เตือนเอสเอ็มอีระวังวิกฤตแรงงานกระจุกตัว

by System 17 กค. 2012
Share:



ทีดีอาร์ไอ เตือนเอสเอ็มอีไทยกำลังเผชิญแรงงานกระจุกตัว และขาดแคลน ชี้รัฐควรหาช่องทางช่วยถ่ายเทแรงงานให้ทั่ว แนะเอสเอ็มอีกลางเล็กใช้เทคโนโลยีให้มาก ใช้คนให้น้อยลง เพราะค่าแรงแพงมีผลต่อกิจการ

นายยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผอ.วิจัยการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า เอสเอ็มอีเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศ โดยสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศคิดเป็นมูลค่ากว่า 3.7 ล้านล้านบาทหรือคิดเป็น 38% ของจีดีพี จากจำนวนเอสเอ็มอีที่มีมากถึง 2.9 ล้านแห่งหรือ 99.6%  แต่ในจำนวนนี้มีเอสเอ็มอีที่มีขนาดใหญ่จริง ๆ เพียง 9,128 แห่งหรือคิดเป็น 0.3% ซึ่งถือว่าน้อยมาก รองลงมาคือเอสเอ็มอีขนาดกลาง 18,383 แห่งหรือ 0.6%  ขณะที่เหลืออีก 99% หรือ 2,894,713 แห่งคือเอสเอ็มอีขนาดย่อม   รายได้ส่วนใหญ่มาจากเอสเอ็มอีขนาดใหญ่มากสุด รองลงมาคือขนาดกลางและขนาดเล็กตามลำดับ
 
ทั้งนี้ จะเห็นว่าจำนวนเอสเอ็มอีกับการสร้างรายได้ไม่สมดุลกัน เพราะรายได้ส่วนใหญ่มาจากเอสเอ็มอีขนาดใหญ่ซึ่งมีจำนวนน้อย  ขณะที่เอสเอ็มอีขนาดเล็กที่มีมากกว่า 2.8 ล้านแห่งนั้นแท้จริงแล้วไม่ได้กระจายอยู่ทั่วไปแต่กระจุกตัวอยู่ในเขตกรุงเทพ ปริมณฑล และเมืองใหญ่  เพื่อความคล่องตัวในการคมนาคม ขนส่ง ในแง่การเป็นแหล่งจ้างงานเอสเอ็มอีสามารถดูดซับแรงงานได้มากถึงเกือบครึ่งหนึ่งของกำลังแรงงานคือ ราว 13 ล้านคน   แต่ในจำนวนนี้มีเพียง 3 ล้านคนที่ทำงานในเอสเอ็มอีขนาดใหญ่  ที่เหลืออีก 10 ล้านคนอยู่ในธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดกลางลงมา  ซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินธุรกิจในลักษณะธุรกิจครอบครัว แบบเถ้าแก่ทำเอง  สภาพการจ้างงานมีความสุ่มเสี่ยงต่อการไม่ได้รับค่าจ้างและสวัสดิการตามกฎหมาย งานหนัก เหนื่อยยาก  จึงมักมีอัตราการเข้า-ออกของแรงงาน(Turn over) สูงถึง 25-30%  จึงเป็นภาระผู้ประกอบการที่ต้องสรรหาบุคลากรทดแทนอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีแล้ว  เรื่องแรงงานกลับไม่ใช่อุปสรรคในการดำเนินธุรกิจของทุกขนาดอุตสาหกรรม  แต่วิตกกับปัจจัยในเรื่องอื่นๆมากกว่า  เช่น ราคา ตลาด ภาวะเศรษฐกิจ ค่าน้ำมัน เพราะปัญหาค่าจ้างแรงงานไม่เป็นอุปสรรคมากนักในเอสเอ็มอีขนาดใหญ่ แต่จะมีผลกระทบกับเอสเอ็มอีขนาดกลางและเล็กที่ต้องปรับตัวอย่างมาก 

