Disconnect to Reconnect

by SME Thailand. 22 กพ. 2018
Share:







เรื่อง : Morning dew

    เป็นเรื่องเล่าจากห้องเรียนที่แชร์ต่อๆ กันมา เมื่อเรียงความของเด็กคนหนึ่งทำให้ครูถึงกับอึ้ง 

    “ขอให้ผมเป็นโทรศัพท์มือถือด้วยเถิด ผมอยากได้รับความสนใจเป็นพิเศษ อยากเป็นที่ที่ทุกคนในบ้านให้เวลามากที่สุด ผมอยากเป็นมือถือที่อยู่กับพ่อตลอดเวลาแม้ตอนทำงาน ตอนกลับมาบ้าน และแม้ตอนพ่ออ่อนเพลียจากการทำงาน พ่อก็จะอยู่กับมันตลอด 

    ผมอยากเป็นมือถือที่แม่เก็บไว้ข้างตัวเสมอ แม้วันที่แม่เหนื่อยแม่ก็ไม่เคยวางมันไว้ห่างกายเลย ผมอยากเป็นมือถือที่พี่ๆ แย่งกัน และอยู่กับมันทั้งวันทั้งคืน ผมอยากให้พี่ๆ สนใจผม แย่งกันมาเล่นกับผมบ้าง ผมอยากทำให้ทุกคนในบ้านมีความสุข ความเพลิดเพลินเหมือนกับเวลาที่พวกเขาอยู่กับมือถือ ผมคงไม่ขอมากไป ผมเพียงอยากเป็นมือถือเท่านั้นเอง"
    
    คำขอของเด็กคนหนึ่งน่าจะสะท้อนสังคมปัจจุบันได้เป็นอย่างดี เชื่อว่ามีคนจำนวนมากที่มีพฤติกรรมดังต่อไปนี้ พกสมาร์ตโฟนตลอดเวลาแม้กระทั่งเวลานอน หลายคนซุกใต้หมอนด้วยซ้ำ เช็กโทรศัพท์ทุก 5-10 นาที บางทีก็ถี่กว่านั้น รู้สึกกระวนกระวายหากลืมโทรศัพท์ไว้สักที่ แบตเตอรี่จวนหมด หรืออยู่ในที่ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต เมื่อโทรศัพท์หาย จะอารมณ์เสีย เกิดความเครียด ไม่มีสมาธิ และหมดความสุขในพริบตา หากคุณเป็นในสิ่งที่กล่าวมาเกือบทั้งหมด นั่นเป็นสัญญาณของอาการ “เสพติดสมาร์ตโฟน”
    
จะว่าไป ปัญหาไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยี แต่เป็นวิธีการที่เราใช้มันต่างหาก สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และบรรดาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายอาจเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราติดต่อสื่อสารกันได้แบบทันที ทุกที่ทุกเวลาก็จริง แต่การหมกมุ่นกับหน้าจอมากเกินไป ก็ทำให้กลายสภาพเป็น “สังคมก้มหน้า” อย่างที่เห็น นั่นคือเราสนใจสิ่งต่างๆ รอบตัวน้อยลง เรากระหายแต่ข้อมูลข่าวสารและความบันเทิงที่อยู่บนหน้าจอมากกว่า 
    
สังเกตไหมว่าช่วง Quality Time หรือเวลาแห่งคุณภาพที่เราควรใช้กับครอบครัว คนรัก ลูกหลาน และเพื่อนๆ บ่อยครั้งถูกละเลยอย่างน่าเสียดาย ผู้ปกครองที่มัวแต่เล่นมือถือขณะอยู่กับลูก หรือลูกบางคนนั่งจิ้มหน้าจอระหว่างรับประทานอาหารพร้อมหน้าในครอบครัว จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม นั่นเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่า สิ่งที่สำคัญมากกว่าคนรอบข้างในขณะนั้นคือ มือถือ 
    
    หลายคนเริ่มไหวตัวทัน หันมาทำ “Digital Detox” คือละเว้นจากเครื่องมือสื่อสารทุกชนิดชั่วคราว เพื่อนสาวคนหนึ่งของผู้เขียนตั้งกฎเล็กๆ ให้ตัวเอง เช่น ระหว่างออกกำลังกายไม่พกมือถือ (คนจำนวนมากรวมถึงผู้เขียน แม้ยามออกกำลังกาย ก็ยังเสียบหูฟังเพลงจากมือถือ) เวลาอยู่กับคนในครอบครัวหยุดใช้อินเทอร์เน็ต โต๊ะอาหารเป็นเขตปลอดมือถือ เมื่อออกไปแฮงก์เอาต์กับเพื่อน หากใครมัวแต่จิ้มหน้าจอ คนนั้นเป็นเจ้ามือเหมาจ่าย เป็นต้น กฎที่ตั้งขึ้น อาจทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่อย่างน้อยก็ถือว่าได้มีความพยายาม 
    
    ข้อดีของการ Disconnect หรือพักตัวเองจากใช้อุปกรณ์สื่อสารคือ ทำให้เราได้ Reconnect โดยการหันกลับมาพูดคุยกับตัวเอง ฟังเสียงหัวใจตัวเอง ใช้ชีวิตแช่มช้าลง และมีเวลามากขึ้นในการทำในสิ่งที่เคยชื่นชอบ เช่น อ่านหนังสือ ถักโครเชต์ หรือต่อภาพจิ๊กซอว์ เป็นต้น นอกจากได้อยู่กับตัวเองอย่างสงบขึ้น ยังเป็นการ Reconnect กับคนรอบข้างด้วย โดยเฉพาะคนที่เรารัก การมีเวลาอยู่ด้วยมากขึ้น ยังสร้างความรักความผูกพัน ทำให้ความรู้สึกดีๆ กลับคืนมา บางทีคุณอาจพบว่าความสุขหาได้ง่ายรอบตัว และชีวิตบางครั้งก็มีอะไรน่าสนใจมากกว่าล้านแปดแสนข้อมูลที่อัดแน่น ในจอสมาร์ตโฟน 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อความสำเร็จของธุรกิจเอสเอ็มอี (SME)
Share:

Related Articles

​บุญก็มาเงินก็มี! รวม 6 เมนูเจ ทำขายง่าย กำไรงาม

เริ่มต้นกันแล้วสำหรับเทศกาลกินเจปี 2563 ซึ่งตรงกับวันที่ 17 - 25 ตุลาคม แม้ปีนี้บรรยากาศอาจดูเงียบเหงากันไปบ้าง เพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส และเข้ากั..

by SME Thailand.| 16 ตค. 2020

​ใช้บาดแผลและรอยช้ำ ประสบการณ์คนรุ่นเก่า นำพาเราข้ามวิกฤต โดย วัฒนพงษ์ ตั้งร่ำรวย

ประสบการณ์ของคนรุ่นก่อน มักใช้ได้เสมอ สำหรับคนที่นำมาปรับใช้ให้เข้ากับยุคสมัย อย่างน้อยก็เป็นแนวทางการตัดสินใจได้บ้างว่า อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ อะไร..

by SME Thailand.| 11 ตค. 2020

​Who Am I ? อย่าให้ใครเป็นเข็มทิศให้เรา โดย ชนรรค์ สมบูรณ์เวชการ

เราทุกคนต้องเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เราเกิดมาทำไม” ทางเดินชีวิตตั้งแต่เด็กจนโตทำไมไม่สวยหรูเหมือนคนอื่นที่เราเห็นว่าประสบความสำเร็จ ในเวลานี้เรากำ..

by SME Thailand.| 25 กย. 2020