ทำความเข้าใจและวิธีใช้ Term Sheet ยังไงไม่ให้เสียเปรียบในทางธุรกิจ

by SME Startup 05 มค. 2021
Share:

Text: คุณคงกช ยงสวัสดิกุล, คุณสุชญา ตั้งศิริ ทนายความ บริษัท กุดั่น แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด
Email: suchaya.t@kap.co.th




     เชื่อว่าหลายคนที่อยู่ในแวดวง Startup หรือ SME คงเคยได้ยินคำว่า “Term Sheet” มาบ้าง หากคุณเป็น Founder หรือนักลงทุนคุณมักจะได้เจอ Term Sheet อยู่บ่อยครั้งในการระดมทุน
 

     ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ Term Sheet คือ ข้อตกลงเบื้องต้นที่ตกลงร่วมกันระหว่าง Startup กับนักลงทุนเพื่อกำหนดข้อตกลงทางธุรกิจและเงื่อนไขการลงทุนที่สำคัญก่อนที่จะเข้าทำสัญญาลงทุนและสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น Term Sheet ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายแต่เป็นเพียงข้อตกลงเบื้องต้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการเจรจาระหว่างคู่สัญญาเท่านั้น เราจะมาหาคำตอบกันว่า Term Sheet คืออะไร Founder ควรระมัดระวังในการเจรจากับนักลงทุนในเรื่องใดบ้าง





     โดยส่วนใหญ่แล้ว Term Sheet จะกำหนดข้อเสนอของการลงทุน รายละเอียดการเข้าลงทุนของผู้ลงทุน วัตถุประสงค์ในการใช้เงินลงทุน และสิทธิหน้าที่ของผู้ลงทุนที่สำคัญ ดังนี้
 

     การประเมินมูลค่าของกิจการ (Business Valuation) เป็นหัวใจในการเข้าร่วมลงทุน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินจะใช้วิธีประเมินมูลค่าหลายวิธีที่เหมาะสมกับกิจการ เช่น วิธีการต้นทุน (Cost Approach) วิธีการเปรียบเทียบกับตลาด (Market Approach) วิธีอัตราส่วนมูลค่ากิจการต่อยอดขาย (EV-to-Sales Approach) หรือวิธีมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดสุทธิ (Discounted Cash Flow Approach) ซึ่งแต่ละวิธีจะมีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลต่อการประเมินมูลค่าของกิจการ ไม่ว่าจะเป็นทีมผู้บริหาร แนวโน้มของตลาด ความต้องการผลิตภัณฑ์ ธุรกิจคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน ตลอดจนเทคโนโลยีที่คิดค้นขึ้น


     ประเภทตราสารที่ลงทุน (Investment Instrument) ส่วนใหญ่นักลงทุนจะลงทุนเป็นหุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Share) เพราะผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับเงินที่ลงทุนคืนก่อนผู้ถือหุ้นประเภทอื่น เมื่อบริษัทมีการจ่ายปันผล หรือ เลิกกิจการ หรือจะลงทุนเป็นหุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Bond) ซึ่งเปรียบเสมือนการให้กู้ยืมเงิน ซึ่ง Startup จะมีสถานะเป็นลูกหนี้ เมื่อถึงกำหนดเวลา ผู้ถือหุ้นกู้แปลงสถาพจะสามารถแปลงสภาพเป็นหุ้นของบริษัทได้ โดยจะมีการตกลงราคาหุ้นที่จะแปลงสภาพกันไว้





     สิทธิแต่เพียงผู้เดียว (Exclusivity) เมื่อนักลงทุนกับ Startup ได้มีการตกลงและลงนามใน Term Sheet กันแล้ว Startup ตกลงที่จะทำงานร่วมกับผู้ลงทุนแต่เพียงผู้เดียว โดยตกลงที่จะไม่เจรจาการลงทุนกับนักลงทุนรายอื่นภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อที่นักลงทุนจะได้มีระยะเวลาในการพิจารณาการลงทุนที่เพียงพอ และเพื่อป้องกันไม่ให้ Startup เอาราคาลงทุนที่นักลงทุนเสนอไปเจรจาต่อรองกับนักลงทุนรายอื่น


     เรื่องที่ต้องได้รับการอนุมัติเป็นพิเศษ (Reserved Matters) ก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญที่จะตกลงกันใน Term Sheet เพื่อควบคุมการดำเนินการของ Startup โดยกำหนดให้กิจการบางอย่างต้องได้รับความเห็นชอบจากนักลงทุนก่อน ส่วนมากจะเป็นการดำเนินการในเรื่องใด ๆ ที่ไม่เป็นปกติทางการค้าของธุรกิจ เช่น การใช้เงินหรือกู้ยืมเงินเป็นจำนวนมาก การขายทรัพย์สินที่มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ การออกหุ้นใหม่ รวมไปถึงการควบรวมกิจการ เป็นต้น ทั้งนี้ Startup ก็ควรใช้ความระมัดระวังในการเจรจา Reserved Matters ให้กำหนดเฉพาะเรื่องใด ๆ ที่ไม่เป็นปกติทางการค้าของธุรกิจของ Startup จริง ๆ เท่านั้น มิเช่นนั้นแล้ว หากจะต้องรอการอนุมัติจากนักลงทุนก่อนในทุกๆ เรื่อง การดำเนินงานทั่วไปของบริษัทจะขาดสภาพคล่องและไม่สามารถแข่งขันกับ Startup รายอื่น ๆ ได้ทัน





