มาคนเดียว แต่ไม่โดดเดี่ยว co-living pace ไลฟ์สไตล์ใหม่ เอาใจฟรีแลนซ์

by SME Startup 15 สค. 2019
Share:
Text : Vim




Main Idea
 
  • หลังจากที่มี co-working space พื้นที่บริการสำหรับนั่งทำงานไปแล้ว ล่าสุดก็มี co-living space เทรนด์ที่อยู่อาศัย ของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ผุดขึ้นมา และขยายมายังหลายเมืองใหญ่ในเอเชีย โดยเฉพาะฮ่องกง
 
  • co-living space ตอบโจทย์คนกลุ่มมิลเลนเนี่ยลทำงานอิสระที่ต้องการที่พักราคาไม่แพง แม้จะขาดความเป็นส่วนตัว แต่ก็ทำให้มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์การทำงานระหว่างคนมาพักด้วยกัน   
 
 


     เราอาจจะคุ้นเคยกับธุรกิจ co-working space ซึ่งเป็นบริการพื้นที่สำหรับทำงานชั่วคราว และกลายเป็นธุรกิจที่ขยายไปในหลายประเทศทั่วโลก แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีธุรกิจหนึ่งที่ผุดขึ้นมาโดยเป็นผลจากภาวะสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน ธุรกิจที่ว่าคือ co-living space หรือ co-housing ที่พบเห็นตามเมืองใหญ่โดยเฉพาะเมืองที่มีค่าครองชีพสูง

     co-living space คือเทรนด์ที่อยู่อาศัยที่กำลังเป็นที่นิยมของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ลักษณะคล้าย hostel คือการแชร์ห้องพักกับคนแปลกหน้าในลักษณะคล้ายหอพักนักเรียนที่นอนรวมกันหลายคน โดยมีล็อคเกอร์ส่วนตัวให้ มีห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนั่งเล่นเป็นพื้นที่ส่วนกลางใช้ร่วมกัน แต่ hostel มักเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะสั้น ขณะที่ co-living space เน้นกลุ่มที่เข้าพักนานนับเดือนขึ้นไป เรียกง่ายๆ ว่าเป็นการเช่าเตียงนอนรายเดือน มีรูมเมทหรือคนแปลกหน้าที่แชร์ห้องนอนเดียวกัน ไม่มีความเป็นส่วนตัวเหมือนการเช่าอพาร์ทเมนต์หรือบ้านพัก

     co-living space ส่วนใหญ่จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกค่อนข้างพร้อม อาทิ สัญญาอินเทอร์เน็ตไร้สาย ของใช้ในห้องน้ำ แชมพู สบู่ กระดาษชำระ ห้องซักรีด ไปจนถึงการจัดแม่บ้านมาทำความสะอาดห้องให้ และบางที่มีบริการอาหารเช้า เช่น ชา กาแฟ ขนมปัง และบะหมี่สำเร็จรูป  เป็นต้น

     ลูกค้าหลักของ co-living space โดยมากเป็นคนหนุ่มสาววัย 23-28 ปี คนกลุ่มมิลเลนเนี่ยลทำงานอิสระที่เรียกว่า Digital Nomad หรือคนที่ใช้ชีวิตท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ และหารายได้จากระบบออนไลน์โดยมีเพียงแล็ปท็อปกับอินเทอร์เน็ทเป็นเครื่องมือทำมาหากินจำนวนมากเป็นกลุ่ม Tech Startup หรือฟรีแลนเซอร์

     เนื่องจากค่าครองชีพตามเมืองใหญ่ทั่วโลกสูงขึ้น การเช่าที่อยู่อาศัยแบบเอกเทศมีราคาแพง การเกิดขึ้นของ co-living space จึงตอบโจทย์ของลูกค้ากลุ่มนี้ที่ต้องการแค่ที่พักในราคาไม่แพง การขาด privacy หรือความเป็นส่วนตัวไม่ใช่ปัญหาเพราะคนรุ่นใหม่มักปรับตัวง่ายในการอาศัยร่วมกับคนอื่น นอกจากนั้น co-living space ยังเป็นเสมือนศูนย์รวมของคนที่ทำอาชีพอิสระได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์การทำงานระหว่างกัน

     บริการ co-living space หลายแห่งเริ่มต้นที่เมืองใหญ่ในสหรัฐฯ อาทิ นิวยอร์ก ซานฟรานซิสโก แอลเอ ชิคาโก ซีแอทเทิ้ล และวอชิงตันดีซี โดยมีผู้ให้บริการที่เข้ามาจับธุรกิจนี้ ได้แก่ Common, Ollie, Quarters, Startcity, X Social Communities และ WeLive โดยแบรนด์หลังสุดนี้ก่อนหน้านั้นเคยทำธุรกิจ co-working space ในชื่อ WeWork มาก่อนจนโด่งดัง ก่อนหันมาทำ co-living space โดยปัจจุบัน WeLive ให้บริการเช่าเตียงกว่า 3,000 เตียงในเมืองใหญ่ของสหรัฐฯ และมีแผนเพิ่มจำนวนเตียงเพื่อให้พอรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

