อย่าให้การเปลี่ยนโฉมธุรกิจกลายเป็นจุดจบ

by SME Thailand. 03 พค. 2019
Share:


Main Idea
 
  • Digital Transformation คำยอดฮิตในวงการธุรกิจและเป็นคำที่สร้างความปวดหัวให้กับผู้บริหารกันถ้วนหน้า เพราะแม้จะรู้ว่ากระแสดิจิทัลกำลังมา แต่ก็ยังตอบกันไม่ค่อยได้ว่าต้องทำยังไงถึงจะสามารถเปลี่ยนโฉมธุรกิจเพื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
 
  • แม้การที่ธุรกิจกว่า 3 ใน 4 ล้มเหลวในการทำ Digital Transformation แต่ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ควรทำเรื่องนี้ ตรงกันข้าม หากเราสามารถเป็นเหมือนธุรกิจอีก 1 ใน 4 ที่ประสบความสำเร็จได้ แสดงว่า เราทิ้งห่างคู่แข่งได้หลายขุม


“การปรับโครงสร้างธุรกิจ (Reorganization) ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการย้ายโน่นเปลี่ยนนี้ การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง (Transformation) จะเกิดขึ้นเมื่อเราเปลี่ยนวิธีคิด วิธีปฏิบัติตัว และวิธีที่จะนำพาธุรกิจไปสู่เป้าหมายที่วางไว้”
 
หลุยส์ เกิร์สตเนอร์ อดีต CEO ของ IBM
 




     คำว่าการเปลี่ยนโฉมธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Transformation) หรือ DT กลายเป็นคำยอดฮิตในวงการธุรกิจและเป็นคำที่สร้างความปวดหัวให้กับผู้บริหารกันถ้วนหน้า เพราะแม้จะรู้ว่ากระแสดิจิทัลกำลังมา พอเอาเข้าจริงก็ยังตอบกันไม่ค่อยได้ว่าต้องทำยังไงถึงจะสามารถเปลี่ยนโฉมธุรกิจเพื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องระดับชาติ แต่เป็นปัญหาระดับโลกเลยทีเดียว


     ผลการศึกษาในหลายประเทศ พบว่า ธุรกิจที่พยายามปรับตัว มีโอกาสประสบความสำเร็จเพียงประมาณ 1 ใน 4 เท่านั้น ยิ่งเป็นการทำ DT ด้วยแล้ว โอกาสสำเร็จก็ยิ่งมีน้อยกว่านี้อีก ยกตัวอย่างเช่น ในสหราชอาณาจักรที่เดียว ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความล้มเหลวในการทำ DT มีมูลค่ากว่า 285 ล้านปอนด์ต่อปีเลยทีเดียว


     ความล้มเหลวของการทำ DT แทบทั้งหมดเป็นเพราะไม่เข้าใจว่า หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ไม่ใช่เทคโนโลยี เพราะเทคโนโลยีเป็นแค่เครื่องมือ ความสำเร็จขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ของธุรกิจว่า จะนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในด้านไหนถึงจะเกิดผลต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีการคิด วิธีทำงาน และวัฒนธรรมในการทำงานมากพอจะทำให้ธุรกิจมีการเปลี่ยนโฉมหน้าจนยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้นกว่าเดิมโดยใช้เวลาให้น้อยที่สุด ภายใต้งบประมาณและทรัพยากรที่มีอยู่


     ลักษณะร่วมกันของธุรกิจที่ล้มเหลวในการทำ DT มี 4 เรื่องด้วยกัน





     1.ล้มเหลวเพราะไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ความน่ากลัวของกระแสดิจิทัลที่มาพร้อมกับโลกยุค 4.0 คือ การเปลี่ยนแปลงทุกด้านเกิดขึ้นเร็วมาก จนทำให้รู้สึกว่า ถ้าไม่เปลี่ยนตามให้เร็ว จะไม่สามารถแข่งกับคนอื่นเขาได้ ความคิดแบบนี้เองที่กดดันให้เราเลือกเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้แบบตามกระแส ใครใช้อะไรแล้วเห็นว่าดีก็เอามาใช้เหมือนเขา โดยไม่คิดให้ดีว่าเทคโนโลยีที่คนอื่นเขาใช้กันอยู่เหมาะสมกับธุรกิจของตนเองแค่ไหน ส่วนธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการทำ DT มองเกมขาดว่าเทคโนโลยีไหนที่นำมาใช้แล้วจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม ทั้งในด้านการผลิต การบริหารจัดการ รวมถึงการตอบสนองความต้องการของลูกค้าซึ่งอาจไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดก็เป็นได้


