นี่สิเจ๋ง! 10 แบรนด์ดังที่เริ่มต้นจากงานเสริมแต่กลายเป็นธุรกิจพันล้าน

by SME Startup 23 มิย. 2020
Share:
Text : vim viva
 

 

Main Idea
 
  • หลายคนอาจจะได้ยินคำว่า “side hustles” ซึ่งหมายถึงการมีงานประจำอยู่แล้วแต่ยังทำอาชีพอิสระนอกเวลางานเพื่อหารายได้เสริม ช่วงหลังมานี้จะเห็นว่า side hustles เป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถแปรอาชีพเสริมให้เป็นอาชีพหลักทำเงินเป็นล่ำเป็นสัน
 
  • เชื่อหรือไม่ว่าหลายแบรนด์ที่มีชื่อเสียงมูลค่าร้อยล้านพันล้าน ล้วนมีกำเนิดจาก side hustles ไม่ว่าจะเป็น Apple, Facebook, Twitter, Instagram และแบรนด์อื่นๆ มาดูกันว่าแต่ละแบรนด์มีจุดเริ่มต้นอย่างไร 



     1. Apple
 

        เกิดจากผู้ร่วมก่อตั้ง 2 คน ก่อนกลายมาเป็นแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก สตรีฟ จ๊อบส์ ตอนนั้นทำงานกะ
กลางคืนที่บริษัทอาตาริ และสตีฟ วอซเนียก เป็นวิศวกรประจำบริษัทเอชพี ในช่วงเวลาว่าง คู่หูทั้งสองจะขลุกอยู่ในโรงรถเพื่อออกแบบและประกอบคอมพิวเตอร์โดยใช้ชิ้นส่วนจากอาตาริ คอมพิวเตอร์ Apple I ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นแรกถือกำเนิดในโรงรถนี่เอง กระทั่งในอีก 20 กว่าปีต่อมา แอปเปิลก็กลายเป็นแบรนด์ที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมเทคโนโลยี จ๊อบส์และทีมงานรังสรรค์อุปกรณ์ต่างๆ ที่เรียกได้ว่าล้ำยุคออกมา เช่น เครื่องเล่นเอ็มพี 3 ซึ่งพัฒนาเป็น iPod และสมาร์ทโฟน iPhone อันโด่งดัง
 

     2. Facebook

        จุดกำเนิดของโซเชี่ยลมีเดียที่มีผู้ใช้งานเกือบ 2,500 ล้านคนทั่วโลกอยู่ที่หอพักมหาวิทยาลัย ปี2003 มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่ฮาร์วาร์ด เขาสร้างเว็บไซต์ Facemash ขึ้นเพื่อให้เพื่อนนักศึกษาได้โหวตว่าคนไหนสวย คนไหนหล่อ แต่เว็บไซต์ถูกปิดใน 2 วัน แต่นั่นก็เป็นแรงบันดาลใจให้เขาและเพื่อนอีก 3 คนสร้างเว็บไซต์เครือข่ายสังคมในชื่อ Facebook ขึ้นเมื่อปี 2004 จากที่ใช้เฉพาะในหมู่นักศึกษาฮาร์วาร์ดก็ขยับขยายไปสู่สังคมภายนอก และขึ้นแท่นโซเชียลมีเดียที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก
 

     3. Instagram

         
ปี 2009 เควิน ซิสตรอม ผู้ร่วมก่อตั้งอินตาแกรมทำงานที่ Nextstop.com ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ ช่วงเลิกงาน และวันหยุด เขาจะใช้เวลาเรียนรู้การเขียนโปรแกรมและเข้ารหัส เขาเคยพัฒนา Burbn แอปพลิเคชั่นเช็คอินในสมาร์ทโฟนที่เน้นการลงภาพ หลังระดมทุนได้ 500,000 ดอลลาร์ เขาก็ลาออกจากงานประจำ และจ้างไมค์ ครีเกอร์มาทำงานด้วย ทั้งคู่เปิดตัวอินสตาแกรมในปี 2010 และในสัปดาห์แรกก็มีผู้ใช้งาน 100,000 ราย อีก 2 ปีต่อมา เฟซบุ๊กก็เข้าซื้อกิจการอินสตาแกรมเป็นเงิน 1,000 ล้านดอลลาร์ ปัจจุบัน อินสตาแกรมมีผู้ใช้งานทั่วโลกกว่า 1,000 ล้านคน
 

