กินข้าวแช่คลายร้อน ย้อนอดีตที่ ‘บ้านวรรณโกวิท’

by SME Thailand. 18 เมย. 2019
Share:
Text : Yuwadi.s
Photo : Pae Yodsurang




Main Idea
 
  • ข้าวแช่ อาหารโบราณที่คนสมัยก่อนนิยมทานในช่วงหน้าร้อน เพราะกินแล้วจะรู้สึกเย็นชื่นใจช่วยคลายร้อนได้เป็นอย่างดี
 
  • บ้านวรรณโกวิทเป็นหนึ่งร้านอาหารที่หยิบยกเอาข้าวแช่สูตรเก่าแก่ของตระกูลมาปัดฝุ่นและเสิร์ฟขายอยู่ในบ้านไม้เก่าอายุกว่า 130 ปี เหมาะแก่การมานั่งชิลล์ ชมวิวบ้านเก่า นั่งย้อนอดีตและกินข้าวแช่ให้ชื่นใจ





     ท่ามกลางอุณหภูมิที่สูงขึ้นในช่วงฤดูร้อน มีบ้านอายุกว่า 130 ปีที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยเล็กๆ หลังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่เปิดบ้านต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วย ‘ข้าวแช่’ เพื่อให้ผู้คนที่ได้ลิ้มลองรู้สึกเย็นฉ่ำช่วยลดอุณหภูมิร่างกายให้เย็นลงได้เป็นอย่างดี บ้านเก่าหลังนี้ชื่อบ้านวรรณโกวิท ซึ่งแต่เดิมเป็นบ้านของหลวงสุนทรนุรักษ์ที่รับราชการตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ที่ดินของบ้านหลังนี้ได้ถูกพระราชทานให้พระยานรราชจำนง บิดาของหลวงสุนทรนุรักษ์ ท่านจึงได้ยกที่ดินผืนนี้ให้แก่ลูกชายเพื่อสร้างบ้าน




     สมัยก่อนบ้านวรรณโกวิทนับเป็นศูนย์รวมของญาติพี่น้องที่จะมารวมตัวกันในช่วงหน้าร้อนเพื่อรับประทานข้าวแช่ตำรับของคุณยายชื้น ภรรยาของหลวงสุนทรนุรักษ์ เมื่อเวลาผ่านไป สูตรอาหารโบราณของบ้านวรรณโกวิทก็ได้สืบทอดรุ่นสู่รุ่น ในที่สุดก็ตกมาอยู่ในมือของ อาภาวินี อินทะรังสี โดยเธอมีศักดิ์เป็นหลานของคุณยายชื้นและหลวงสุนทรนุรักษ์ อาภาวินีได้เล่าถึงวันที่เธอตัดสินใจเปิดบ้านวรรณโกวิทให้คนทั่วไปได้เข้ามาเยี่ยมเยือนคือช่วงเวลาที่เธอ Early Retirement ออกจากงานประจำเนื่องจากปัญหาส่วนตัวด้านสุขภาพ กอปรกับเธอกลัวว่าอาหารสูตรเก่าแก่ของบ้านจะหายไปหากไม่มีใครสืบทอด ด้วยความที่เธอเองไม่ได้ชอบทำอาหารมาก่อน ส่วนคุณป้าของเธอก็เริ่มอายุมากขึ้น อาภาวินีจึงตัดสินใจเรียนรู้การทำอาหารจากคุณป้า




     “เรากลัวว่าสูตรอาหารจะหายไปเลยมาฝึกทำกับคุณป้า ก่อนหน้านี้เป็นคนไม่ชอบทำอาหารเลย แต่มันเป็นรสชาติที่เราคุ้นลิ้นอยู่แล้ว ถามว่ายากไหม ก็ไม่ยากแต่ต้องใช้ความประณีตและใส่ใจ เราก็ค่อยๆ ฝึกทำไปเรื่อยๆ เริ่มแรกก็จะส่งให้เพื่อนๆ ได้ลองทานก่อน อย่างข้าวแช่เราก็จะเปิดพรีออเดอร์ให้คนมารับที่บ้าน ทำจากเล็กๆ แต่ด้วยความที่มีหลายคนบอกว่าบ้านเราสวยนะ พอมีคนพูดเราเลยคิดว่าอย่างนั้นลองเปิดบ้านดู เริ่มจากแค่ 2-3 โต๊ะเล็กๆ หน้าบ้าน”


     จุดเด่นของตัวบ้านวรรณโกวิทคือความดั้งเดิมแบบแท้ๆ ที่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรเลยจากเมื่อ 130 ปีที่แล้ว เพียงแต่มีการปรับปรุงและดูแลบ้านให้คงสภาพไว้เหมือนเดิม หากคุณมีโอกาสไปเยือนบ้านหลังนี้จะพบกับความร่มรื่นของต้นไม้ที่ให้ร่มเงาอยู่รอบบริเวณ ตัวบ้านเป็นเรือนไม้โบราณที่เต็มไปด้วยเรื่องราว มีรอยแตกของไม้บ้างตามกาลเวลาแต่ความสวยงามของบ้านหลังนี้ก็ยังคงอยู่ให้เห็น




     นอกเหนือจากความงามของตัวบ้านที่เปิดให้คนเข้ามาชื่นชมแล้ว กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ยังติดใจในรสชาติข้าวแช่ที่ถูกทำขึ้นอย่างละเมียดละไม ใส่ใจทุกรายละเอียดตั้งแต่วัตถุดิบที่อาภาวินีจะตื่นแต่เช้าเพื่อไปจ่ายตลาดด้วยตัวเอง นอกจากนี้กระบวนการทำข้าวแช่ยังต้องใช้เวลา ทำให้ข้าวแช่กลายเป็นอาหารที่ค่อยๆ เลือนหาย หากินยากขึ้นทุกวัน