     ยกตัวอย่างเช่น ร้านตัดผมขนาดเล็กที่ได้ข่าวว่าธุรกิจร้านตัดผมเริ่มใช้ระบบการจองคิวตัดผมและจองช่างออนไลน์ เลยไปซื้อโปรแกรมนี้มาใช้กับเขาบ้าง เสียเงินไปหลายหมื่นแต่กลับไม่ได้ช่วยให้มีลูกค้าเข้าร้านมากขึ้น กำไรก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าหน้าเดิมในหมู่บ้าน แถมพอคนในร้านยังไม่เชี่ยวชาญเรื่องการใช้โปรแกรมเลยใช้ผิดใช้ถูก จนคิวซ้อนกันหรือกดพลาดยกเลิกนัดไป ทั้งที่ความต้องการส่วนใหญ่ของลูกค้า ก็แค่อยากรู้ว่าช่วงไหนคิวยังว่าง มีทรงผมใหม่แบบไหนที่น่าสนใจบ้าง ซึ่งเรื่องแค่นี้ไลน์คุยกันก็พอแล้ว 


     โรงงานผลิตรองเท้าส่งออกที่เติบโตมาจากธุรกิจครอบครัวซึ่งตอนนี้ยอดคำสั่งซื้อสูงมากจนผลิตไม่ทันเลยต้องหาคนมาช่วยรับช่วงการผลิต แต่ก็เจอปัญหาว่าบางครั้งได้ของมาไม่ตรงกับสเปก เพราะเวลาแจกงานก็ส่งแต่รูปรองเท้าไป จำนวนที่ผลิตได้ไม่ตรงกับความต้องการ แถมพอกระจายงานไปหลายจังหวัด การจะเดินทางไปควบคุมคุณภาพแทบเป็นไปไม่ได้  ผู้บริหารเลยเลือกส่งตัวอย่างจริงของรองเท้าไปทุกที่พร้อมด้วยไฟล์รูป 3 มิติของรองเท้า ซึ่งมีรายละเอียดทางเทคนิคทุกอย่างที่จำเป็นไปให้ มีการเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลการผลิตเพื่อให้ทราบว่ายอดการผลิตรวมเป็นไปตามที่ต้องการหรือไม่ ถ้ามีที่หนึ่งทำไม่ทันจะได้กระจายงานไปที่อื่น ช่วยให้สามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามคุณภาพและปริมาณที่ลูกค้าต้องการ





     2. ล้มเหลวเพราะมีแผนแต่ไม่มีวิธีการที่ดีในการทำตามแผน
  แม้ว่าจะสามารถระบุได้ว่าเทคโนโลยีแบบไหนเหมาะกับธุรกิจขอตนเอง ก็ยังมีธุรกิจไม่น้อยที่ตกม้าตายเพราะมีแต่แผน ขาดวิธีการในการทำตามแผน ไม่รู้จักการจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังว่า ต้องเริ่มจากที่ไหนก่อน การปรับตัวในส่วนไหนควรทำก่อนเพื่อเป็นพื้นฐานที่จะช่วยให้การปรับตัวในส่วนอื่นทำได้สำเร็จ 


     กรณีของร้านตัดผม ถ้าพนักงานในร้านไม่คุ้นเคยกับระบบการจองคิวออนไลน์ การเอาระบบนี้มาใช้มีแต่จะสร้างความปั่นป่วน ยิ่งถ้าคอมพิวเตอร์ในร้านหรือแทบเล็ตที่ใช้สเปกต่ำ สัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่ดีด้วยแล้ว ก็ไม่ต้องหวังเลยว่าจะใช้ประโยชน์จากระบบการจองออนไลน์ได้อย่างเต็มที่ สำหรับธุรกิจผลิตรองเท้า หากคนที่รับช่วงงานไปไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้ อ่านสเปกของรองเท้าแบบ 3 มิติที่ส่งไปไม่เป็น ที่เหลือไม่ต้องพูดถึง ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจหนักหนากว่าที่เจออยู่ก็เป็นได้


     3. ล้มเหลวเพราะคิดไม่กี่คนแต่จะให้ทุกคนยอมรับ การทำ DT แม้ทำแค่บางส่วน ก็ส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั้งหมด ทุกคนจึงเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนี้ ดังนั้น ก่อนจะเปลี่ยนแปลงควรพูดคุยและฟังความคิดเห็นของพนักงานและลูกค้าก่อน ซึ่งเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว นกตัวแรกคือ จะได้ตรวจสอบดูว่าสิ่งที่คิดไว้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงหรือไม่ เพราะคนทำงานย่อมรู้เรื่องนี้ดีกว่าผู้บริหารที่อาจจะไม่เข้าใจธรรมชาติของงานในแต่ละส่วนได้ลึกซึ้งเท่าคนทำเรื่องนั้นโดยตรง การเปิดโอกาสให้พวกเขาได้แสดงความคิดเห็นและมีการปรับแนวทางตามข้อเสนอของพวกเขา ยังทำให้ทุกคนรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ การเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าการสั่งการจากข้างบนเพียงอย่างเดียว เพราะบางครั้งความล้มเหลวในการทำ DT อาจเกิดขึ้นจากเรื่องเล็กซึ่งถูกมองข้ามไปก็ได้
 

