SMEs มีเฮ! กระทรวงอุตฯ เตรียมดีเดย์ปล่อยเงินกู้กองทุ นประชารัฐ 2 หมื่นล้าน ดอกเบี้ยต่ำ

by smethailandclub 14 เมย. 2017
Share:

กระทรวงอุตฯ โดย กสอ. ร่วมกับจังหวัด เคาะหลักเกณฑ์กองทุนพัฒนาเอสเอ็ มอีตามแนวประชารัฐ เตรียมอัดฉีด SMEs เบื้องต้น จังหวัดละ 100 ล้านบาท และ 10 กลุ่มอุตฯ S-Curve ตามหลักการ Local Economy

กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เผยความคืบหน้ากองทุนพั ฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ในวงเงิน 20,000 ล้านบาท จากนโยบายของรัฐบาล โดยความคืบหน้าล่าสุดได้ร่วมกั บจังหวัดจัดการประชุมคณะอนุ กรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็ มอีตามแนวประชารัฐ ในระดับจังหวัด เพื่อพิจารณาคัดเลือกยุทธศาสตร์ และประเภทธุรกิจเป้าหมายของจั งหวัดที่จะให้การสนับสนุนสินเชื่ อพร้อมประกาศให้เอสเอ็มอีในพื้ นที่รับทราบและยื่นคำขอกู้เงิ นกองทุน โดยเบื้องต้นได้แบ่งการจั ดสรรกองทุนให้กับจังหวัดต่าง ๆ โดยคำนวณตามหลักการกระจายการพั ฒนาให้ทั่วถึงและสัดส่วนมูลค่ าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มธุรกิจเป้ าหมายที่เป็นกลุ่ม 10 S-Curve และกลุ่มที่จะยกระดับและพั ฒนาไปสู่ 10 S-Curve รวมทั้ง ธุรกิจที่มีความสำคัญในการพั ฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัด โดยจะเริ่มนำร่องในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก เชียงใหม่ สงขลา และชลบุรี ภายในวันที่ 20 เมษายนนี้ และคาดว่าในกลางเดื อนพฤษภาคมจะเริ่มรับคำขอและอนุ มัติกองทุนให้ผู้ประกอบการได้ นำไปพัฒนากิจการของตนได้

ดร.สมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมี นโยบายและมาตรการการพัฒนาผู้ ประกอบการวิสาหกิ จขนาดกลางและขนาดย่อมด้วยการจั ดตั้งกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี ตามแนวประชารัฐวงเงิน 20,000 ล้านบาทนั้น ขณะนี้ได้มีความคืบหน้าในส่ วนของการดำเนินการต่าง ๆ ไปถึงในระดับจังหวัดเป็นที่เรี ยบร้อยแล้ว โดยล่าสุดได้มีการประชุมร่วมกั นระหว่างคณะอนุกรรมการในระดับส่ วนกลาง ได้แก่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิ จขนาดกลางและขนาดย่อมแห่ งประเทศไทย (ธพว.) ร่วมกับคณะอนุกรรมการบริ หารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวป ระชารัฐประจำจังหวัด ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ร่วมหารือพร้ อมทำความเข้าใจถึงหลักเกณฑ์ การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพด้ านต่าง ๆ ให้แก่ผู้ประกอบการ รวมถึงหลักในการวิเคราะห์ ความเป็นไปได้และการกำหนดรู ปแบบวงเงินที่สมควรอนุมัติ

ดร.พสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดำเนิ นการกองทุน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกรอบวงเงินและเป้ าหมายการให้ความช่วยเหลือส่ งเสริมสนับสนุนเอสเอ็มอีนั้น เบื้องต้นได้แบ่งไว้ทั้งหมด 3 ส่วน โดยส่วนแรกได้จัดสรรให้ได้รั บในจำนวนที่เท่ากันทุกจังหวัด เพื่อให้สอดคล้องกับหลั กการกระจายการพัฒนาให้ทั่วถึงทุ กพื้นที่ คือ จังหวัดละ 100 ล้านบาท ส่วนที่สองคือการจัดสรรตามสัดส่ วนของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจั งหวัด (GPP) ซึ่งได้จำนวนและวงเงินที่จั ดสรรแตกต่างกันไปตาม 4 กลุ่ม คือ