     4. Twitter

        เป็นอีกหนึ่งโซเชียลเน็ตเวิร์กที่เกิดจากโปรเจกต์ทดสอบ ในปี 2005 แจ็ค ดอร์ซีย์เริ่มงานโปรแกรมเมอร์ที่ Odeo  แพลทฟอร์มสำหรับพอดคาสต์ หนึ่งปีต่อมา บริษัทต้องมีอันสะดุดเนื่องจากแอปเปิลเริ่มนำพอดคาสต์มาลงใน iTunes อีแวน วิลเลียมส์ ซีอีดอ Odeo รับมือด้วยการจัดงาน hackathon เพื่อให้โปรแกรมเมอร์และคนในวงการไอทีมาระดมสมองคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ในงานนี้เองที่ดอร์ซีย์ได้พัฒนา twittr เว็บไซต์ที่เอื้อให้ผู้คนสามารถอัพเดตสเตตัสแบบเรียลไทม์ หลังจากนั้น twittr ก็กลายเป็นโปรเจกต์นอกเวลางานที่เขาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และท้ายที่สุดก็มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนกค. 2006 พร้อมกลับเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Twitter ปีต่อมา ดอร์ซีย์ลาออกจาก Odeo เพื่อมาตั้งบริษัทเอง ปัจจุบัน Twitter มีผู้ใช้งานทั่วโลกทุกวัน วันละ 152 ล้านราย 


     5. Under Armour 

         ก่อตั้งขึ้นในทศวรรษ ’90 ซึ่งตอนนั้นเควิน แพลงค์ยังเป็นนักอเมริกันฟุตบอลประจำมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ แรงบันดาลใจมาจากปัญหาที่ประสบในการสวมเสื้อกีฬาผ้าฝ้ายแล้วเวลาเหงื่อออก เสื้อมักแนบตัว สร้างความรำคาญ เขาจึงพัฒนาเสื้อที่ไม่อมเหงื่อขึ้น จนได้เป็นเสื้อต้นแบบ หลังจากเรียนจบ เขาปั้นแบรนด์ Under Armour โดยใช้ชั้นใต้ดินที่บ้านคุณย่าเป็นสถานที่ทำงาน แบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักหลังจากเขาส่งชุดไปให้บรรดานักอเมริกันฟุตบอล NFL ลองใช้ จนถึงขณะนี้ Under Armour ก็กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ชุดกีฬาชั้นนำระดับโลก ทำรายได้ 5,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2019 ที่ผ่านมา
 

     6. WeWork

        ธุรกิจหลักของอดัม นิวแมนน์คือการบริหารบริษัท Krawlers ซึ่งเป็นธุรกิจผลิตเสื้อผ้าเด็กในบรู้คลินนิวยอร์ก นิวแมนน์คิดหาหนทางที่จะเพิ่มรายได้ จับพลัดจับผลู เขาได้รู้จักมิเกล แมคเคลวีย์ สถาปนิกที่ทำงานในตึกเดียวกัน ทั้งคู่สังเกตว่าในตึกมีพื้นที่ว่างจำนวนมาก จึงชักชวนกันตั้งบริษัท Green Desk ในปี 2008 จัดสรรพื้นที่สำนักงานให้เช่า ต่อมาจึงขายบริษัทให้เจ้าของตึก ก่อนไปเปิด WeWork ที่เน้นบริการ co-working space โดยมีนิวแมนน์นั่งแท่นซีอีโอ WeWork เติบโตเร็วมาก ใช้เวลาไม่ถึง 10 ปีก็ก้าวเข้าสู่การเป็นสตาร์ทอัพ Startup iะดับยูนิคอร์น มีสาขาและกำลังจะเปิดรวมเกือบ 800 แห่งใน 124 ประเทศทั่วโลก
  

