กรมพัฒน์ฯ มั่นใจปี 2017 อันดับเริ่มต้นธุรกิจต้องดีขึ้น หลังปี 2016 ร่วง 1 อันดับ

by smethailandclub 09 พย. 2015
Share:

 
      กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยอมรับผลการจัดอันดับการเริ่มต้นธุรกิจ (Doing Business) ของธนาคารโลก ในปี 2016 ที่เพิ่งประกาศผลเมื่อเร็ว ๆ นี้   พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบไม่ย่อท้อ  ตั้งเป้าปี 2017 อันดับต้องดีขึ้นภายหลังหารือธนาคารโลกเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการพิจารณา

     นางสาวผ่องพรรณ   เจียรวิริยะพันธ์  อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า  หลังจากทราบผลการจัดอันดับการเริ่มต้นธุรกิจ (Doing Business) ปี 2016 ของธนาคารโลกแล้ว ยอมรับยังไม่ค่อยพอใจอันดับที่ประเทศไทยได้รับ ซึ่งขยับลงจากปี 2015 จากอันดับที่ 91 ลดลงเป็นอันดับที่ 96 เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมฯ ได้ปรับปรุงการให้บริการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดขั้นตอน ระยะเวลา และค่าใช้จ่ายของภาคเอกชน

     ไม่ว่าจะเป็น การให้บริการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของกรมสรรพากร ขึ้นทะเบียนนายจ้างของสำนักงานประกันสังคม รวมทั้งยื่นสำเนาข้อบังคับการทำงาน กรณีมีลูกจ้างมากกว่า 10 คนขึ้นไป ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ณ จุดเดียว (Single point) ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทำให้กรมฯ สามารถให้บริการจองชื่อนิติบุคคลทางอินเทอร์เน็ตและบริการจดทะเบียนได้ ภายใน 80 นาที รวมถึงเตรียมนำเทคโนโลยีมาให้บริการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร (e-Registration) ภายในปี 2560

      กรมฯห้ความสำคัญกับการจัดอันดับการเริ่มต้นธุรกิจ หรือ Doing Business ของ World Bank มากเนื่องจากเป็นการสะท้อนถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจ การอำนวยความสะดวกด้านการเริ่มต้นธุรกิจของไทย ซึ่งมีผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากทั่วโลก


       โดยในปี 2016 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 96 ต่ำกว่าปีก่อนซึ่งอยู่ในอันดับที่ 91 ซึ่งเป็นผลมาจากการนำขั้นตอนการยื่นสำเนาข้อบังคับการทำงานที่บริษัทต้องยื่นต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมาเป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัดการเริ่มต้นจดทะเบียนธุรกิจ โดยระบุว่าใช้เวลาดำเนินงานถึง 21 วัน ซึ่งเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2558 กรมฯ ได้เชิญกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน  ก.พ.ร. และผู้ให้ข้อมูลต่อ World Bank มาประชุมเพื่อชี้แจงถึงขั้นตอนที่แท้จริงในการให้บริการจดทะเบียนธุรกิจของไทยให้ผู้แทน World Bank ได้รับทราบข้อเท็จจริงที่ปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นร่วมกัน ว่า

                         1. การยื่นสำเนาข้อบังคับการทำงานของนายจ้างที่กฎหมายบังคับให้ยื่นต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานใช้บังคับเฉพาะผู้ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยมีผลทันทีเมื่อประกาศ ไม่ต้องรอการพิจารณาของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานแต่อย่างใด

                         2. การประกาศข้อบังคับการทำงาน กฎหมายกำหนดให้ดำเนินการภายใน 15 วัน หลังจากมีลูกจ้างครบ 10 คน และต้องยื่นต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ภายใน 7 วัน หลังวันประกาศ ซึ่งผู้ประกอบการต้องดำเนินการเมื่อเข้าตามเงื่อนไขของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ไม่มีความเชื่อมโยงกับการจดทะเบียนเริ่มต้นธุรกิจแต่อย่างใด

                         3. ความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจากการเข้าใจผิดของหน่วยปฏิบัติและผู้ให้ข้อมูลต่อ World Bank ซึ่งกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ออกประกาศ เรื่อง การจัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้าง ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 ชี้แจงให้ผู้เกี่ยวข้องได้เข้าใจถึงข้อเท็จจริงและขั้นตอนปฏิบัติที่ถูกต้อง

