สตง. ยื่น 5 ข้อเสนอเพิ่มอำนาจองค์กร ลุยฟ้องศาล ฟันปราบโกง

by smethailandclub 14 ตค. 2015
Share:
   


    สตง. ยื่น 5 ข้อเสนอเพิ่มอำนาจ-ลดขั้นตอนลงโทษคนผิด ขออำนาจฟ้องศาลเอง เชื่อยึดเงินแผ่นดินคืนทันท่วงที ท้วงศาลวินัยการเงิน-การคลัง ซ้ำซ้อน ด้าน ควง. ชี้เปิดทางให้มีคำสั่งเพิกถอนการพิจารณาได้ ต่างจาก ควง. ที่ไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง ระบุจึงไม่สามารถให้ศาลปกครองเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงความเห็นชอบ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ได้มีการเชิญองค์กรอิสระเข้าให้ความเห็นเพื่อประกอบการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก คือ มีนายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม ประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นตัวแทนคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เข้าเสนอแนวทางต่อที่ประชุมใน 5 ประเด็นหลัก คือ 1. ปรับเพิ่มอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับคดีอาญาให้สามารถส่งเรื่องให้อัยการยื่นฟ้องต่อศาลเองได้ เนื่องจากขณะนี้ สตง.มีอำนาจเพียงตรวจสอบและชี้มูลความผิด จึงเป็นอุปสรรคในการนำตัวผู้ทำผิดมาลงโทษ ไม่สามารถป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้อย่างแท้จริงทั้งที่กระบวนการตรวจสอบของสตง.สามารถพิสูจน์ความผิดได้อย่างสมบูรณ์ แต่ไม่ได้เป็นพนักงานสอบสวนจึงมิอาจกล่าวโทษได้เอง

    นอกจากนี้ ยังต้องส่งเรื่องต่อไปให้ ป.ป.ช. ซึ่งจะต้องเริ่มกระบวนการใหม่ตั้งแต่ต้น โดยตั้งแต่ปี 2542 ถึง 31 ธ.ค. 2557 มีการส่งเรื่องไป ป.ป.ช. 1,523 เรื่อง แต่ ป.ป.ช. ดำเนินการได้ไม่เกินร้อยละ 20 หรือประมาณ 300 เรื่อง ส่วนใหญ่ส่งต่อเรื่องไปให้ ป.ป.ท. สำหรับที่เหลืออีก 1,200 กว่าเรื่องก็ยังไม่มีการดำเนินการ หากเฉลี่ยเวลาแล้วกว่าจะได้ตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ต้องใช้เวลามากกว่า 10 ปี ส่วนผลให้กระบวนการตรวจสอบของ สตง.ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถเอาผิดได้ทันเหตุการณ์ หากเปิดโอกาสให้ สตง. สามารถยื่นฟ้องเองได้ก็จะนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ทันเหตุการณ์ และตัดตอนคนทุจริตออกมาจากวงการได้ทันทีไม่ให้ไปยุ่งกับพยานหลักฐาน จนเกิดผลเสียแก่รูปคดี

    ทั้งนี้ ยังเห็นว่าการให้มี ป.ป.ช.เป็นองค์กรเดียวในการดำเนินการไต่สวนทำให้เกิดความล่าช้า ซึ่งผลกระทบต่อการส่งคดีฟ้องศาล และหากป.ป.ช.เกิดทุจริตเสียเองก็จะไม่มีหน่วยงานอื่นมาดุล หรือคานอำนาจ อีกทั้งยังไม่สามารถระงับความเสียหายได้อย่างทันเหตุการณ์ พยานบุคคลอาจกลับคำให้การหรือพยานวัตถุถูกทำลาย และยังเป็นการสิ้นเปลืองงบเพราะต้องทำงานซ้ำซ้อน

    2. ปรับเพิ่มให้มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบไต่สวนและติดตามเงินหรือทรัพย์สินของแผ่นดิน ในกรณีทุจริตเพื่อส่งอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง ติดตามเงินคืนแผ่นดิน ซึ่งจะทำให้การติดตามทรัพย์สินของแผ่นดินมีประสิทธิภาพ ผู้กระทำผิดเกิดความเกรงกลัว และยังสามารถติดตามเงินหรือทรัพย์สินแผ่นดินกลับคืนมาได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ก่อนมีการโยกย้ายถ่ายเทไปยังบุคคลอื่น

    3. ปรับเพิ่มให้มีอำนาจระงับงับยั้งโครงการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เงินงบประมาณของแผ่นดินไว้ก่อน จนกว่าหน่วยรับตรวจจะดำเนินการตามข้อเสนอแนะหรือมีเหตุผลชี้แจงอันสมควรในระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนด เนื่องจากขณะนี้แม้สตง.จะมีอำนาจตรวจสอบการใช้เงิน หรือทรัพย์สินของแผ่นดินว่าต้องเป็นไปโดยประหยัด มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล แต่กฎหมายไม่มีสภาพบังคับแท้จริง จึงไม่สามารถยับยั้งโครงการที่อาจก่อความเสียหายแก่เงินแผ่นดินได้อย่างทันที

