ส่อง “เยาวราช” ในวันโลกเปลี่ยน โดย อธิปทรรศน์ กันยาวิริยะ

by SME Thailand. 31 พค. 2019
Share:
Text : อธิปทรรศน์ กันยาวิริยะ ทายาทธุรกิจ ล.เยาวราช
 



 
Main Idea
 
  • ‘เยาวราช’ คือย่านการค้าเก่าแก่ที่สำคัญของเมืองไทย ข้ามผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงทางสภาพสังคมและเศรษฐกิจมาหลายยุคหลายสมัย แต่จนถึงวันนี้ความคึกคักของย่านการค้าแห่งนี้ก็ยังคงไม่เลือนหายไปไหน
 
  • เมื่อโลกหมุนสู่ยุคดิจิทัล พฤติกรรมของผู้บริโภค และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้เยาวราชต้องแสดงบทบาทใหม่ ในฐานะทูตทางวัฒนธรรมของคนไทยเชื้อสายจีน ผ่านอาหาร ความเชื่อและแรงศรัทธา เพื่อให้ย่านการค้าแห่งนี้ยังมีลมหายใจต่อไป
 
 
 
“เดี๋ยวนี้ขายของลำบาก ขายยาก เศรษฐกิจไม่ดี”


     คำพูดลักษณะนี้ เชื่อว่าหลายท่านคงเคยได้ยินกันมาบ้าง เสียงบ่นของเหล่าบรรดาผู้ค้า เมื่อเวลาเราไปจับจ่ายซื้อของ และได้พูดคุยกับพวกเขาเหล่านั้น ซึ่งมักบ่นให้ได้ยินกันในทุกยุคทุกสมัย





     ย่านเยาวราชก็มีคำพูดที่ไม่ได้ผิดแปลกแตกต่างอะไรไปจากนี้ แต่เชื่อไหมว่า เห็นบ่นๆ กันแบบนี้ พวกเราก็สามารถนำพากิจการให้ผ่านพ้นอุปสรรค และเจริญเติบโตอย่างมั่งคั่งมาได้จนถึงปัจจุบัน ผู้ค้าเขามีเคล็ดลับอะไร ลูกค้าของเขาคือใคร และเขาผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงทางสภาพสังคม และเศรษฐกิจในยุคสมัยต่างๆ มาได้อย่างไร วันนี้ผมจะนำทุกท่านไปไขความลับของย่านการค้าเก่าแก่แห่งนี้กัน


     ขอย้อนความเล่าถึงอดีตที่ผ่านมากันก่อน ในสมัยรุ่นอากง อาม่าของผม (ช่วงก่อน พ.ศ.2500) ย่านเยาวราชถือเป็นช่องทางการตลาดที่มีความสำคัญย่านหนึ่งเลยทีเดียว เยาวราชถือเป็นตลาดกลางที่แลกเปลี่ยนสินค้า มีคนกลางจากที่ต่างๆ เข้ามาร่วมในการซื้อ-ขายในตลาดกลางนี้ ร้านค้าส่วนใหญ่จะทำหน้าที่หลักในการค้าส่ง หรือที่เรียกกันว่า ยี่ปั๊ว มีบทบาทสำคัญในการกระจายสินค้าจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค ซึ่งในช่วงเวลานั้นกลุ่มลูกค้าหลักของผู้ค้าในย่านเยาวราช มี 2 กลุ่ม นั่นคือ กลุ่มพ่อบ้านแม่บ้านที่ซื้อสินค้าไปบริโภคเองภายในครัวเรือน และคนกลางที่เป็นผู้ค้าปลีก หรือผู้ค้าปลีกที่จำหน่ายสินค้าไปยังลูกค้าคนสุดท้าย หรือที่เราเรียกกันว่า ซาปั๊ว ในช่วงนั้นผู้ค้าให้บริการลูกค้าด้วยวิธีการรับคำสั่งซื้อผ่านทางช่องทางหน้าร้าน และทางโทรศัพท์ จากนั้นก็บริการจัดส่งจนถึงปลายทาง หากเป็นต่างจังหวัดที่ห่างไกลออกไปก็จะใช้ระบบขนส่งต่างๆ เช่น รถไฟ รถบรรทุก เป็นต้น





