อุตฯ หนุนเกษตรแปรรูปเร่งพัฒนา SME ผ่านโครงการโอ-ปอย

by smethailandclub 16 ธค. 2015
Share:


    กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรในภูมิภาค ตามนโยบายOne Province One Agro-Industrial Product หรือ OPOAI โดยมุ่งส่งเสริมองค์ความรู้ให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรในภูมิภาค และสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก เผยปี 2558 โครงการฯ ได้ช่วยเหลือสถานประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรทุกประเภท จำนวน 1,041 ราย เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 3,600 ล้านบาท

    นายอาทิตย์ วุฒิคะโร ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจโลกชะลอตัว สินค้าเกษตรราคาตกต่ำ เป็นภารกิจเร่งด่วนในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยโดยมุ่งเน้นช่วยเหลือภาคธุรกิจ เอสเอ็มอีและโอทอป รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้หมุนเวียน ผ่านกองทุนและโครงการต่างๆ อย่างชัดเจน ซึ่งระยะเวลาต่อจากนี้ ล้วนมุ่งสู่การสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจภายใน ที่ระดับจุลภาคมากขึ้น

           ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรและอาหาร ซึ่งเป็นสาขาที่มีศักยภาพสูง เพราะนอกจากเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งในภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการแล้ว เมื่อมองทั้งห่วงโซ่อุปาทานยังเกี่ยวข้องกับผู้คนจำนวนมาก ที่สำคัญคือใช้วัตถุดิบผลิตผลทางการเกษตรในพื้นที่ เช่น ข้าว ยาง ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน นม ผัก-ผลไม้ต่างๆ ทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นมีการหมุนเวียน จากการรับซื้อผลผลิต การผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ การลงทุน การจ้างงาน การขนส่ง บริการ ทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจขึ้น 

    ซึ่งโครงการหนึ่งที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 คือ โครงการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในภูมิภาค หรือ OPOAI โดยวัตถุประสงค์หลักของโครงการ OPOAI คือการพัฒนาขีดความสามารถของสถานประกอบการให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น โดยการสร้างกระบวนการทำงานภายในให้เข้มแข็ง ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ ซึ่งเมื่อระบบภายในเข้มแข็งมีภูมิคุ้มกันที่ดีแล้ว ก็จะส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง และสามารถรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าได้

    โดยการดำเนินโครงการฯ มีการจัดจ้างที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้าไปให้ความช่วยเหลือปรึกษาแนะนำสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการผ่านแผนงานพัฒนาที่ถือเป็นภารกิจหลักของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ครอบคลุมตลอดโซ่อุปาทานใน 6 ด้าน เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าสู่กระบวนการพัฒนาแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง สามารถลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ 

    ประกอบด้วย 1.การบริหารจัดการโลจิสติกส์ เพื่อปรับปรุงกระบวนการทางด้านโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการขนส่งให้ต่ำลง  2. การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หรือลดต้นทุนการผลิต โดยปรับปรุงกระบวนการด้านการผลิตให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นและต้นทุนที่ต่ำลง  3.การปรับปรุงคุณภาพและการพัฒนางาน เพื่อให้มีระบบการบริหารจัดการและควบคุมคุณภาพที่ดี 4. การลดต้นทุนพลังงาน  เพื่อให้องค์กรสามารถลดต้นทุนการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาว 5.การยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์/ระบบมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความพร้อมขององค์กรในการยื่นขอรับรองมาตรฐานต่าง ๆ และ 6. กลยุทธ์ขับเคลื่อนการตลาด โดยการวางแผนการตลาด รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน


    นายอาทิตย์ วุฒิคะโร ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมถึงโครงการ OPOAI ว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการติดตามผลการดำเนินโครงการในปี 2558 ซึ่งได้พัฒนายกระดับ 158 สถานประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมกันนี้ในปี 2559 โครงการยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการรับสมัครผู้ที่ต้องการจะเข้าร่วมโครงการเพื่อพัฒนาศักยภาพของสถานประกอบการให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งจากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาจนถึงปี 2558 โครงการฯ ได้ช่วยเหลือสถานประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรทุกประเภท จำนวน 1,041 ราย สามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 3,600 ล้านบาท โดยวัดจากการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงยอดขายที่เพิ่มขึ้น