     จากเหตุและข้อเท็จจริงดังกล่าว กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ขอให้ World Bank ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเริ่มต้นธุรกิจของไทยใหม่ และทบทวนการจัดอันดับที่จะประกาศ ในปี 2016 ให้เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่เนื่องจากการจัดอันดับของปี 2016 ได้ดำเนินการแล้วเสร็จตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2558 แล้ว การปรับลดตัวชี้วัดดังกล่าวจึงต้องนำไปพิจารณาจัดอันดับในปี 2017 



        นอกจากนี้ จากรายงานผลการวิจัยในปี 2016 ประเทศไทยได้ถูกเพิ่มขั้นตอนจาก 4 ขั้นตอน เป็น 6 ขั้นตอน โดยเพิ่มขั้นตอนการชำระค่าจดหนังสือบริคณห์สนธิก่อนการจัดตั้งบริษัท ซึ่งในทางปฏิบัติขั้นตอนนี้ได้รวมอยู่ในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทฯ ณ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว 

        และขั้นตอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ของกรมสรรพากร เป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้นหลังการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจและเกิดกับธุรกิจที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ ซึ่งหลังจากนี้ กรมจะร่วมมือกับ ก.พ.ร. ชี้แจงข้อเท็จจริงกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนต่างๆ ตามที่ระบุในรายงานผลการวิจัยของธนาคารโลกแก่ผู้ตอบแบบสอบถามและภาคเอกชน รวมทั้งประสานงานกับธนาคารโลกประจำประเทศไทยและสำนักงานใหญ่อย่างอย่างใกล้ชิด


                        
     อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯ ยังได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจเพิ่มมากขึ้น เช่น การให้บริการจดทะเบียนข้ามเขตจังหวัด ให้ห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดตั้งใหม่สามารถจดทะเบียนข้ามเขตทั่วประเทศ จากเดิมต้องยื่นคำขอจดทะเบียน ณ จังหวัดซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานแห่งใหญ่เท่านั้น การปรับลดเอกสารประกอบการยื่นคำขอจดเพิ่มหรือยกเลิกสำนักงานสาขาให้ผู้ขอจดทะเบียนแจ้งเฉพาะสาขาที่จะทำการเพิ่มเติม รวมถึงการขยายจำนวนบุคคลที่ผู้ขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดสามารถลงลายมือชื่อต่อหน้าได้                    เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย   หอการค้าไทย สภาวิชาชีพบัญชี และผู้ทำบัญชี ทำให้ขยายจำนวนบุคคลจากเดิม 139,399 ราย เป็น 196,923 ราย  




     ทั้งหมดนี้ นอกจากจะช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจดำเนินกิจการได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และลดภาระค่าใช้จ่าย ตลอดจนช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจแล้ว ยังมีผลต่อการจัดอันดับความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจ (Doing Business) ของธนาคารโลก อันจะส่งต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในการเข้ามาประกอบธุรกิจของนักลงทุนที่จะเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยด้วย 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อความสำเร็จของธุรกิจ SME (เอสเอ็มอี)
Share:

Related Articles

​‘พาณิชย์’ จัดงานสร้างเครือข่ายสินค้าไทย แนะใช้ FTA รุกขยายส่งออกตลาดโลก

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จัดงาน FTA Fair “สร้างเครือข่ายสินค้าไทย ขยายการส่งออกด้วยเอฟทีเอ” เปิดเวทีเจรจาสร้างเครือข่ายธุรกิจ พ..

by SME Thailand.| 30 ตค. 2020

​​Amazon Prime Day 2020) ทุบสถิติหนุนเอสเอ็มอี ด้วยยอดขายทั่วโลก 2 วัน โตกว่า 60 เปอร์เซ็นต์

อเมซอน ประกาศความสำเร็จของมหกรรมช้อปปิ้ง “อเมซอน ไพร์มเดย์ 2020” (Amazon Prime Day 2020) ที่เพื่อการส่งเสริมผู้ค้าที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลา..

by SME Thailand.| 30 ตค. 2020

​ทีเอ็มบีและธนชาต เสริมแกร่งความรู้ให้ผู้รับเหมาและวัสดุก่อสร้าง ผ่านโครงการ LEAN Supply Chain

ทีเอ็มบีและธนชาต จัดอบรม โครงการ LEAN Supply Chain by TMB I Thanachart ครั้งที่ 16 แก่ผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมผู้รับเหมาและวัสดุก่อสร้าง ให้ความร..

by SME Thailand.| 28 ตค. 2020