ทิสโก้ระบุ 'ทรัมป์' คว้าชัย! กดดันตลาดหุ้น ด้าน 'ทอง-เยน-บอนด์' ได้ปัจจัยหนุนระยะสั้น

by smethailandclub 09 พย. 2016
Share:

กูรูทิสโก้เตือน ทรัมป์ คว้าชัยเลือกตั้งสหรัฐฯ กดดันตลาดหุ้นกลุ่มตลาดเกิดใหม่ แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะ Outperform ส่วน “ทอง-เยน-บอนด์” จะได้รับแรงหนุนทุนไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย แต่อาจเกิดขึ้นในระยะสั้นๆ แนะจับตาการดำเนินนโยบายของทรัมป์ในระยะยาว

นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้(Mr. Komsorn Prakobpol, Head of Strategy Unit, TISCO Economic Strategy Unit: TISCO ESU)กล่าวว่า

ชัยชนะของนายโดนัล ทรัมป์ ผู้สมัครพรรครีพับลิกัน น่าจะกดดันราคาสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้นในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ซึ่งจะถูกกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้า เช่น การตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าโดยเฉพาะจากจีน และเสนอให้ทบทวนข้อตกลงทางการค้า ทั้ง NAFTA (North American Free Trade Agreement) และWTO (World Trade Organization) ใหม่อีกครั้ง นโยบายดังกล่าวนับเป็นความเสี่ยงที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่การค้าโลกอยู่ในภาวะซบเซา

ด้าน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ น่าจะอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินเยน และยูโร แต่จะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินบาทและเงินสกุลอื่นๆ ในตลาดเกิดใหม่ ส่วนทองคำ ค่าเงินเยน และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ น่าจะได้รับผลบวกจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย

            
ราคาน้ำมันน่าจะได้รับผลบวกจากท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้นของสหรัฐฯ ต่อกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง โดยนายทรัมป์อาจพิจารณายกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน ซึ่งจะส่งผลให้อิหร่านต้องลดการส่งออกน้ำมันลงและทำให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกกลับมาตึงตัวขึ้น ส่วนราคาถ่านหินจะได้รับผลบวกจากนโยบายสนับสนุนการใช้ถ่านหิน ซึ่งในทางกลับกันจะส่งผลลบต่อราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นสินค้าทดแทน

           
 เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในภาพรวมอาจได้ผลบวกจากมาตรการกระตุ้นทางการคลัง เช่น การลดภาษี ซึ่งนายทรัมป์เสนอให้ลดอัตราภาษีรายได้บุคคลธรรมดาขั้นสูงสุดลงเป็น 25% จาก 39.6% และลดภาษีนิติบุคคลลงเป็น15% จาก 35% ซึ่งนโยบายดังกล่าวน่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวการลดภาษีลงต่ำเกินไปก็อาจเป็นการเพิ่มหนี้ภาครัฐ และเป็นความเสี่ยงต่อฐานะการคลัง ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ น่าจะ Outperform ตลาดหุ้นอื่นๆ เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์ที่กลับมาอ่อนค่า ประกอบกับนโยบายลดภาษีจะช่วยสนับสนุนกำไรของบริษัทจดทะเบียน ในขณะที่ตลาด Emerging Market จะถูกกดันจากความเสี่ยงต่อการค้าโลกจากนโยบายของนายทรัมป์ และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ในช่วงที่เหลือของปี เช่น การทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญของอิตาลี ในวันที 4 ธ.ค. และการประชุม Fed ในวันที่ 14 ธ.ค. ซึ่งเราคาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ย 25bps  

            
อย่างไรก็ดีการเคลื่อนไหวของตลาดดังกล่าวอาจเป็นแค่เพียงระยะสั้น แต่ในระยะยาวเรายังต้องจับตามองว่านโยบายต่างๆ ที่นายทรัมป์ เสนอไว้ในช่วงหาเสียงจะสามารถนำไปปฎิบัติจริงได้มากน้อยเพียงใด
Share:

Related Articles

​กรุงไทย–แอกซ่า ประกันชีวิต คว้ารางวัลสถานที่ทำงานที่น่าทำงานที่สุดในเอเชีย

บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) โดย แซลลี่ โอฮาร่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และบุปผาวดี โอวรารินท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายทรัพยา..

by SME Thailand.| 20 ตค. 2020

​​กสอ. จัดงาน โพรแพ็ค เอเชีย 2020 เปิดเวทีให้ภาคอุตสาหกรรมผลิตหาเทคโนโลยีใหม่เสริมทัพ

งานโพรแพ็ค เอเชีย ปีนี้ มีผู้ประกอบการเข้าร่วมชมงานกว่า 23,000 คน หวังใช้งานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมเป็นทางลัดพัฒนาธุรกิจ ชี้ไฮไลท์สำคัญปีนี้เน้นจัดแสดง..

by SME Thailand.| 20 ตค. 2020

​กรมเจรจาฯ เตรียมจัดงาน “สร้างเครือข่ายสินค้าไทย ขยายการส่งออกด้วยเอฟทีเอ”

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเตรียมจัดงาน “สร้างเครือข่ายสินค้าไทย ขยายการส่งออกด้วยเอฟทีเอ” เป็นปีที่ 2 ตอกย้ำความสำเร็จของโครงการที่ผ่านมา

by SME Thailand.| 19 ตค. 2020