    4. ปรับเพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการ สามารถแจ้งผลการสอบได้มากกว่าเดิม คือกรณีรัฐอนุมัติ อนุญาตให้สิทธิ์ หรือให้ประโยชน์ หรือออกเอกสารสิทธิ หรือสัญญา หรือสัมปทาน หรือหนังสือสำคัญอื่นที่มีลักษณะคล้ายกันแก่บุคคลใดโดยทุจริต หรือมิชอบด้วยกฎหมาย ให้ส่งรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่ง หรือคำพิพากษายกเลิก เพิกถอนสิทธิ์ หรือสัญญาเหล่านั้นที่จะสร้างความเสียหายแก่ราชการได้ นอกจากนี้ในกรณีที่มีผู้ไม่ชำระภาษีหรืออากร หรือค่าธรรมเนียม รวมประโยชน์อื่นใด หรือชำระไม่เป็นไปตามข้อกฎหมาย ให้กรรมการส่งเรื่องไปยังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการชำระภาษีตามกฎหมายได้ หากหน่วยงานดังกล่าวไม่ดำเนินการ คตง.สามารถอนุมัติให้สตง.มีอำนาจติดตามเอาคืนเป็นรายได้ของแผ่นดิน

    5. ปรับแก้อำนาจในการดำเนินคดีวินัยการเงิน การคลัง และการงบประมาณ โดยให้ สตง.มีอำนาจตรวจสอบไต่สวนความผิดวินัยทางงบประมาณและการคลัง เพื่อเสนอให้คตง.พิจารณาโทษปรับทางปกครอง กรณีความผิดในอัตราโทษต่ำ หรือกรณีผู้ถูกกล่าวหารับสารภาพโดยสามารถโต้แย้งหรืออุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด 

    นอกจากนี้ หากผลการตรวจสอบมีพฤติการณ์น่าเชื่อว่า มีการทุจริตหรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ คตง.ก็จะส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินคดีแต่ คตง.ขอแก้ให้เป็น สตง.ดำเนินคดีเอง 

    อย่างไรก็ตาม จากแนวทางในการยกร่างรธน.ที่ผ่านมา มีการบัญญัติให้นำคดีความผิดวินัยทางการคลังและการงบประมาณ ไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองในขณะที่เดิม การวินิจฉัยชี้ขาดอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการวินัยทางงบประมาณและการคลัง (ควง.) ทั้งหมด จึงจะทำให้กระบวนการล่าช้า ดังนั้นควรแบ่งอำนาจการพิจารณาให้ชัดเจน คือความผิดอัตราโทษต่ำให้ คตง.ออกคำสั่งลงโทษได้เอง หากอัตราโทษปรับสูงหรือผู้ทำผิดเป็นนักการเมือง ให้ คตง.อนุมัติ สตง.ยื่นฟ้องศาลปกครอง และเห็นว่าการบัญญัติอำนาจองค์กรตรวจเงินแผ่นดินควรกำหนดให้มีเพียงองค์กรเดียว ไม่ใช่กำหนดองค์กรอื่นที่มีอำนาจหน้าที่ในลักษณะซ้ำซ้อน

ที่มา ไทยรัฐออนไลน์
 
Share:

Related Articles

​ทีเอ็มบีและธนชาต เสริมแกร่งความรู้ให้ผู้รับเหมาและวัสดุก่อสร้าง ผ่านโครงการ LEAN Supply Chain

ทีเอ็มบีและธนชาต จัดอบรม โครงการ LEAN Supply Chain by TMB I Thanachart ครั้งที่ 16 แก่ผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมผู้รับเหมาและวัสดุก่อสร้าง ให้ความร..

by SME Thailand.| 28 ตค. 2020

​TikTok ส่ง “TikTok For Business” พลิกโฉมวงการดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งไทย

การเปิดตัว “TikTok For Business” ไม่ม่เพียงแต่เป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งสำหรับนักการตลาดและนักโฆษณาทั่วโลกแต่ยังเป็นกา..

by SME Thailand.| 28 ตค. 2020

​กกพ. สนับสนุน 26 โครงการพลังงานสะอาด ภายใต้ธีม Clean Energy For Life

สำนักงาน กกพ. เปิดตัว 26 โครงการ ผู้รับทุนสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้าเพื่อกิจการภายใต้ธีม "Clean Energy For Life: ใช้พลังงานสะอาด เพื่อ..

by SME Thailand.| 28 ตค. 2020