“สง่า มะยุระ” ตำนานพู่กันจากปรมาจารย์ชั้นครู

by SME Thailand. 22 ตค. 2019
Share:



Main Idea
 
  • ถ้าพูดถึงพู่กันแบรนด์ไทย คงไม่มีใครไม่รู้จัก “สง่า มะยุระ” โรงงานผลิตพู่กันแบรนด์แรกของไทยที่มีอายุยาวนานกว่า 80 ปี
 
  • นอกจากเป็นผู้ริเริ่มผลิตพู่กันคนแรกในไทยแล้ว ด้วยความเชี่ยวชาญด้านช่างเขียน จากการเป็นผู้ใช้งานจริง มีคุณภาพดีและราคาย่อมเยา จึงทำให้ชื่อเสียงของพู่กันสง่า มะยุระ เป็นที่ยอมรับของนักเรียนนักศึกษา จิตรกรวาดภาพของไทยตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบันนี้




     “พู่กันไหนดีกว่าของ "สง่า มะยุระ" ช่วยบอกทีเถอะจ๊ะ แล้วผมจะให้ขอรางวัล ก็ "สง่า มะยุระ" เขายอดนะ เรื่องพู่กัน จะเป็นราษฎรแสนขยันที่ผลิตพู่กันคนแรกในเมืองไทย”

     ...นักรบผู้ฉกาจ ถ้าหากขาดอาวุธที่ดี ก็เปรียบเหมือนจิตรกรที่ไร้พู่กันอันถูกมือ "สง่า มยุระ" เป็นช่างเขียนจึงรู้จักวิธีสร้างพู่กันที่ละเอียดและทนทานที่สุด เป็นที่นิยมของช่างเขียนโดยทั่วไป แม้แต่ "เหม เวชกร" จิตรกรมือยอดที่เขียนภาพมาตั้งแต่แก่ จนกระทั่งหนุ่ม ช่างเขียนทั้งหลายหลาก ล้วนเอ่ยปากว่า ถูกใจ นักเรียนโดยทั่วไปต่างเลือกใช้พู่กันของสง่า มะยุระ
 
     

     
     
     เสียงสปอตโฆษณาเก่าทางวิทยุ ที่เปิดหาดูได้ทางช่องยูทูปแสดงให้เห็นว่าพู่กันของสง่า มยุระ เป็นหนึ่งในสินค้ายอดนิยมและมีชื่อเสียงในยุคนั้น แม้จะผ่านเวลามากว่า 80  ปีแล้ว แต่ชื่อของพู่กันสง่า มะยุระ ยังเป็นที่พูดถึงและครองใจนักเรียนนักศึกษา รวมถึงจิตรกรทั้งรุ่นเล็กและใหญ่จวบจนทุกวันนี้


     สิ่งหนึ่งที่ทำให้พู่กันแบรนด์นี้เป็นที่ยอมรับและได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบันนี้ คงเป็นเพราะผู้ชายที่ชื่อ “สง่า มะยุระ” ปรมาจารย์ชั้นครูจิตรกรชาวอำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ผู้ให้กำเนิดโรงงานผลิตพู่กันแห่งแรกของไทย ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2479


     สง่าได้เริ่มเรียนวิชาวาดเขียนมาตั้งแต่เด็กกับอาจารย์ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ในวัยเด็กเขาเป็นเด็กชอบขีดเขียนภาพ พบเห็นอะไรก็จะนำมาเขียนตาม รวมถึงยังเคยรับจ้างเพื่อนเขียนรูป เพื่อนำไปติดว่าวเล่นกัน จนได้มาหัดเขียนลายไทยจริงจังเมื่อตอนอายุ 17 ปีกับพระอาจารย์ที่วัดมะนาว จังหวัดสุพรรณบุรี และสามารถขายภาพได้ครั้งแรกก็ช่วงนั้น





     ต่อมาจึงได้ย้ายมาศึกษาต่อย่านฝั่งธนบุรี ก็ได้มีโอกาสเรียนวาดเขียนจิตรกรรมไทยเพิ่มเติมกับครูหลายท่าน กระทั่งได้มารู้จักกับหลวงเจนจิตรยง ช่างเขียนอันลือชื่อในยุคนั้น ซึ่งเกิดถูกชะตาและประทับใจในฝีมือของสง่า จึงได้ให้ช่วยทำงานวาดภาพให้ และจากนั้นจึงรับจ้างเขียนภาพมาเรื่อยๆ บนบานประตูหน้าต่างตามโบสถ์ วิหารของวัดต่างๆ จนกระทั่งช่วงที่อุปสมบทได้มีโอกาสช่วยซ่อมแซ่มภาพเขียนรามเกียรติ์ที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามด้วย
               

     หลังจากสึกออกมาแล้ว จึงได้เข้าทำงานประจำที่ร้านคณะช่าง ซึ่งเป็นร้านช่างเขียนรับงานเขียนต่างๆ และทำบล็อกด้วย ทำงานอยู่ได้สองปีจึงลาออกไปทำงานที่โรงพิมพ์บุญครอง
               