     ต่อมาในยุคป่าป๊า หม่าม้า (ช่วงก่อน พ.ศ.2548) ช่วงนี้เกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางสภาพสังคมและเศรษฐกิจมากพอสมควรเลยทีเดียว ทั้งการมาของห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์สโตร์ และร้านค้าส่งประเภท Cash-and-Carry ที่เข้ามามีอิทธิพลเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคนั้น จากเดิมที่เคยซื้อสินค้าในช่องทางการตลาดแบบดั้งเดิม (Traditional Trade Outlet) ผู้คนก็หันมาจับจ่ายใช้สอย ซื้อสินค้าผ่านช่องทางการตลาดสมัยใหม่มากขึ้น (Modern Trade Outlet) จากนั้นก็เกิดภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจที่ถือเป็นพายุลูกใหญ่ของบรรดาผู้ค้าในย่านเยาวราชเลยทีเดียว มีการตัดสินใจทางธุรกิจในรูปแบบต่างๆ กัน เช่น ตัดสินใจปิดกิจการไม่ดำเนินกิจการต่อ ทั้งนี้เนื่องจากลูกหลานที่ได้โอกาสทางการศึกษาก็ไปเจริญเติบโตในหน้าที่การงานในสายอาชีพของตน สถานที่เดิมก็มีการเซ้ง ปล่อยให้เช่า หรือขายเปิดทางให้ผู้ค้ารายใหม่เข้ามาดำเนินธุรกิจต่อไป บ้างก็ผันตัวไปเป็นผู้ผลิตเอง (Shift Backward) บ้างก็ย้ายทำเลที่ตั้งเนื่องจากสถานที่เดิมมีความแออัด ฯลฯ ลูกค้าเดิมที่เป็นซาปั๊วก็ยังคงมีอยู่ แต่ก็เป็นสัดส่วนที่ลดลงสืบเนื่องมาจากสาเหตุข้างต้นดังที่ได้กล่าวไป


     เมื่อเหตุการณ์วิกฤตผ่านพ้นไป โอกาสทองของผู้ค้าย่านเยาวราชก็กลับมาอีกครั้งกล่าวคือ ผู้ค้าได้ประโยชน์จากปัจจัยด้านการท่องเที่ยวมีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้น ทำให้ในช่วงเวลานั้นบรรยากาศการค้าปลีกก็กลับมาคึกคัก เป็นห้วงเวลาที่สดใสของเหล่าบรรดาผู้ค้าเลยทีเดียว


     มาในปัจจุบันในยุคที่เครื่องมือสื่อสารถือเป็นปัจจัยที่ 5 พฤติกรรมผู้บริโภค และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตก็เปลี่ยนย่านเยาวราชนี้ไปอีกครั้งหนึ่ง ลูกค้าเก่าที่เคยซื้อสินค้าบางท่านก็มีอายุมากขึ้น บางท่านก็ล้มหายตายจากไป บางท่านก็เลือกใช้ช่องทางออนไลน์เป็นช่องทางในการสั่งซื้อสินค้า ประกอบกับมีร้านสะดวกซื้อมากมายในทุกช่วงของถนน และสามารถหาซื้อสินค้านำเข้าจากประเทศจีนได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ เป็นเหตุผลที่ไม่มีความจำเป็นต้องเดินทางมาถึงเยาวราชอีกต่อไป ไม่ต้องเสียเวลารถติด วนหาที่จอดรถ เผชิญมลพิษทั้งแดดและฝุ่นควัน แต่ย่านเยาวราชก็ถูกแสดงบทบาทใหม่ ในฐานะทูตทางวัฒนธรรมจีนของคนไทยเชื้อสายจีน ผ่านทางวัฒนธรรมอาหาร ความเชื่อและแรงศรัทธา ดังจะเห็นได้จากเทศกาลกินเจ เทศกาลตรุษจีน ที่ในทุกๆ ปีจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เพิ่มมากขึ้น แต่งตัวประชันความสวยหล่อที่เรียกได้ว่าจัดเต็ม ถ่ายรูปโชว์กิน มาไหว้เจ้าขอพร แก้ปีชงกันเนืองแน่น





     พูดถึงลูกค้ากันต่อ ในปัจจุบันลูกค้าถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ กลุ่มซาปั๊วเกิดใหม่ที่เริ่มธุรกิจได้ไม่นาน เข้ามาแสวงหาโอกาสทางการค้า และคัดสรรสินค้าที่ตรงกับความต้องการไปจำหน่ายต่อไป แต่ความพิเศษของซาปั๊วกลุ่มนี้คือ มีความรู้ มีข้อมูลที่แน่นมาก มีการทำการบ้านเตรียมการมาอย่างดีโดยเฉพาะในเรื่องของราคาตลาด ดังนั้น การปรับตัวของผู้ค้าถือเป็นการปรับตัวในแบบที่ผู้ค้าบางรายก็ไม่ทราบว่าเป็นการปรับตัว นั่นคือมีการเปิดกว้างเชื้อเชิญ และให้ข้อมูลการขายที่มากขึ้น เช่น ร้านค้าในอดีตที่ไม่เคยติดป้ายราคาเลย ต้องใช้วิธีสอบถามกันอย่างเดียว เดี๋ยวนี้ก็หันมาติดป้ายราคา และมีข้อมูลเบื้องต้นเขียนอย่างชัดเจนให้สามารถตัดสินใจซื้อกันได้ง่ายขึ้น และนับเป็นประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนานของบรรดาผู้ค้าที่ทำให้ในแต่ละร้านที่จำหน่ายสินค้าอยู่ในปัจจุบัน มีพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญในตัวสินค้าสามารถให้ข้อมูลได้อย่างลึกซึ้ง ลูกค้าสามารถสอบถามถึงคุณลักษณะของสินค้า รสชาติ วิธีนำไปปรุงประกอบอาหาร คุณภาพ และราคาที่แตกต่างกัน นับเป็นจุดขายหลักของผู้ค้าย่านเยาวราชในปัจจุบันเลยทีเดียว


     ลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาแสวงหาโอกาสทางการค้านั่นก็คือ ซาปั๊วต่างชาติ ซาปั๊วเหล่านี้ยังมีลักษณะช่องทางการตลาดแบบดั้งเดิม เสมือนในเมื่ออดีตที่ผ่านมาของประเทศไทย ต่างชาติในที่นี้ ได้แก่ กลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน CLMV และกลุ่มประเทศในแถบเอเชียกลาง ที่เข้ามาแสวงหาโอกาสทางการค้า หาซื้อสินค้ากลับไปจำหน่ายยังประเทศของตน สังเกตได้จากความคึกคักของโรงแรมระดับ 3 ดาว และบริษัทส่งออกที่มาเปิดให้บริการบริเวณโดยรอบย่านเยาวราชแห่งนี้ เช่น ย่านสวนมะลิ ย่านพาหุรัด ย่านหัวลำโพง เป็นต้น ความต้องการของซาปั๊วต่างชาติคือ หาผู้ค้าที่ขายสินค้าในราคาถูก สามารถนำไปทำกำไรต่อได้ สินค้ามีคุณภาพ และผู้ค้ายังสามารถอำนวยความสะดวกในการช่วยนำเสนอสินค้าเพิ่มเติม มีบริการบรรจุหีบห่อ บริการจัดส่งไปจนถึงยังผู้ส่งออก และที่สำคัญคือภาษาอังกฤษที่พอจะสื่อสารกันเข้าใจได้





     นับจากนี้ไป ผมเชื่อว่าผู้ค้าในย่านเยาวราช จะพบกับวิกฤตและโอกาสทางการค้าใหม่ๆ ต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด เสมือนกับในอดีตที่ผ่านมา แต่มีสิ่งหนึ่งที่บรรดาผู้ค้าในย่านเยาวราชยังคงปฏิบัติเสมอมา นั่นคือการมีคุณธรรมและซื่อสัตย์เป็นเลิศ ซึ่งเชื่อกันว่าจะช่วยให้สามารถต่อสู้แข่งขันทางธุรกิจการค้าได้อย่างยั่งยืน      
 


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
Share:

Related Articles

​เติมไฟให้ใจไม่ยอมแพ้! ตามรอยภาพยนตร์ The Boy Who Harnessed the Wind

แม้แต่สถานที่ที่แห้งแล้งที่สุดบนโลกใบนี้ยังก่อเกิดเมล็ดพันธุ์ที่เติบใหญ่ได้ด้วยน้ำมือของใครบางคนที่ถูกบ่มเพาะด้วยการศึกษา แม้ว่าโอกาสทางการศึกษาจะถู..

by SME Thailand.| 30 สค. 2019

​ย่ำ ‘ชิคาโก’ เมืองแห่งสายลม ชมความเป็นระเบียบที่ไทยเลียนแบบได้

ชิคาโก ได้ชื่อว่าเป็น The Windy City หรือเมืองแห่งสายลม ที่มีลมพัดผ่านตลอดเวลา เพราะตั้งอยู่บนฝั่งทะเลสาบมิชิแกน ในรัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา

by SME Thailand.| 30 สค. 2019

​อยากทำธุรกิจไปได้ไกล! ควรเริ่มต้นจากอะไรระหว่าง ‘นายจ้าง’ กับ ‘ลูกจ้าง’

หนึ่งในคำถามคลาสสิกที่หลายคนมักถามตัวเองก่อนออกมาเป็นผู้ประกอบการคือ ควรเลือกทำงานเป็นลูกจ้างก่อนแล้วจึงค่อยมาทำธุรกิจส่วนตัว หรือควรเริ่มต้นด้วยการ..

by SME Thailand.| 28 สค. 2019