     “เราจะมีการลงมือทำด้วยตัวเอง ตื่นไปจ่ายตลาดเองจะได้รู้ว่าวัตถุดิบอันไหนที่ดี ส่วนกระบวนการทำหลัง
จากที่ได้วัตถุดิบที่ดีแล้วก็ต้องควบคุมคุณภาพอาหาร ให้รสชาตินิ่ง การทำข้าวแช่ค่อนข้างซับซ้อน เลยไม่ค่อยมีคนทำ ตัวข้าวของเราจะเป็นข้าวเสาไห้ ต้องหุงนิดหนึ่งก่อนแล้วค่อยมาขัดเพื่อเอายางออกจากนั้นค่อยนำไปนึ่ง ก็จะได้ข้าวที่เรียงตัวสวย ส่วนน้ำข้าวแช่จะเป็นน้ำอบควันเทียนผสมกับน้ำดอกไม้ แล้วแต่ว่าเป็นดอกอะไรที่เราหาได้ เช่น ดอกมะลิ ดอกกุหลาบ ดอกชมนาด ส่วนเครื่องเคียงเราจะมี 5 อย่าง ลูกกะปิ พริกหยวก ปลาหวาน หมูฝอยและไชโป๊วผัด ข้าวแช่สูตรของเราจะมีรสชาติหวานๆ เค็มๆ นัวๆ หน่อย รสชาติก็จะไม่เหมือนกันแต่ละสูตรของแต่ละบ้าน”


     ที่บ้านวรรณโกวิทไม่ได้มีดีแค่ข้าวแช่เท่านั้นแต่ยังมีอาหารโบราณอีกหลายเมนู อาทิ ขนมจีนซาวน้ำ ข้าวคลุกกะปิ ปั้นขลิบไส้ปลา ข้าวตังหน้าตั้ง เป็นต้น หากใครที่อยากไปลิ้มลองความอร่อยของอาหารบ้านวรรณโกวิทจะต้องโทรไปสำรองที่นั่งก่อน ด้วยความที่โต๊ะไม่เยอะ ข้าวแช่มีจำนวนจำกัดแค่ประมาณ 80 ชุดต่อวัน เท่านั้น




     “บ้านเราไม่ได้เปิดเป็นร้านอาหารในเชิงธุรกิจ แต่เราทำเหมือน Home made เหมือนเปิดบ้านแล้วชวนเพื่อนๆ มาทานข้าวที่บ้าน จะมีความอบอุ่น เป็นกันเอง ความรู้สึกจะไม่เหมือนไปกินร้านอาหารทั่วไป กลุ่มลูกค้าก็จะมีทั้งกลุ่มครอบครัว กลุ่มคนทำงานจนถึงผู้สูงอายุที่โหยหาอะไรบางอย่าง นอกจากนี้รสชาติอาหารเราจะดั้งเดิมจริงๆ ไม่ฟิวชั่นเลย ใครที่จะมาทานต้องสำรองที่นั่งก่อนเพราะเรารับลูกค้าได้ต่อรอบประมาณ 45 คน มีแค่ 11-12 โต๊ะเท่านั้น”
     

     อาภาวินีกล่าวปิดท้ายถึงหัวใจสำคัญของการเปิดบ้านให้กลายเป็นร้านอาหาร สิ่งสำคัญที่เธอคำนึงถึงเสมอนั่นคือเรื่องของคุณภาพอาหารที่ต้องดีที่สุด ส่วนอีกเรื่องคือการให้บริการลูกค้า




     “ต้องใส่ใจดูแลลูกค้า ทุกคนก็จะแฮปปี้ มาทานอาหารจนเหมือนกลายเป็นญาติเราไปเลย”

 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี


 
Share:

Related Articles

​เจอวิกฤตจงเดินเข้าป่า! ชวน SME เรียนรู้ชีวิตไปกับหนังน้ำดี ‘Wild’ โดยบัณฑิต เทียนรัตน์

โลกหลังโควิดจะเป็นอย่างไร? บ้านเมืองจะไปต่อเช่นไรหลังพบความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่? ภัยพิบัติทางเศรษฐกิจที่กำลังโหมกระหน่ำตรงหน้า เราจะสู้มันอีท่าไหน? ..

by SME Thailand.| 11 กย. 2020

​สนามนักสู้ EP.1 : เริ่มธุรกิจด้วย ‘สิ่งที่ชอบ’ ต่อยอดในสิ่งที่ใช่! โดย ณัฐภูมิ รัฐชยากร

ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤต อาจเป็นจุดเปลี่ยนให้คุณเกิดธุรกิจใหม่ๆ ได้! โดยเริ่มจากหัวใจแค่ 2 ข้อ คือทำในสิ่งที่ชอบ และเริ่มจากสิ่งที่ทำได้ดีที่สุด ณ เวล..

by SME Thailand.| 10 กย. 2020

​เหนื่อยนักไปพักหน่อย! ชวนเที่ยว “นาเฮียใช้” เมืองสุพรรณ ที่มีจิตวิญญาณชาวนาเป็นจุดขาย

“นาเฮียใช้” คือ พื้นที่นาและโรงสีที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเรียนรู้เรื่องข้าวและชาวนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กลายเป็นศูนย์การท่องเที่ยวและเรี..

by SME Thailand.| 28 สค. 2020