     ไปดูธุรกิจ co-living space ของ Podshare ที่มองเห็นช่องว่างจากอัตราค่าเช่าบ้าน/ที่พักอาศัยซึ่งแพงลิ่ว แถมยังหายาก จึงผุดธุรกิจนี้ โดยปัจจุบันมีบริการ 6 จุดในแอลเอ และ 1 จุดในซานฟรานซิสโก รวมประมาณ 220 เตียง สตีเฟน จอห์นสัน เจ้าของเอเจนซี่โฆษณาออนไลน์วัย 27 ปีเล่าว่าเขาเคยเช่าห้องพักเป็นห้องสตูดิโอพื้นที่คับแคบไม่ถึง 200 ตารางฟุตในราคา 1,750 เหรียญต่อเดือน ภายหลังย้ายมาอยู่ PodShare ได้เกือบครึ่งปีแล้ว โดยจ่ายค่าเช่าเดือนละ 1,200 เหรียญ ประหยัดได้มาก มีพื้นที่ส่วนกลางให้ใช้กว้างขวางขึ้น และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบเพียงแค่แลกกับความเป็นส่วนตัวบ้างซึ่งเขามองว่าคุ้มค่า 

     ธุรกิจ co-living space ยังได้ขยายมายังหลายเมืองใหญ่ในเอเชีย โดยเฉพาะฮ่องกง เกาะที่ได้รับการจัดอันดับว่าราคาอสังหาริมทรัพย์แพงสุดในโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 9 แล้ว อย่างไรก็ตาม ราคาที่พักอาศัยแพงอาจเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่สำหรับฮ่องกงยังมีเหตุผลอื่นรองรับ ข้อมูลระบุ ร้อยละ 76 ของประชากรฮ่องกงอายุ 18-35 ปีซึ่งเป็นวัยมิลเลนเนี่ยลยังคงอาศัยอยู่กับพ่อแม่หรือครอบครัว แต่คนกลุ่มนี้ทะยอยออกมาใช้ชีวิตเองโดยเช่า co-living space อยู่มากขึ้น โดยส่วนหนึ่งต้องการแสวงหาการใช้ชีวิตอย่างอิสระ

     ข้อมูลระบุ ทั่วเกาะฮ่องกงมีบริการ co-living space ประมาณ 15 แห่ง โดยเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัวในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น นอกจากราคาค่าเช่าที่พอจะจ่ายได้โดยเริ่มต้นที่ 3,500 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อเดือน co-living space ยังทวีความนิยมเนื่องจากได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ยกตัวอย่าง มิเชล เฉา หวัง อยู่ Tech Startup สาวชาวฮ่องกงวัย 25 ปีก็เลือกที่จะออกจากอ้อมกอดครอบครัวเพื่อมาเช่าที่พักที่เธอสามารถจ่ายได้โดยยอมอยู่ร่วมกับคนอื่น เช่นเดียวกับดอน ชู หนุ่มฮ่องกงวัย 22 ปีที่เพิ่งเริ่มทำงานเลี้ยงตัวเองก็ต้องการแยกจากแฟลตของครอบครัวที่คับแคบแต่ไม่ต้องการจ่ายค่าที่พักแพงจึงเลือกเช่า co-living space

     ไม่เพียงเป็นทางเลือกสำหรับชาวฮ่องกงที่ต้องการแยกตัวมาใช้ชีวิตอิสระจากครอบครัว co-living space ยังเป็นรูปแบบที่พักอาศัยที่ชาวต่างชาติอายุน้อยที่มาทำงานในฮ่องกงเลือก เช่น เอเดรียล โจโครซาปุโตร หนุ่มอินโดนีเซียวัย 25 ปีที่มาฝึกงานในฮ่องกงและได้งานประจำทำก็เลือกที่พักแบบอยู่ร่วมกับรูมเมทอีก 7 คน เป็นชาวต่างชาติทั้งหมดจากสิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ อินเดีย อังกฤษ และเม็กซิโก โดยห้องพักของเขาลักษณะเหมือนหอพักมีเตียง 2 ชั้น 4 เตียง และมีพื้นที่ส่วนกลางให้ เอเดรียลกล่าวว่าการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นในพื้นที่จำกัดเช่นนี้มีข้อดีอยู่อย่างคือทำให้กลายเป็นคนไม่สะสมสมบัติ เสื้อผ้าก็ใช้ไม่กี่ชุด จึงทำให้คล่องตัวหากต้องย้ายไปที่อื่น
 
 
     ที่มา : https://edition.cnn.com/2019/07/05/success/podshare-co-living/index.html
www.vox.com/recode/2019/5/29/18637898/coliving-shared-housing-welive-roommates-common-quarters
 
 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจ Startup
 
Share:

Related Articles

​เม็ดเงินลงทุนธุรกิจร้านกาแฟในอินโดนีเซียสะพัด เมื่อทุน VC หนุน Startup หลังปรับ Business Model แล้วเวิร์ค

เบื้องหลังความสำเร็จของ 2 คาเฟ่ดาวเด่นอินโด Kopi Kenangan และ Fore Coffee ที่ทำให้สามารถระดมทุนจาก VC ได้หลายล้านบาท

by SME Startup| 17 กย. 2019

​พลิกจาก Tech Startup สู่ Food Startup โอกาสของหนุ่มสาวเอเชียในซิลิคอล วัลเลย์

เมื่อ Tech Startup เอเชียในซิลิคอล วัลเลย์ มองเห็นโอกาสจึงผันตัวตัวเข้าสู่ธุรกิจร้านอาหารกันมากมาย

by SME Startup| 16 กย. 2019

​MASH หยิบเห็ดหิมะมาทำเครื่องดื่ม เจาะเทรนด์คนรักสุขภาพ

ท่ามกลางคู่แข่งขันที่มากหน้าหลายตาการที่จะสามารถแทรกเข้าไปอยู่ในตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพได้ จำเป็นต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้านั้น เหมือนดังเช..

by SME Startup| 12 กย. 2019