·     กลุ่มที่ 1 GPP ไม่เกิน 100,000 ล้านบาท ได้รับจัดสรร 62 ราย วงเงิน 186 ล้านบาท (54 จังหวัด)
·     กลุ่มที่ 2 GPP ตั้งแต่ 100,001 – 500,000 ล้านบาท ได้รับจัดสรร 68 ราย วงเงิน 204 ล้านบาท (19 จังหวัด)
·     กลุ่มที่ 3 GPP ตั้งแต่ 500,001 ล้านบาท ขึ้นไปได้รับจัดสรร 75 ราย วงเงิน 225 ล้านบาท (3 จังหวัด)
·     กรุงเทพฯ GPP 4,437,405 ล้านบาท ได้รับจัดสรร 85 ราย วงเงิน 255 ล้านบาท
           ส่วนสุดท้ายคือ เงินสำรองในส่วนกลางที่ จะทำการจัดสรรเพื่อการร่วมลงทุน และสำหรับกิจการที่มีความสำคั ญที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ของโครงการ และกลุ่มธุรกิจหลักที่เป็นกลุ่ม 10 S-Curve หรือที่เชื่อมโยงและจะพัฒนาไปสู่ กลุ่ม 10 S-Curve หรือธุรกิจที่มีความสำคัญเชิงยุ ทธศาสตร์ในการพัฒนาเศรษฐกิ จและสังคมของจังหวัดที่บางพื้ นที่อาจมีความต้องการเพิ่มเติม ซึ่งจะจัดสรรให้ในโอกาสต่อไปอี กกว่า 3,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ธุรกิจที่ไม่เข้าข่ายในการให้ การสนับสนุน ได้แก่ ธุรกิจที่เกี่ยวกับการพัฒนาอสั งหาริมทรัพย์ ธุรกิจผิดกฎหมาย ขัดต่อศีลธรรมอันดีของสังคม




นายพรเทพ การศัพท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ อำนวยการกองทุนไปพลางก่อนได้ให้ รายละเอียดเพิ่มเติมในส่วน หลักเกณฑ์การคัดเลือกเอสเอ็มอี เข้าโครงการ ว่าอำนาจการพิจารณาทั้งหมดจะขึ้ นอยู่กับคณะอนุกรรมการบริ หารกองทุนเอสเอ็มอี ตามแนวประชารัฐประจำจังหวัดต่าง ๆ เป็นหลัก ซึ่งรวมทั้งกรุงเทพฯ โดยการพิจารณาเอสเอ็มอีที่มีคุ ณสมบัติเบื้องต้นที่เข้าข่ายได้ รับการสนับสนุน ซึ่งกำหนดไว้ 10 ข้อ จะดำเนินการโดยสำนักงานอุ ตสาหกรรมจังหวัด ร่วมกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิ จขนาดกลางและขนาดย่อม (SME Development Bank) แล้วทำการคัดเลือกพร้อมจัดเรี ยงตามลำดับความสำคัญก่อนหลั งตามผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ของจั งหวัด เพื่อเสนอเข้าพิจารณาในคณะอนุ กรรมการบริหารประจำจังหวัด จากนั้นเข้าสู่กระบวนการวิ เคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ ก่อนส่งต่อไปวิเคราะห์ทางการเงิ น ซึ่งวงเงินสินเชื่อต่อรายนั้ นอยู่ที่สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท โดยกำหนดให้วงเงินสินเชื่อไม่ เกิน 3 ล้านบาทต่อราย มีสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของวงเงินรวมของจังหวัดที่ได้รั บจัดสรร และวงเงินที่เกิน 3 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 10 ล้านบาท ร้อยละ 25 ของวงเงินรวม รวมถึงต้องเป็นธุรกิจที่มี ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในลำดั บสูงของจังหวัด ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 1 ต่อปี   ตลอดอายุสัญญา แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงจะเป็ นไปตามประกาศของคณะกรรมการบริ หารกำหนด 

