ 

    โดยจากข้อมูลการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยของสถาบันฯ ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2558 พบว่า มีมูลค่ารวมกันทุกขนาดอุตสาหกรรมอยู่ที่ 13.56 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 450 ล้านบาท โดยสินค้าและผลิตภัณฑ์ผ้าและสิ่งทอที่ส่งไปขายยังตลาดสิงคโปร์นั้น แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มตลาดเป้าหมาย 

    กลุ่มแรกคือตลาดสำหรับซื้อใช้เองภายในประเทศ คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 30 โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ ผ้าผันคอ กระเป๋าผ้า ของที่ระลึกจากผ้า และเครื่องประดับ ซึ่งแม้จะเป็นสัดส่วนที่ไม่มากนักหากเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน แต่เนื่องจากผู้บริโภคในตลาดสิงคโปร์มีกำลังซื้อสูงมาก อีกทั้งยังเชื่อมั่นในคุณภาพและชื่นชอบสีสันของสินค้าไทย เพราะตรงกับไลฟ์สไตล์การดำเนินชีวิต 

    ดังนั้นหากผู้ประกอบการไทยกลุ่ม OTOP และ SMEs ซึ่งมีสัดส่วนมากที่สุดในประเทศ สามารถพัฒนาสินค้าได้ตรงตามความต้องการของตลาด ในภาพรวมจะสามารถเพิ่มสัดส่วนการส่งออกได้มากขึ้นและ 

    กลุ่มที่สองคือตลาดค้าส่งผ้าผืนสำหรับนำไปตัดเย็บ คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 70  โดยส่งไปขายยังตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรปเป็นหลัก โดยแนวโน้มการเติบโตในอนาคตเป็นไปในทิศทางที่ค่อนข้างสดใส เนื่องจากผ้าผืนจากไทยที่ผู้ประกอบการสิงคโปร์นำไปขายต่อนั้น มีคุณภาพและเอกลักษณ์ความสวยงามเฉพาะตัวเป็นที่ชื่นชอบของชาวตะวันตก ทำให้ปัจจุบันผู้ประกอบการชาวสิงคโปร์สามารถสร้างมาร์จิน จากการส่งขายได้กว่าเท่าตัวจากราคาซื้อ

    สำหรับเหตุผลหลักที่ผู้บริโภคในตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรป เลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ผ้าไทยจากประเทศสิงคโปร์ เนื่องจากมีระบบอีคอมเมิร์ซที่ก้าวหน้าและสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี 

    ตรงนี้จึงถือเป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญที่หากผู้ประกอบการไทย สามารถพัฒนาระบบการดำเนินธุรกิจได้อย่างประเทศสิงคโปร์จะทำให้มูลค่าตลาดสินค้าและผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นซึ่งกระบวนการเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เร่งพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจให้กับผู้ประกอบการอย่างจริงจัง โดยการนำเอาระบบอีคอมเมิร์ซและฝึกฝนทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ เข้ามาเป็นหลักสูตรฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง เพราะปัญหาหลักของผู้ประกอบการไทยในขณะนี้ คือไม่สามารถนำเอาสินค้าที่ผลิตไปขายยังต่างประเทศได้ด้วยตนเอง ตามข้อกำกัดที่ได้กล่าวไปในข้างต้น

    ดร.ชาญชัย กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องคำนึงถึงเป็นสิ่งแรกก่อนการผลิตสินค้า คือ เทรนด์แฟชั่นโลก โดยเฉพาะเทรนด์สีในแต่ละปีและสีสันตามฤดูกาล โดยต้องยึดตามฤดูกาลของประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรปเป็นหลัก 

    เช่น หากล็อตการผลิตสินค้าตรงกับฤดูฤดูหนาวก็ต้องเน้นสีคลุมโทน แต่หากตรงกับฤดูร้อนก็ต้องเน้นสีสดใส ซึ่งจุดนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยกระตุ้นยอดขายได้มากขึ้น แต่ในความเป็นจริงผู้ประกอบการไทยยังขาดความเข้าใจในเรื่องนี้ค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่มักผลิตตามความชื่นชอบของตนเองเป็นหลัก ทำให้หลายครั้งสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ผลิตออกมาวางจำหน่ายขายไม่ออก เนื่องจากผู้บริโภคไม่สามารถนำไปใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่เพียงเท่านั้นในแง่ของการตั้งราคาก็ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ ที่ต้องปรับให้สอดคล้องและเหมาะสมกับคุณภาพของสินค้าด้วยเช่นเดียวกันเพราะหากตั้งราคาสูงหรือต่ำเกินไปในที่สุดจะก่อให้เกิดปัญหาการตัดราคา ซึ่งในระยะยาวจะทำให้ผู้ประกอบการประสบปัญหาขาดทุน


Share:

Related Articles

​บ้านปูจัด “UpImpact” ผลักดันกิจการเพื่อสังคมให้รอดพ้นวิกฤติ ปั้น BC4C กิจการเพื่อสังคมรุ่นต่อไปในปี 2564

บ้านปู จำกัด (มหาชน) สานต่อการทำงานด้านการสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม หรือ “Social Enterprise (SE)” ในปี 2563 ผ่านโครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม หรือ..

by SME Thailand.| 15 มค. 2021

​‘ไลอ้อน ประเทศไทย’ ขนไลน์อัพสินค้าเสริมอาหาร-ดูแลสุขอนามัยบุกตลาดช่วงโควิด-19

ไลอ้อน ประเทศไทย เผยโควิด-19 หนุนผู้บริโภคตื่นตัวดูแลสุขภาพ ขนทัพผลิตภัณฑ์กลุ่มดูแลสุขอนามัย จัดโปรโมชันรับกระแส รุกเจาะช่องทางออนไลน์ตอบโจทย์ความต้..

by SME Thailand.| 15 มค. 2021

​วอลล์สตรีท อิงลิช ชวนทุกคนเตรียมความพร้อม สร้างโอกาสที่ดีกว่า เร่งพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษในช่วง work from home

Wall Street English ชวนทุกคนเตรียมความพร้อม สร้างโอกาสที่ดีกว่าในการเรียนและหน้าที่การทำงาน เร่งพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษในช่วง work from home หรือช่..

by SME Thailand.| 13 มค. 2021