​นักเศรษฐศาสตร์ยอมรับปลายปัจจัยเสี่ยงรุมเร้าเศรษฐกิจไทย

by SME Thailand PR News 23 กค. 2015
Share:


นักเศรษฐศาสตร์-เอกชน ยอมรับปัจจัยเสี่ยงรุมเร้าเศรษฐกิจไทย แต่ยังมีหลายโอกาสให้ปรับตัว ในช่วงราคาน้ำมันลดลงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

    -คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงินและการคลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จัดสัมมนา “เศรษฐกิจไทยจะเดินหน้าอย่างไร” นายวิรไท สันติประภพ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวยอมรับว่า ระบบราชการไทยมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีจำนวนราชการเพิ่มขึ้นร้อยละ 50 ต้องใช้งบประมาณรองรับสวัสดิการ เงินเดือนเพิ่มขึ้น 3 เท่า มีภาระต่องบประมาณร้อยละ 7 ของจีดีพีนับว่าสูงสุดในอาเซียน แต่เมื่อวัดผลประสิทธิภาพในทุกมิติลดต่ำลงมาก

    ขณะที่รัฐวิสาหกิจจากช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีขนาดทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 1 เท่า รายได้เพิ่มจาก 1.5 ล้านล้านบาท เพิ่มเป็น 5.1 ล้านล้านบาท เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นแต่จีดีพีของประเทศกลับไม่เพิ่มขึ้น 3 เท่าสะท้อนรายได้ของรัฐวิสหากิจ แนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จึงควรมุ่งเน้นในระยะยาว ด้วยการเดินหน้าแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจ การควบคุมดูแลบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ
โดยรัฐบาลกำลังพิจารณาเสอนร่างกฎหมายการตั้งบริษัทโฮลดิ้ง มีการแบ่งกลุ่มรัฐวิสหกิจชัดเจนมากขึ้น  ดังนั้นการเดินหน้าต่อไปควรแก้ปัญหาโครงสร้างระบบเศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องใช้เงินเพียงอย่างเดียว

    นางกิริฎา เภาวิจิตร นักเศรษฐศาสตร์ออาวุโสประจำประเทศไทย กลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า ปัจจุบันไทยเป็นประเทศมีรายได้ปานกลางระดับสูง มีรายได้ต่อคนต่อหัว 5,370 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี หากจะก้าวไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วเหมือนกับประเทศทีมีรายได้สูง เช่น สิงคโปร์ รายได้ต่อหัว 54,040 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี สหรัฐ 53,670 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อคนต่อปี เกาหลี 25,920 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสในหลายด้าน คือ ราคาน้ำมันยังมีราคาลดลง ทำให้ต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตลดลง ไทยอยู่ในภูมิภาคเอเชีย และอาเซียน ที่กำลังมีแนวโน้มเติบโตมีประชาชนระดับรายได้ปานกลางสูง จึงดึงดูดกการลงทุนของประเทศต่างๆเข้ามาลงทุนในภูมิภาคนี้ นอกจากนี้แม้เศรษฐกิจชะลอตัว แต่เศรษฐกิจอินเดียกลับเติบโตสูงแนวโน้มในปี
59-60 Real GDP เฉลี่ยขยายตัวได้ถึงร้อยละ 8 เพราะได้ปรับเรื่องการค้าและการลงทุน
จึงทำให้อินเดียช่วยเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้

    นอกจากนี้ยังต้องเร่งแก้ปัญหาผลิตภาพแรงงานของไทยซึ่งขยายตัวในอัตราต่ำมากในภาคเกษตรกรรรมม และก่อสร้าง จึงต้องให้ความสำคัญกับการศึกษา เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างคุณภาพแรงงาน เพื่อแข่งขันกับต่างประเทศ เพราะระดับคะแนนของเด็กไทย ยังสู้หลายประเทศไม่ได้ เพียงแก้ไขกฎระเบียบโรงเรียนโดยไม่ต้องใช้เงิน เพื่อปรับปรุงคุณภาพการเรียนในหลายด้าน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประกาศ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยเผชิญกับปัญหาทั้งหนี้สินภาคครัวเรือน ปัญหาภัยแล้ง ราคาสินค้าเกษตรลดลง การลงทุนภาคเอกชนยังน้อยมาก ก่อนปี 40 การลงทุนของภาครัฐและเอกชนรวมกันมีประมาณร้อยละ 40 ของจีดีพี แต่ปัจจุบันยอดการลงทุนน้อยมากเพียงร้อยละ 22 ของจีดีพี จึงไม่มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่การลงทุนภาครัฐมีเเพียงร้อยละ 4.9 ของจีดีพี ส่วนการเห็นยอดนักท่องเที่ยวเติบโตต่อเนื่องโดยมียอดขยายตัวปัจุบันร้อยละ 25 เป็นเพราะการลงทุนสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ

    หากมีเพียงสนามบินดอนเมืองอาจทำให้ยอดนักท่องเที่ยวเติบโตไม่ได้ ดังนั้น ทางออกในการแก้ปัญหา คือ เมื่องบประมาณมีจำกัด ควรเลือกใช้เงินเยียวยาเพื่อผลระยะสั้นและได้ผลในระยะยาวด้วย เช่น การอบรมคุณภาพแรงงาน การเพิ่มประสิทธิภาพบริการทั้งโลจิสติกส์ บริการท่องเที่ยว บริการเทคโนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม จัดการสภาพแวดล้อมต่อการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม

    นายสุพันธุ์  มงคลสุธี ประธานสภาอุตสหากรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจชะลอตัวในครึ่งปีหลัง ส่งผลให้เอสเอ็มอีได้รับผลกระทบยอดสั่งซื้อลดลง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมรายใหญ่บางส่วนต้องเลิกจ้างพนักงานและลดค่าการทำงานล่วงเวลาลงเพื่อลดต้นทุน แต่คงไม่ปลดพนักงานจำนวนมาก เนื่องจากไทยขาดแคลนแรงงาน จึงต้องรักษาแรงงานกลุ่มดังกล่าว
รัฐบาลจึงต้องช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้มีเงินทุนหมดเวียนมากขึ้น และปรับขนาดส่วนราชการให้เล็กลง เปิดให้คนภายนอกรับทำงานในบางส่วนเพื่อเกิดความคล่องตัวในการทำงาน

    ทั้งนี้ สอท.ยังคงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ร้อยละ 3 ส่วนการส่งออกชะลอตัวร้อยละ -2 โดยรวมผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง และอาจทบทวนการขยายตัวอีกครั้งหากภัยแล้งมีความรุนแรงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเดือนตุลาคมนี้ เนื่องจากปัญหาภัยแล้งจะส่งผลต่อกำลังซื้อของประชาชน โดยเฉพาะภาคการเกษตรได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
จึงต้องเดินหน้าเจรจาเปิดการค้าเสรีกับอินเดีย ตลาดเปิดใหม่ เช่น ตุรกี และกลับไปเจรจากับยุโรปและมุ่งสร้างไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์อย่างจริงจัง

    น.ส.อุสรา วิไลพิชญ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายวิจัย ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงช่วงสั้นขณะนี้ เพราะนักลงทุนคาดการณ์ว่าทางการจะใช้นโยบายการเงินผ่านอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น และยังคาดว่าในการประชุม กนง.วันที่ 5 สิงหาคม อาจตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ย แต่ต้องรอดูความเป็นจริงอีกครั้ง  ยอมรับว่าต่างชาติเข้ามาถือพันธบัตรรัฐบาลร้อยละ 16 ของตลาดรวม ขณะที่ไปลงทุนในอินโดนิเซียและมาเลเซียถึงร้อยละ 30-40 จึงมีกำลังน้อยมากในการขายตราสารออกเพื่อกดดันค่าเงินบาทไทยให้อ่อนค่า  ขณะที่ในช่วง 5-10 ข้างหน้าไทยต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน จึงต้องนำเข้าสูงมาก จึงควรปล่อยค่าเงินบาทเคลื่อนไหวตามกลไกของตลาดเพราะต้องมีต้นทุนนำเข้าสูงมากในอนาคต

ที่มา สำนักข่าวไทย
Share:

Related Articles

​กรมเจรจาฯ เตรียมจัดงาน “สร้างเครือข่ายสินค้าไทย ขยายการส่งออกด้วยเอฟทีเอ”

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเตรียมจัดงาน “สร้างเครือข่ายสินค้าไทย ขยายการส่งออกด้วยเอฟทีเอ” เป็นปีที่ 2 ตอกย้ำความสำเร็จของโครงการที่ผ่านมา

by SME Thailand.| 19 ตค. 2020

​SEAC รีเฟรมธุรกิจ รับมือหลังวิกฤต ปรับมุมคิดพลิกมุมมองด้วย Outward Mindset

ผลจากวิกฤตการณ์ช่วงที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าอนาคตเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ยาก ไม่มีใครมีคำตอบแน่ชัด สิ่งที่ทำได้คือการโอบกอดความไม่แน่นอน แล้วปรับตัวให้..

by SME Thailand.| 19 ตค. 2020

​ม.อ. - SME D Bank – ก.อุตฯ วช. ร่วมติดปีกเอสเอ็มอีด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม

ม.อ. SME D Bank ก.อุตฯ และ วช.ผนึกกำลังจัดมหกรรม"BCG เศรษฐกิจใหม่ประเทศไทยยั่งยืนInnovation bazaar" ครั้งที่ 2 เสริมแกร่งเอสเอ็มอีไทย นำผล..

by SME Thailand.| 19 ตค. 2020