อย่างไรก็ตาม กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี ตามแนวประชารัฐ วงเงิน 20,000 ล้านบาทนี้ ไม่ได้เป็นเพียงกองทุนเพื่ อการปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอี นำไปปรับปรุงและพัฒนากิจการเท่ านั้น แต่หลังจากที่ผู้ประกอบการได้รั บกองทุนดังกล่าวนี้ไปแล้ว จะยังได้รับการช่วยเหลือจากหน่ วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดหน่ วยงานภาครัฐและเอกชนในท้องถิ่ นต่างๆ เช่น สภาอุตสาหกรรมฯ สภาหอการค้าฯ สมาพันธ์เอสเอ็มอี สถาบันการศึกษา และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้ องในพื้นที่เข้ามาช่วยส่งเสริ มและพัฒนาทั้งในด้านการบริหารจั ดการองค์กร  ด้านบัญชีและการเงิน ด้านการตลาด ด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล ด้านการเพิ่มผลิตภาพ ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้านมาตรฐาน หรือด้านอื่น ๆ ตามสภาพปัญหาที่เอสเอ็มอีกำลั งประสบ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจบรรลุ ผลและได้รับประโยชน์สูงสุด


โดยพร้อมนี้กรมส่งเสริมอุ ตสาหกรรมได้ขอให้สำนักงานอุ ตสาหกรรมจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด และหน่วยงานเครือข่ายของศูนย์ สนับสนุนและช่วยเหลือ SME หรือ ศูนย์ Rescue เดิม ได้เร่งประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้และสร้างความเข้ าใจให้ผู้ประกอบการได้ทราบถึ งแนวนโยบายกองทุนและยุทธศาสตร์ ต่างๆ จากภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ให้เอสเอ็มอีมีความเข้ าใจในกฎเกณฑ์และแนวทางต่างๆ มากขึ้น ทั้งนี้ กองทุนดังกล่าวได้เริ่มนำร่ องและหารือในพื้นที่ เริ่มจากวันที่ 20 เมษายนนี้เป็นต้นไปแล้วที่จั งหวัดพิษณุโลกเป็นแห่งแรก ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดให้ ความสำคัญค่อนข้างมาก และขณะนี้จังหวัดต่าง ๆ ได้เริ่มทยอยกำหนดวัน โดยคาดว่าภายในกลางเดื อนพฤษภาคมนี้ จะได้เริ่มกระบวนการรับคำขอเพื่ ออนุมัติวงเงินในทุกจังหวัด และอนุมัติกองทุนให้ผู้ ประกอบการได้นำไปพัฒนากิ จการของตนได้ทันที


สำหรับผู้ประกอบการที่ สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาค ศูนย์สนับสนุนและช่วยเหลือ SME ทั่วประเทศ หรือที่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ถนนพระรามที่ 6 ราชเทวี โทรศัพท์ 0 2202 4508-9
Share:

Related Articles

​กรมเจรจาฯ เตรียมจัดงาน “สร้างเครือข่ายสินค้าไทย ขยายการส่งออกด้วยเอฟทีเอ”

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเตรียมจัดงาน “สร้างเครือข่ายสินค้าไทย ขยายการส่งออกด้วยเอฟทีเอ” เป็นปีที่ 2 ตอกย้ำความสำเร็จของโครงการที่ผ่านมา

by SME Thailand.| 19 ตค. 2020

​SEAC รีเฟรมธุรกิจ รับมือหลังวิกฤต ปรับมุมคิดพลิกมุมมองด้วย Outward Mindset

ผลจากวิกฤตการณ์ช่วงที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าอนาคตเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ยาก ไม่มีใครมีคำตอบแน่ชัด สิ่งที่ทำได้คือการโอบกอดความไม่แน่นอน แล้วปรับตัวให้..

by SME Thailand.| 19 ตค. 2020

​ม.อ. - SME D Bank – ก.อุตฯ วช. ร่วมติดปีกเอสเอ็มอีด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม

ม.อ. SME D Bank ก.อุตฯ และ วช.ผนึกกำลังจัดมหกรรม"BCG เศรษฐกิจใหม่ประเทศไทยยั่งยืนInnovation bazaar" ครั้งที่ 2 เสริมแกร่งเอสเอ็มอีไทย นำผล..

by SME Thailand.| 19 ตค. 2020