     นกตัวที่สอง คือ การพูดคุยรับฟังความคิดเห็นเป็นโอกาสที่ดีในการสื่อสารเพื่อให้พนักงานและลูกค้าทราบว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ช่วยให้ทุกคนมีการเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงแต่เนิ่นๆ พอถึงช่วงที่ต้องทำการเปลี่ยนแปลงจริง ก็จะพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่า





     4. ล้มเหลวเพราะคิดว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นหนังม้วนเดียวจบ
เทคโนโลยีดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก การทำ DT จึงไม่ใช่หนังม้วนเดียวจบที่ทำครั้งหนึ่งแล้วก็รอไปอีก 3 ปี 5 ปี ค่อยมาว่ากันใหม่ หัวใจสำคัญของการทำเรื่องนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่โอบรับเอาการเปลี่ยนแปลงมาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมของลูกค้า กลยุทธ์ของคู่แข่ง การกำกับดูแลของรัฐบาล ล้วนแล้วแต่มีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วขึ้นมาก จนการคาดการณ์ไปข้างหน้าไกลๆ แทบไม่ช่วยอะไรเลย ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครมีอะไร แต่เป็นใครที่สามารถปรับตัวได้เร็วและเหมาะสมกว่ากัน 


     การทำ DT นั้น เราต้องคิดให้ไกลแล้วไปให้ถึง


     การที่ธุรกิจกว่า 3 ใน 4 ล้มเหลวในการทำ DT ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ควรทำเรื่องนี้ ตรงกันข้าม หากเราสามารถเป็นเหมือนธุรกิจอีก 1 ใน 4 ที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ก็แสดงว่า เราสามารถทิ้งห่างคู่แข่งได้หลายขุม หัวใจสำคัญของความสำเร็จขึ้นอยู่กับการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับตัวเอง มีการเตรียมความพร้อมในทุกด้าน รู้จักจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังว่าอะไรต้องทำก่อนอะไรต้องทำทีหลัง ไม่ตื่นตูมเต้นตามคนอื่นเขา แต่ก็ไม่ใจเย็นจนเกินไปจนปล่อยให้คนอื่นทิ้งห่าง


     นอกจากนี้แล้ว การทำเรื่องนี้ไม่ใช่การพลิกโฉมองค์กรแบบรวดเดียวพร้อมกันทั้งหมดโดยไม่ประเมินความพร้อม เพราะหากทำแบบนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นจะกลายเป็น Digital Destruction ไม่ใช่ Digital Transformation อย่างที่หวังไว้
 

     ที่มา : บทความจากหนังสือ “ฆ่าไม่ได้ ตายไม่เป็น” ผลงานเล่มล่าสุดของ เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว สนใจสั่งซื้อคลิก http://m.me/pannbooks 
 



www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 
Share:

Related Articles

​Kaomai Estate 1955 ใช้ดีไซน์ส่งต่ออดีตให้ถึงใจคนรุ่นใหม่

เก๊าไม้ เอสเตท 1995 คาเฟ่และพิพิธภัณฑ์ที่เป็นส่วนต่อขยายของเก๊าไม้ ล้านนา รีสอร์ท ที่ได้รับรางวัลการอนุรักษ์ดีเด่นจากองค์กรยูเนสโก จากการใช้กระบวนกา..

by SME Thailand.| 23 สค. 2019

​อย่าทำ! ถ้าอยากไปถึงคำว่า ‘Success’

ชีวิตของคนส่วนใหญ่วุ่นวายและไม่ประสบความสำเร็จเพราะวันๆ คิดแต่จะทำอะไรเพิ่มดี เพื่อให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น ยิ่งทำมาก เลยยิ่งไม่สำเร็จ เพราะเกินกำล..

by SME Thailand.| 23 สค. 2019

​“หรรษา เริงร่า ชมเมืองจันท์” กับ SME Thailand Joyful Rally ครั้งที่ 8

นิตยสาร SME Thailand ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยภูมิภาคภาคตะวันออก จัดกิจกรรม SME THAILAND JOYFUL RALLY ครั้งที่ 8 : “หรรษา เริงร่า ชมเมืองจัน..

by SME Thailand.| 19 สค. 2019