เปิดโผสำรวจพบ SME ส่อแววเจ๊ง 3 หมื่นราย

by smethailandclub 16 มีค. 2016
Share:


     นักวิชาการเผย เอสเอ็มอีไทยส่อแววเจ๊ง 3 หมื่นราย ชี้ค้าปลีก-ค้าส่ง อาการหนัก แนะปรับเพิ่มช่องทางขายผ่านออนไลน์ เผยรายได้ไตรมาส 1 ลดลงครึ่งหนึ่ง 

    นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจไทย และผลประกอบการเอสเอ็มอี ไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปี 59 ว่า ปี 59 คาดว่าธุรกิจ เอสเอ็มอี มีแนวโน้มจะปิดกิจการ 20,000 -30,000 ราย จากทั้งหมด 2.7 ล้านราย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว รวมถึงธุรกิจต่างประเทศเข้ามาแข่งขันในไทยมากขึ้น และปัญหาภัยแล้งที่ทำให้ผลผลิตของภาคการเกษตรลดลง จนกระทบต่อกำลังซื้อของเกษตรกร โดยธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่อการปิดกิจการ คือ ค้าปลีก ค้าส่ง ภาคเกษตรที่ยังคงเป็นแบบดั้งเดิม ไม่มีการแปรรูปสินค้า เป็นต้น 

    ทั้งนี้ จากการสำรวจรายได้ของธุรกิจเอสเอ็มอีในไตรมาสที่1พบว่าผู้ประกอบการ 50% มีรายได้น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะรายได้ลดลง 28.9% เบื้องต้นอยากให้ผู้ประกอบการส่งเสริมให้ลดต้นทุน หรือทำตลาดผ่านการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น เพราะมีต้นทุนต่ำ ถเจาะกลุ่มผู้บริโภคได้ง่ายและเข้าถึงมากขึ้น


    “สาเหตุที่รายได้ของเอสเอ็มอีที่ลดลงกว่าที่คาดไว้ สาเหตุเนื่องจากสภาพตลาดภายในประเทศมีกำลังซื้อลดลง รวมถึงมีภาวการณ์แข่งขันที่รุนแรง, สภาพตลาดในต่างประเทศไม่เติบโตเท่าที่ควร, ต้นทุนการทำธุรกิจสูงขึ้น, ขาดบุคลากร, ขาดเงินทุน และขาดช่องทางการจัดจำหน่าย เป็นต้น ส่วนกลุ่มที่มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าที่คาดการมี 1 ใน 10 ของเอสเอ็มอีทั้งหมด โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 18.4% สาเหตุที่ทำให้รายได้เพิ่มขึ้น เกิดจากตลาดเติบโตขึ้น หรือหาตลาดได้เพิ่มขึ้น, นำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาช่วยในการผลิตและทำธุรกิจ, ปรับโครงสร้างของธุรกิจ ลดต้นทุน และปรับแผนการทำตลาด เป็นต้น"

    สำหรับแนวโน้มการทำธุรกิจในไตรมาส2 ที่ เอสเอ็มอี ให้ความสำคัญมากที่สุดคือ การลดต้นทุนในการทำธุรกิจ รองลงมาเป็นการทำตลาดโดยใช้สื่อออนไลน์, การส่งเสริมการขายและการทำตลาดเชิงรุก, การแก้ปัญหาสภาพคล่อง, การขยายตลาด, การหาพันธมิตรทางธุรกิจ, การพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ๆ 

    “การให้ความสำคัญกับการลดรายจ่ายมากกว่าเพิ่มรายได้ สะท้อนให้เห็นว่า เอสเอ็มอียังอยู่ในภาวะเตรียมพร้อมกับสถานการณ์ที่เศรษฐกิจไทยที่ยังไม่ได้ฟื้นตัวขึ้นตามที่คาดไว้ ซึ่งประเด็นที่น่ากังวลคือ เอสเอ็มอี ยังทำธุรกิจได้อยู่ แต่ก็เป็นเพียงแค่การประคองตัวเองให้อยู่รอดเท่านั้น ไม่ได้มีแผนในการพัฒนาธุรกิจในระยะยาวที่ชัดเจน ซึ่งหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป แม้เศรษฐกิจไทยจะเริ่มดีขึ้น และกำลังซื้อเริ่มกลับมา แต่ความสามารถในการแข่งขันของ เอสเอ็มอี ไทยก็จะไม่ดีขึ้นอย่างที่ควรเป็น” 

    นายเกียรติอนันต์ กล่าวว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำธุรกิจในช่วง 6 เดือนแรกประกอบด้วย เรื่องของภาวะเศรษฐกิจไทย, ความต้องการของตลาดที่ลดลง,การแข่งขันที่สูงขึ้น, ต้นทุนค่าแรงที่สูงชึ้น,ภาวะเศรษฐกิจโลก, ภัยแล้ง ที่ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น และมีผลกระทบต่อกำลังซื้อของคนในชนบทที่ลดลงด้วย เป็นต้น“

ที่มา : http://www.dailynews.co.th/economic/385854
Share:

Related Articles

​ทีเอ็มบีและธนชาต เสริมแกร่งความรู้ให้ผู้รับเหมาและวัสดุก่อสร้าง ผ่านโครงการ LEAN Supply Chain

ทีเอ็มบีและธนชาต จัดอบรม โครงการ LEAN Supply Chain by TMB I Thanachart ครั้งที่ 16 แก่ผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมผู้รับเหมาและวัสดุก่อสร้าง ให้ความร..

by SME Thailand.| 28 ตค. 2020

​TikTok ส่ง “TikTok For Business” พลิกโฉมวงการดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งไทย

การเปิดตัว “TikTok For Business” ไม่ม่เพียงแต่เป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งสำหรับนักการตลาดและนักโฆษณาทั่วโลกแต่ยังเป็นกา..

by SME Thailand.| 28 ตค. 2020

​กกพ. สนับสนุน 26 โครงการพลังงานสะอาด ภายใต้ธีม Clean Energy For Life

สำนักงาน กกพ. เปิดตัว 26 โครงการ ผู้รับทุนสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้าเพื่อกิจการภายใต้ธีม "Clean Energy For Life: ใช้พลังงานสะอาด เพื่อ..

by SME Thailand.| 28 ตค. 2020