     จนปี 2479 หลังจากได้สมรสมีครอบครัว ก็เริ่มทำพู่กันขายโดยในสมัยนั้นการทำพู่กันในไทยยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ส่วนใหญ่หากอยากใช้พู่กันดีๆ ก็ต้องเป็นแบรนด์จากต่างประเทศซึ่งมีราคาสูงลิ่ว สง่าจึงเกิดความคิดที่อยากผลิตพู่กันของไทยขึ้นมา โดยตอนนั้นมีอายุเพียง 27 ปี เขามองว่าหากเขียนภาพข่ายเพียงอย่างเดียวคงไม่พอที่จะเลี้ยงครอบครัวให้สุขสบายได้จึงคิดอยากทำธุรกิจเล็กๆ ขึ้นมา และเนื่องจากเป็นคนมีพรสวรรค์ด้านช่างเขียนอยู่แล้ว บวกกับเคยได้ร่ำเรียนวิธีทำพู่กันใช้เองจากครูบาอาจารย์มาก่อน ทั้งจากขนหูวัวและขนไก่มาใส่ในหลอดหรือเสียบกับไม้ จึงเกิดความคิดที่จะทำพู่กันดีๆ เหมือนอย่างเมืองนอกขึ้นมา เพื่อใช้งานง่ายและสะดวก
               

     เขาได้ใช้เวลาศึกษาและทดลองทำอยู่นาน โดยเริ่มจากลงมือทำคนเดียว กระทั่งเมื่อกิจการดีขึ้น พู่กันเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น จึงได้ตัดสินใจลาออกจากงานและเปิดเป็นโรงง่านผลิตพู่กันขึ้นมา และตั้งแต่นั้นพู่กันของสง่า มะยุระ ก็เป็นที่รู้จักและนิยมของนักเรียนนักศึกษาทั่วไป เนื่องจากมีคุณภาพดีเทียบเท่าของเมืองนอก และราคาย่อมเยากว่า จนกลายเป็นที่มาของฉายาว่า “ราชาพู่กันไทย” นั่นเอง โดยทุกด้ามจะมีการพิมพ์อักษรดิ้นทองว่า “ภู่กันของสง่า มะยุระ” ไว้ทุกด้ามตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน
               



     ซึ่งครั้งหนึ่งอาจารย์จักรพันธุ์  โปษยกฤต ซึ่งเคยได้ร่วมซ่อมแซมภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังในวัดพระแก้ว ได้เล่าถึงสง่า มะยุระว่าเป็นช่างเขียนรุ่นพี่ที่มีความขยัน และมีวิธีการทำงานอันปราณีต ทุกครั้งที่วาดเสร็จจะล้างพู่กันอย่างพิถีพิถันทุกครั้งที่เสร็จงาน จะไม่ปล่อยพู่กันให้เลอะไว้จนแห้ง และไม่แช่ผู้กันทิ้งไว้ค้างคืนจนปลายงอ และนี่เองจึงทำให้ชื่อเสียงได้รับการยกย่องให้เป็นปรมาจารย์ช่างเขียนที่มีฝีมือ และเป็นศิลปินตัวอย่างที่น่าเอาเยี่ยงย่าง


     นอกจากเป็นผู้ให้กำเนิดพู่กันไทยแล้ว สง่ายังมีผลงานเขียนภาพชั้นครูฝากไว้ที่วัดสำคัญหลายแห่ง เช่น ลวดลายตกแต่งหน้าบัน ซุ้มประตูหน้าต่างให้พระอุโบสถวัดราชบูรณะ เชิงสะพานพุทธ การยังออกแบบให้วัดสัตหีบและวัดกอไผ่ที่อยุธยา เป็นต้น
 
 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

 
Share:

Related Articles

​Who Am I ? อย่าให้ใครเป็นเข็มทิศให้เรา โดย ชนรรค์ สมบูรณ์เวชการ

เราทุกคนต้องเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เราเกิดมาทำไม” ทางเดินชีวิตตั้งแต่เด็กจนโตทำไมไม่สวยหรูเหมือนคนอื่นที่เราเห็นว่าประสบความสำเร็จ ในเวลานี้เรากำ..

by SME Thailand.| 25 กย. 2020

​เหนื่อยนักต้องพักผ่อน เปิด Restflix บริการสตรีมมิ่ง ช่วยกล่อม SME ให้นอนหลับฝันดี

หลังจากผ่านพ้นวันอันเหน็ดเหนื่อย ทุกคนต้องการหลับตานอนบนเตียง แต่คนจำนวนมากไม่สามารถนอนหลับได้เต็มที่ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีหลายเรื่องให้ต้องคิด ..

by SME Thailand.| 18 กย. 2020

​เจอวิกฤตจงเดินเข้าป่า! ชวน SME เรียนรู้ชีวิตไปกับหนังน้ำดี ‘Wild’ โดยบัณฑิต เทียนรัตน์

โลกหลังโควิดจะเป็นอย่างไร? บ้านเมืองจะไปต่อเช่นไรหลังพบความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่? ภัยพิบัติทางเศรษฐกิจที่กำลังโหมกระหน่ำตรงหน้า เราจะสู้มันอีท่าไหน? ..

by SME Thailand.| 11 กย. 2020