     7. The Khan Academy

        ติวเตอร์ออนไลน์ที่ก่อตั้งโดยซาล ข่าน หนุ่มอเมริกันเชื้อสายอินเดีย ย้อนหลังไปปี 2004ข่านทำงานด้านไฟแนนซ์ในกองทุนเก็งกำไรแห่งหนึ่ง แต่เขามักใช้เวลาว่างในการติววิชาต่างๆ ให้กับลูกพี่ลูกน้องซึ่งอยู่ต่างรัฐโดยผ่าน Yahoo Doodle โปรแกรมขีดเขียนออนไลน์ของยาฮู จากนั้น ก็มีญาติๆ มาขอติวกับเขามากขึ้น เขาจึงเริ่มเปลี่ยนวิธีการติวด้วยการอัดวิดีโออธิบายในแต่ละหัวข้อ แล้วอัพโหลดลงในยูทูบ ปี 2008 เขาได้ตั้ง Khan Academy ขึ้นมา และใช้เวลาว่างจากงานประจำในการทำคลิปเพื่อถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับวิชาต่างๆ แก่คนทั่วไป ท้ายที่สุดเขาก็ลาออกจากงานเพื่อทุ่มเทให้กับการสร้างองค์กรไม่แสวงกำไร Khan Academy กลายเป็นห้องเรียนออนไลน์ที่ใหญ่ มีนักเรียนทั่วโลก และอยู่ได้ด้วยเงินบริจาค โดยมีผู้สนับสนุนรายใหญ่สุดคือบริษัทกูเกิล และมูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์   
 

    8. Spanx

        แบรนด์ชุดชั้นในกระชับสัดส่วนที่สาวๆ ทั่วโลกชื่นชอบ ก่อตั้งปลายทศวรรษ’90 ช่วงที่ซาร่า เบลคลี่เดินสายเป็นเซลส์ขายเครื่องรับส่งแฟกซ์ วันหนึ่งเธอเตรียมตัวจะไปงานปาร์ตี้ แต่ไม่สามารถหาชุดชั้นในที่ถูกใจเพื่อสวมกับกางเกงสีขาวเนื่องจากทำให้เห็นขอบชั้นในชัดเจน เบลคลี่ตัดสินใจใช้กรรไกรตัดปลายถุงน่องออกทั้งสองข้าง และพบว่าสามารถตอบโจทย์ให้เธอได้ สิ่งนี้เป็กนแรงบันดาลใจให้เธอพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ หลังเลิกงาน เบลคลี่จะหมกมุ่นกับการออกแบบชุดชั้นในกระชับสัดส่วนและค้นหาโรงงานผลิต ปี 2000 ชุดชั้นในกระชับสัดส่วนแบรนด์ Spanx ก็เปิดตัวเข้าสู่ตลาด และกลายเป็นสินค้ายอดนิยมอย่างรวดเร็ว เบลคลี่ต่อยอดธุรกิจจนทำให้ Spanx ขยับขยายเป็นอาณาจักรชุดชั้นในใหญ่โต เธอเคยได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บสเป็นมหาเศรษฐีหญิงที่สร้างตัวเองอายุน้อยสุด ปัจจุบัน เบลคลี่มีสินทรัพย์ 1,100 ล้านดอลลาร์
 