    สำหรับสถานประกอบการที่ได้เข้าร่วมโครงการโอปอยนั้น จะได้รับการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งทางโครงการโอปอย จะส่งทีมที่ปรึกษาของโครงการเข้าไปช่วยท่านในการพัฒนาซึ่งในการทำงานจะเป็นการเจาะลึกข้อมูลของสถานประกอบการการของท่านโดยเฉพาะ โดยทีมงานที่ปรึกษาจะเข้าไปศึกษาข้อมูลของสถานประกอบการจากคณะผู้บริหารของสถานประกอบการ เพื่อดูว่าสมควรที่เข้าพัฒนาในแผนงานไหนมากที่สุด เมื่อได้ข้อสรุปทางทีมที่ปรึกษาจะมีแผนการดำเนินงานให้ปฏิบัติจริง และติดตามผลพร้อมทั้งคำปรึกษาเป็นระยะ ๆ ในระยะเวลาการทำงานของที่ปรึกษาประมาณ 8-10 วันทำการ รวมระยะเวลาในการปฏิบัติงานโดยประมาณคือ 4-6 เดือน จึงจะเสร็จสิ้นโครงการ 

    ประโยชน์ที่ทางสถานประกอบการได้รับโดยตรงที่เห็นเด่นชัดมากที่สุดคือ ได้รับรู้ถึงข้อบกพร่องของสถานประกอบการเองว่ามีข้อบกพร่องอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการผลิต การบริหารงาน และอื่น ๆ ที่บางครั้งสถานประกอบการอาจจะมองไม่เห็นข้อบกพร่องนั้น ๆ  นอกจากนี้ยังได้รับการพัฒนาและแก้ไขจุดบกพร่องนั้น เป็นการเฉพาะจุดจริงๆ  นอกจากนี้แล้วทางทีมที่ปรึกษายังได้มีการวางแผนงานระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว      เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองต่อไป ที่สำคัญการให้คำปรึกษาแนะนำทั้งหมดไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ยกเว้นส่วนที่จะต้องลงทุนปรับปรุงสถานประกอบการ ซึ่งทางสถานประกอบการต้องเป็นผู้ลงทุนเอง ซึ่งผลที่ได้รับในระยะยาวนั้นคุ้มเกินคุ้มทีเดียว

                ทั้งนี้ หากสถานประกอบการใดมีความสนใจเข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อขอทราบรายละเอียดได้ที่ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทุกจังหวัด หรือสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ถนนพระรามที่  6  เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 โทร. 02 202 3173 หรือดูรายละเอียดโครงการที่ www.opoai.com

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อความสำเร็จของธุรกิจเอสเอ็มอี (SME)
Share:

Related Articles

​‘พาณิชย์’ จัดงานสร้างเครือข่ายสินค้าไทย แนะใช้ FTA รุกขยายส่งออกตลาดโลก

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จัดงาน FTA Fair “สร้างเครือข่ายสินค้าไทย ขยายการส่งออกด้วยเอฟทีเอ” เปิดเวทีเจรจาสร้างเครือข่ายธุรกิจ พ..

by SME Thailand.| 30 ตค. 2020

​​Amazon Prime Day 2020) ทุบสถิติหนุนเอสเอ็มอี ด้วยยอดขายทั่วโลก 2 วัน โตกว่า 60 เปอร์เซ็นต์

อเมซอน ประกาศความสำเร็จของมหกรรมช้อปปิ้ง “อเมซอน ไพร์มเดย์ 2020” (Amazon Prime Day 2020) ที่เพื่อการส่งเสริมผู้ค้าที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลา..

by SME Thailand.| 30 ตค. 2020

​ทีเอ็มบีและธนชาต เสริมแกร่งความรู้ให้ผู้รับเหมาและวัสดุก่อสร้าง ผ่านโครงการ LEAN Supply Chain

ทีเอ็มบีและธนชาต จัดอบรม โครงการ LEAN Supply Chain by TMB I Thanachart ครั้งที่ 16 แก่ผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมผู้รับเหมาและวัสดุก่อสร้าง ให้ความร..

by SME Thailand.| 28 ตค. 2020