     คณะกรรมการบริษัท (Board of Directors) ก็มีความสำคัญและไม่ควรมองข้าม เนื่องจากผู้ลงทุนมีสิทธิที่จะส่งตัวแทนของผู้ลงทุนเพื่อเข้าเป็นกรรมการในบริษัท แต่ Founder หรือผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Startup ก็ยังควรมีส่วนร่วมในการบริหารบริษัทเพื่อให้มั่นใจว่าการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ เป็นไปเพื่อประโยชน์ของ Startup อย่างแท้จริง


     เงื่อนไขบังคับก่อน (Conditions Precedent) การเข้าลงทุนจะขึ้นอยู่กับความพอใจในการตรวจสอบสถานะของธุรกิจ ไม่ว่าจะด้านการเงินและกฎหมาย โดยนักลงทุนจะกำหนดเงื่อนไขที่บริษัทจะต้องดำเนินการให้ครบถ้วนก่อนจึงจะอนุมัติเงินลงทุนแก่ Startup อาทิ การได้รับอนุมัติที่จำเป็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำหรับการเข้าทำธุรกรรมของผู้ลงทุน การลงนามในสัญญาที่เกี่ยวข้อง เช่น สัญญาจองซื้อหุ้น และสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น (Shareholders Agreement) เป็นต้น และไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในธุรกิจของบริษัทนับแต่วันที่ตกลงทำ Term Sheet จนถึงวันที่จะเข้าทำสัญญาการลงทุน


     สิทธิในการได้รับเงินคืนก่อน (Liquidation Preference) เป็นอีกข้อกำหนดที่สำคัญเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นแก่นักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Startup ที่มีความเสี่ยงสูง หากเกิดเหตุการณ์ให้ต้องเลิกบริษัท (Liquidation Event) นักลงทุนที่เป็นผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะมีสิทธิในการได้รับเงินหรือผลตอบแทนจากการเลิกบริษัทก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ อย่างไรก็ดี Founder หรือผู้ถือหุ้นใน Startup ก็ควรให้ความสำคัญในการเจรจาข้อกำหนดนี้เช่นกัน เพราะหากเกิดกรณีที่จะต้องขายกิจการของบริษัท หรือ Startup มีมูลค่าไม่สูงพอ ข้อกำหนดนี้อาจทำให้บริษัทไม่มีเงินหรือผลตอบแทนเหลือแก่ Founder หรือผู้ถือหุ้นรายอื่น ๆ


     รายละเอียดข้างต้นหยิบยกขึ้นมาเพื่อให้เห็นถึงความสำคัญในการเจรจาข้อกำหนดต่าง ๆ ใน Term Sheet เท่านั้น Founder ควรใช้ความระมัดระวังในการตกลงข้อกำหนดต่าง ๆ ใน Term Sheet กับผู้ลงทุน เมื่อตกลงกันได้แล้ว ก็จะเข้าสู่กระบวนการที่เรียกว่า การตรวจสอบสถานะของกิจการ (Due Diligence) ตลอดระยะเวลาที่ผู้ลงทุนได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียว หากไม่ได้มีข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจ สัญญาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นสัญญาลงทุนและสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นก็มักจะอ้างถึง Term Sheet ตามที่ได้ตกลงกันไว้ร่วมกัน 


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจ Startup


 
Share:

Related Articles

​SchwedaKong เชฟผู้เปิดมิติ “ดิลิเวอรี chef table แกะเมนูจากการ์ตูนดัง” สู่วงการอาหารไทย

บังก้อง อินฟลูเอ็นเซอร์รุ่น Pantip ที่ปิดมิติใหม่ของการทำอาหารและการต่อยอดสู่ธุรกิจด้วยการเป็นคนแรกๆ ก่อนสิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นกระแสที่ได้รับความนิยม

by SME Startup| 21 มค. 2021

​Irma Orenstein ผู้หญิงที่จะพลิกโฉมธุรกิจ ผลิตหนังที่ปราศจากปิโตรเลียม 100% ผืนแรกของโลก

เมื่อโลกถูกทำร้ายขึ้นทุกวัน ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากมลพิษจึงถูกคิดค้นออกมาเป็นระยะๆๆ รวมทั้งหนังที่ปราศจากปิโตรเลียม 100% ผืนแรกของโลก

by SME Startup| 12 มค. 2021

​เคลียร์ทุกคำถาม กับชีวิตพิมรี่พาย จากเจ้าแม่ออนไลน์สู่นางฟ้าในชุมชน

นาทีนี้ความแรงของข่าวโควิดก็ไม่อาจปิดกระแส แม่ค้าออนไลน์แห่งยุคที่ชื่อ พิมรี่พาย ขึ้นอันดับหนึ่งเทรนด์ทวิตเตอร์ เรื่องราวในชีวิตของเธอบอกเลยว่าไม่ธร..

by SME Startup| 12 มค. 2021