    9. Yankee Candle

        แบรนด์เทียนหอมพรีเมี่ยมอันดับ 1 จากอเมริกา ธุรกิจนี้เกิดจากความบังเอิญของวัยรุ่นคนหนึ่ง ย้อนไปปี 1969 ในตอนที่ไมค์ คิตเทรดจ์มีอายุ 16 ปี เขารวบรวมสีเทียนมาหลอมใหม่แล้วทำเป็นเทียนมอบเป็นของขวัญให้คุณแม่ของเขา เพื่อนบ้านมาเห็นว่าเทียนสวยดีเกิดอยากได้บ้างจึงจ่ายเงิน 2 ดอลลาร์ให้คิตเทรดจ์ทำเทียนให้ 1 อัน เขาจึงเกิดไอเดีย ทำเทียนขายหารายได้เสริม ผลคือตลาดตอบรับดีทำให้ธุรกิจขยายตัว จากที่เคยผลิตที่ชั้นใต้ดินของบ้าน ก็ขยับไปเช่าโรงงานกระดาษเก่าในแมสซาชูเซตส์เพื่อผลิตเทียนอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ต่อมาปี 1988 เคตทริดจ์ได้ขายกิจการไปในราคา 500 ล้านดอลลาร์ เจ้าของใหม่พัฒนาธุรกิจจนปัจจุบัน Yankee Candleมีร้าน 500 สาขา และมีตัวแทนจำหน่ายกว่า 19,000 รายทั่วสหรัฐฯ ถือเป็นแบรนด์เทียนหอมที่มีชื่อมากที่สุดแบรนด์หนึ่ง
              

     10. Craigslist  

        เริ่มต้นจากความหวังดีของเครก นิวมาร์คที่ต้องการส่งข่าวสารต่างๆ ที่น่าสนใจให้มิตรสหายรอบตัวได้รับรู้ เขาจึงส่งอีเมลหาเพื่อนๆ แจ้งเกี่ยวกับการจัดอีเวนต์หรืองานต่างๆ ที่จะมีขึ้นในซานฟรานซิสโก ช่วงแรกๆ เป็นการส่งอีเมลถึงเพื่อน  10-12 คนเท่านั้น แต่หลังจากนั้นมีการบอกกันปากต่อปาก ทำให้เขาเพิ่มรายชื่อใน CC หรือ carbon copy จำนวนมากขึ้นๆ นิวมาร์กจึงเปลี่ยนจากการส่งอีเมล เป็นการสร้างเว็บไซต์ Craigslist โดยมีการจัดหมวดหมู่ หรือ  classified คล้ายกับที่มีในหนังสือพิมพ์ ทำให้สามารถหาข้อมูลอะไรก็ได้ กลายเป็นเครือข่ายชุมชนออนไลน์ที่ให้บริการในการประกาศขายของออนไลน์ หางาน สมัครงาน หาคู่ และเป็นเว็บบอร์ดพูดคุยในหลายด้าน ปัจจุบัน Craigslist ให้บริการใน 700 เมืองใน 70 ประเทศ
 

ที่มา : https://www.businessinsider.com/companies-started-as-side-hustles-2019-8
 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจ Startup
 
Share:

Related Articles

​Oversupply ของ Content Creator กับทางรอดในมุมมองของ ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง

อะไรคือทางรอดของ Content Creator ในยุคนี้ ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง มาบอกเล่าให้ฟัง

by SME Startup| 11 สค. 2020

​บัณฑิตจบใหม่ปั้นแบรนด์ของใช้ในบ้าน ปังเกินคาดคืนทุนในปีเดียว

เริ่มต้นจากกระเป๋าจัดระเบียบของใช้สู่สินค้าของใช้ในบ้านที่กำลังฮอตในตลาดสิงคโปร์

by SME Startup| 06 สค. 2020

​​ปั้นตัวเองสู่การเป็นยูทูปเบอร์ชื่อดังสไตล์เชฟนุ่น So Sweet By ChefNun

พามาคุยกับ ณัฐนรี จันทเปรมจิตต์ หรือเชฟนุ่น ยูทูปเบอร์ชื่อดังด้านการทำเบเกอรี่ ทำอย่างไรถึงปั้นตัวเองให้เป็นยูทูปเบอร์ชื่อดังได้

by SME Startup| 27 กค. 2020