ครม.ไฟเขียวแผนกู้ชีพ SME แบบเร่งด่วน

by SME Thailand PR News 09 กย. 2015
Share:


    ผ่านฉลุยกู้ชีพเอสเอ็มอี ครม.ไฟเขียวแผนกู้ชีพเอสเอ็มอีเร่งด่วน ทั้งลดภาษี และช่วยเหลือด้านการเงิน 2.6 แสนล้าน ออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ค้ำประกัน ตั้งกองทุนร่วมลงทุน 

    นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.ได้เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีในระยะเร่งด่วน แบ่งเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรก เป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้เอสเอ็มอีผ่านพ้นความยากลำบาก ด้วยการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 10% สำหรับเอสเอ็มอีที่มีกำไรตั้งแต่ 300,001 บาทขึ้นไป เป็นเวลา 2 รอบบัญชี และยกเว้นภาษีให้เอสเอ็มอีกลุ่มที่เริ่มกิจกรรมใหม่ เป็นเวลา 5 ปี พร้อมกับการอนุมัติวงเงินสินเชื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีอีก 3 โครงการ วงเงินรวม 260,000 ล้านบาท ส่วนระยะที่ 2 เป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เอสเอ็มอีทั้งระบบ โดยจากนี้กระทวงอุตสาหกรรมจะกลับไปจัดทำมาตรการมาเสนออีกครั้ง 

    “มาตรการที่ออกมาทั้งหมดนี้ เป็นไปตามบัญชาของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เคยสั่งการไปแล้วแต่ไม่คืบหน้า จึงมอบหมายให้ผมและคณะมาทำให้เกิดความคืบหน้าในการลงไปช่วยธุรกิจเอสเอ็มอี” 

    นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีนี้แบ่งออกเป็น 2 มาตรการ คือ มาตรการทางการเงิน มี 3 มาตรการย่อย ประกอบด้วย โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้กับเอสเอ็มอี วงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยธนาคารอมสินจะเป็นผู้ปล่อยกู้ให้กับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงิน ดอกเบี้ย 0.1% และให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอี ดอกเบี้ยไม่เกินปีละ 4% มีเวลา 7 ปี โดยให้เสนอคำขอรับสินเชื่อได้ถึง 31 ธ.ค.58 ส่วนวงเงินชดเชยดอกเบี้ย รัฐจะชดเชยให้วงเงินรวม 20,020 ล้านบาท ซึ่งในช่วง4 ปีแรก รัฐจะชดเชยให้ปีละ 2,860 ล้านบาท 

    ต่อมาคือปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการค้ำประกันสินเชื่อโครงการพีจีเอส ของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จากวงเงินเดิม 80,000 ล้านบาท เป็น 100,000 ล้านบาท พร้อมปรับปรุงเงื่อนไขการรับประกันความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์จากเดิมต้องรับภาระจ่ายชดเชยสัดส่วน 30% ของวงเงินกู้ เปลี่ยนเป็น 15% แรกบสย.จะรับประกันความเสี่ยงให้เพิ่มเติม ส่วนที่เหลืออีก 15% บสย.จะแบ่งกับธนาคารพาณิชย์ฝ่ายละ 7.5% เพื่อช่วยจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีมากขึ้น โดยรัฐจะชดเชยค่าธรรมเนียมค้ำประกันตลอดอายุโครงการ รวม 10,250 ล้านบาท โดยช่วง4 ปีแรก ชดเชยให้ 4,000 ล้านบาท รวม 14,250 ล้านบาท โดยสิ้นสุดระยะเวลาขอค้ำถึง 30 มิ.ย.59 

    นอกจากนั้น ให้ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.)ตั้งกองทุนร่วมลงทุน วงเงินรวม 6,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเอสเอ็มอีที่มีฐานเงินทุนไม่เพียงพอ ให้สามารถกู้เงินกับสถาบันการเงินได้ ส่วนมาตรการด้านภาษีมี 2 มาตรการ คือ ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 10% สำหรับเอสเอ็มอีที่มีกำไรตั้งแต่ 300,001 บาทขึ้นไป เป็นเวลา 2 รอบบัญชี หรือตั้งแต่ 1 ม.ค.58 – 31 ธ.ค.59 คาดว่ารัฐจะสูญเสียรายได้ 5,000 ล้านบาท และยกเว้นภาษีให้เอสเอ็มอีกลุ่มที่เริ่มกิจกรรมใหม่ เป็นเวลา 5 รอบบัญชีต่อเนื่องกัน โดยกลุ่มนี้ต้องเป็นเอสเอ็มอีที่จดทะเบียนระหว่างวันที่ 1ต.ค.58 – 31 ธ.ค.59 ซึ่งจะเน้นกลุ่มเอสเอ็มอีกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นหลัก 