สำหรับการปรับตัวของเอสเอ็มอีไทยขนาดกลางและขนาดเล็กนั้น  จะต้องเร่งเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพ รวมทั้งยกระดับเทคโนโลยีที่ใช้ทดแทนแรงงานคนให้มากขึ้นโดยเร็วเพื่อควบคุมต้นทุนและให้ธุรกิจแข่งขันได้   นโยบายค่าจ้างสูงอาจทำให้เอสเอ็มอีบางส่วนปิดตัวและเลิกจ้างแรงงาน แต่สถานการณ์ไม่น่าเลวร้าย เนื่องจากไทยยังขาดแคลนแรงงานระดับกลางและระดับล่างหลายแสนคนในขณะนี้ 

ดังนั้น รัฐจึงควรเข้ามาสนับสนุนทำให้เกิดการถ่ายเทการจ้างงานจากแหล่งงานที่ลดคนงานไปสู่แหล่งงานที่ขาดคนงาน  เพราะมีธุรกิจมากกว่าร้อยละ 66 ยังมีความต้องการแรงงาน จึงเป็นโอกาสดีที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกรมจัดหางาน จะเข้าไปทำการ matching คนตกงานกับแหล่งธุรกิจที่ยังมีความต้องการแรงงานไทยเพิ่มอยู่เป็นอย่างมาก  จะช่วย บรรเทาปัญหาลดคนงานในเอสเอ็มอีและแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานได้อีกทางหนึ่ง

สำหรับโอกาสเอสเอ็มอีไทยใน AEC ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องเพิ่มประสิทธิภาพให้ได้ มีกระบวนการผลิตทันสมัย ต้องเพิ่มผลิตภาพหรือคุณภาพเข้าไป ใช้แรงงานฝีมือ (ต้นทุนต่ำ คุณภาพสินค้ามีมาตรฐาน บรรจุภัณฑ์โดดเด่น) ราคาสินค้าต้องแข่งขันได้ (มียี่ห้อ มีตลาดรองรับ)  ทั้งนี้ผลิตภาพเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย  เชื่อว่าซึ่งหากปรับปรุงเรื่องทางด้านทุน(กายภาพ)เรื่องเทคโนโลยีและทุนมนุษย์เข้ามาในอนาคตประเทศไทยจะกลับไปรุ่งเรืองทั้งๆที่เป็นเศรษฐกิจค่าแรงแพงได้อีกครั้ง
Share:

Related Articles

​บสย. จัดหนักเปิดบูธ “แก้หนี้” ช่วยSME

บสย. จัดหนักเพื่อ SMEs เปิดบูธ “แก้หนี้” ระดมทีม หมอหนี้ หาทางออก “ปรับโครงสร้างหนี้” ในงานมหกรรมการเงินกรุงเทพ ครั้งที่ 20 ระหว่าง 22-25 ตุลาคมนี้

by SME Thailand.| 22 ตค. 2020

​HP จัดโปรแกรมเช่าซื้อ-เช่าใช้อุปกรณ์ไอทีสำหรับธุรกิจ ช่วย SME–Startup ขับเคลื่อนธุรกิจบนเส้นทางการฟื้นตัว

ธุรกิจจำนวนมากกำลังเผชิญกับความท้าทายในสภาพกดดันจากการสถานกาณ์ผันผวนต่างๆ และพยายามต่อสู้กับผลกระทบที่เกิดขึ้น ผู้ประกอบการ SME – Start up จำเป็นต้อ..

by SME Thailand.| 21 ตค. 2020

​กรุงไทย–แอกซ่า ประกันชีวิต คว้ารางวัลสถานที่ทำงานที่น่าทำงานที่สุดในเอเชีย

บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) โดย แซลลี่ โอฮาร่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และบุปผาวดี โอวรารินท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายทรัพยา..

by SME Thailand.| 20 ตค. 2020