นักเศรษฐศาสตร์ มธ. หวั่นดอกเบี้ยขาขึ้นกระทบหนัก 5 อุตฯเป้าหมาย

by smethailandclub 19 มค. 2017
Share:
นักเศรษฐศาสตร์ มธ. หวั่นดอกเบี้ยขาขึ้นกระทบหนัก 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย แนะรัฐงัดมาตรการการเงินหนุนอุตฯ หลักของไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวม


นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) คาดปลายปี 60ไทยอาจมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้สูงขึ้น ตามภาวะความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่นำโดยสหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีน ทั้งนี้การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้สูงขึ้นจะส่งผลให้กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) อาทิ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ รวมไปถึงการก่อสร้าง 
          
เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบสูงสุด โดยมีอัตราผลตอบแทนการลงทุนติดลบเฉลี่ย 1.098% เนื่องจากเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่เป็นฐานการผลิตของประเทศ ดังนั้นภาครัฐจึงควรดำเนินมาตรการการเงินอื่นๆ ควบคู่ไปกับการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อาทิ การส่งเสริมการลงทุนผ่านการให้สินเชื่อพิเศษ การลดค่าธรรมเนียมการโอนเงิน-ชำระเงิน ฯลฯ เพื่อเป็นการเหยียบคันเร่งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคตของประเทศ ตามยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0
         
ทั้งนี้ มธ. จัดงานสัมมนาในหัวข้อ "เส้นทางเศรษฐกิจไทย บนความผันผวนของเศรษฐกิจโลก" เมื่อเร็วๆ นี้ ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ 
          
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ ศรีพินิจ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปัจจุบันคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.50 ต่อปี โดยที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงเผชิญความเสี่ยงด้านต่างประเทศ อาทิ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา แนวนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และการเมืองในยุโรป ซึ่งอาจส่งผลให้ไทยมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้สูงขึ้นในช่วงปลายปี 2560 เพื่อปรับสมดุลและรับมือกับภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายตามความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
          
ทั้งนี้ หากประเทศไทยมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้สูงขึ้น เท่ากับว่าต้นทุนทางการเงินและต้นทุนในการประกอบการอื่นๆ ของภาคเศรษฐกิจจะสูงขึ้นด้วย โดยแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบแตกต่างกันไป ซึ่งผลจากงานวิจัย "ผลของนโยบายการเงินต่อระบบเศรษฐกิจ: ฝนตกไม่ทั่วฟ้า" ซึ่งศึกษาผลกระทบของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่ออัตราผลตอบแทนในภาคเศรษฐกิจมาเป็นระยะเวลา 24 เดือน พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) อาทิ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ รวมไปถึงการก่อสร้าง เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากการขึ้นดอกเบี้ย โดยมีอัตราผลตอบแทนการลงทุนติดลบเฉลี่ย 1.098% เนื่องจากเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่เป็นฐานการผลิตของประเทศ
          
ในขณะเดียวกันกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ อาทิ อุตสาหกรรมกระดาษและสิ่งพิมพ์ การท่องเที่ยวและการพักผ่อน การบริการทางการแพทย์ กลุ่มยา และพาณิชยกรรม มีอัตราผลตอบแทนการลงทุนติดลบเฉลี่ยเพียง 0.339% เนื่องจากเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจน้อย อันสะท้อนให้เห็นว่าการใช้เครื่องมือดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างสมดุลในระบบเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาครัฐจึงควรดำเนินมาตรการการเงินอื่นๆ ควบคู่ไปกับการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อาทิ การส่งเสริมการลงทุนผ่านการให้สินเชื่อพิเศษ การลดค่าธรรมเนียมการโอนเงิน-ชำระเงิน ฯลฯ เพื่อเป็นการเหยียบคันเร่งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคตของประเทศ ตามยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0
          
นอกจากผลกระทบในภาคอุตสาหกรรมข้างต้น การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังส่งผลกระทบในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยแตกต่างกันไป อันเนื่องมาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงกันทางเศรษฐกิจของแต่ละภูมิภาค โดยผลงานวิจัยระบุว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมีประสิทธิภาพในการควบคุมระดับเงินเฟ้อสูงที่สุดในภาคกลาง มีผลอย่างอ่อนๆ ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก และไม่มีประสิทธิภาพสำหรับภาคตะวันตก และภาคใต้ เพราะฉะนั้นนอกจากการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เกิดความสมดุลของเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศแล้ว ภาครัฐควรศึกษาและดำเนินมาตรการการเงินที่สอดคล้องกับกิจกรรม และภาวะทางเศรษฐกิจของแต่ละภูมิภาคไปพร้อมกัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในภาพย่อย อันจะสะท้อนกลับมาเป็นเศรษฐกิจในภาพใหญ่ที่ยั่งยืน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ กล่าว
Share:

Related Articles

​เอพี ไทยแลนด์ คาดยอดโอนในปี 2563 สูงถึง 4.6 หมื่นล้านบาท มั่นใจขึ้นแท่นเบอร์ 1 อสังหาฯ

เอพีประกาศความสำเร็จก้าวข้ามผ่านวิกฤตมาได้อย่างสวยงาม มุ่งสู่การเป็นเบอร์ 1 ในอุตสาหกรรม คาดยอดโอนรวมปี 63 สูงถึงประมาณ 46,000 ล้านบาท โตกว่า 40 เปอ..

by SME Thailand.| 21 มค. 2021

​กรุงศรีออกมาตรการเพิ่มเติมช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) ออกมาตรการเร่งด่วนเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือลูกค้าครอบคลุมทุกกลุ่ม ทั้งลูกค้าบุคคล ลูกค้าผ..

by SME Thailand.| 21 มค. 2021

​TQM มอบเงินสมทบทีมแพทย์สมุทรสาครสู้ภัยโควิด-19 พร้อมผนึก 2 แอปฯ ให้ลูกค้าปรึกษาแพทย์ออนไลน์ฟรี

บมจ.ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น มอบเงินสมทบกองทุน ‘คนสมุทรสาครรวมใจสู้ภัย Covid-19’ เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์รพ.สนาม และช่วยเหลือทีมแพทย์และเจ้าหน้า..

by SME Thailand.| 20 มค. 2021