    “วงเงินสำหรับเอสเอ็มอีนี้ ออมสินมีความพร้อมอยู่แล้ว บอร์ดอนุมัติไปหมดแล้ว และเมื่อประกาศออกมา ออมสินจะไปคุยกับบรรดาธนาคารว่ากฎระเบียบต่าง ๆ เป็นอย่างไร คงไม่เกินสัปดาห์นี้ จากนั้นเงินจะออกได้เลยในสัปดาห์หน้า ซึ่งเรื่องนี้เน้นว่า เมื่อมาตรการออกแล้วจะต้องให้เห็นผลจริง” 

    ด้านนายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ออมสินพร้อมดำเนินการเรื่องดังกล่าว โดยไม่กังวลเรื่องสภาพคล่อง เพราะปัจจุบันมีสภาพคล่องกล่าว 300,000 ล้านบาท ส่วนเงินฝากก็มีถึง 2 ล้านล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้ ก็หยิบเข้าระบบได้ทันที โดยตอนนี้ออมสินก็มีโครงการพิเศษที่ดูแลเฉพาะเอสเอ็มอีอยู่แล้ว 5 โครงการ วงเงิน 8,000 ล้านบาท ดอกเบี้ยไม่เกิน 4% ทั้ง สินเชื่อช่วยเหลือการประมง เอสเอ็มอีกลุ่มการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต กลุ่มการท่องเที่ยวและบริการ กลุ่มผู้รับเหมางานภาครัฐ และกลุ่มที่ต้องการเสริมสภาพคล่อง 

    พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในมาตรการแรกรัฐจะใช้งบประมาณในการดำเนินโครงการเป็นวงเงินรวมไม่เกิน 20,020 ล้านบาท โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณปี 60 และปีต่อไป ตามการใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในแต่ละปี โดยให้ออมสินทำความตกลงกับสำนักงบประมาณในรายละเอียด ซึ่งรัฐบาลจะชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ยให้ออมสินในอัตราเท่ากับต้นทุนทางการเงินของธนาคารคือ 2.21%ต่อปีบวกค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 0.75%ต่อปี และนำไปหักอัตราผลตอบแทนจากการให้สถาบันการเงินกู้ 0.1 % ต่อปีเท่ากับ 2.86%ต่อปี“

ที่มา : http://www.dailynews.co.th/economic/346727
Share:

Related Articles

​HP จัดโปรแกรมเช่าซื้อ-เช่าใช้อุปกรณ์ไอทีสำหรับธุรกิจ ช่วย SME–Startup ขับเคลื่อนธุรกิจบนเส้นทางการฟื้นตัว

ธุรกิจจำนวนมากกำลังเผชิญกับความท้าทายในสภาพกดดันจากการสถานกาณ์ผันผวนต่างๆ และพยายามต่อสู้กับผลกระทบที่เกิดขึ้น ผู้ประกอบการ SME – Start up จำเป็นต้อ..

by SME Thailand.| 21 ตค. 2020

​กรุงไทย–แอกซ่า ประกันชีวิต คว้ารางวัลสถานที่ทำงานที่น่าทำงานที่สุดในเอเชีย

บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) โดย แซลลี่ โอฮาร่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และบุปผาวดี โอวรารินท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายทรัพยา..

by SME Thailand.| 20 ตค. 2020

​​กสอ. จัดงาน โพรแพ็ค เอเชีย 2020 เปิดเวทีให้ภาคอุตสาหกรรมผลิตหาเทคโนโลยีใหม่เสริมทัพ

งานโพรแพ็ค เอเชีย ปีนี้ มีผู้ประกอบการเข้าร่วมชมงานกว่า 23,000 คน หวังใช้งานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมเป็นทางลัดพัฒนาธุรกิจ ชี้ไฮไลท์สำคัญปีนี้เน้นจัดแสดง..

by SME Thailand.| 20 ตค. 2020