พักยกจากเรื่องธุรกิจ มา Read and Learn กับเศรษฐศาสตร์มีจริต

by SME Thailand. 13 ธค. 2019
Share:


Main Idea 

 
 
  • บริษัทห้างร้านในบ้านเรา ต้องสู้ทนฟันฝ่ากับอุปสรรคทางเศรษฐกิจโดยที่รัฐบาลและข้าราชการนั้นแทบไม่ได้ช่วยอะไรเลย แถมยังต้องยัดเงินใต้โต๊ะ ผิดกับประเทศที่เจริญแล้วรัฐบาลและข้าราชการของเขามีหน้าที่ลดอุปสรรค และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคเอกชนเพื่อให้ออกไปเติบโต ต่อสู้กับต่างชาติในระดับโลกได้
 
  • รัฐบาลและข้าราชการจึงต้องรู้จักปรับตัวใหม่ให้เข้ากับสมัยนิยมมากขึ้น โดยต้องรู้จัก “ไม่ทำ” ในสิ่งที่ไม่จำเป็น สิ่งไหนไม่จำเป็นที่ก็เอาออกไปเพื่อให้ตัวเบาขึ้น คล่องขึ้น สะดวกขึ้น  ถ้าเปรียบกับร่างกาย ข้าราชการก็เหมือนกระดูก หน่วยธุรกิจก็เหมือนกับกล้ามเนื้อ และรัฐบาลหรือผู้นำก็เหมือนกับสมอง



ชื่อเรื่อง : เศรษฐศาสตร์มีจริต


ผู้เขียน : ดร.วิรไท สันติประภพ, นักเศรษฐศาสตร์พเนจร


สำนักพิมพ์ : โพสต์บุ๊กส์





     เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องเศรษฐศาสตร์อีกเล่มที่อ่านเข้าใจได้ไม่ยาก อาจจะไม่น่าสนุกตื่นเต้นได้เกร็ดความรู้มากนักเหมือนของ “ดร.วรากร สามโกเสส” แต่ก็ทำให้เข้าใจภาพความจริงของเศรษฐกิจบ้านเมืองเราในช่วงก่อนยุคคสช. ได้มากพอควร
               


     และพออ่านจบก็เลยเพิ่งรู้ว่าผมมีหนังสือของนักเขียนคนนี้อยู่อีกเล่มแต่ยังไม่ได้อ่าน คือ “ประชานิยม: ทางสู่ความหายนะ” เป็นเล่มที่ได้จากงานหนังสือเมื่อต้นปี 2560 แต่เล่มนี้เพิ่งได้มาจากงานหนังสือเมื่อปลายปีเดียวกันแต่ดันอ่านจบก่อนซะงั้น
               


     เนื้อหาหลักๆ ของเล่มผมว่าแบ่งเป็นสองส่วน คือ “ประชานิยม” กับ “ทุนนิยม” (ความจริงในเล่มมีเนื้อหาหลายหัวข้อ อันนี้ผมขอสรุปจากความรู้สึกส่วนตัวนะครับ)
               


     “ประชานิยม”
               


     กลายเป็นสิ่งที่คนไทยถูกพรรคการเมืองและรัฐบาลตั้งแต่ยุคทักษิณ ชินวัตร  มอบให้เสมือนขนมเค้กที่ปราศจากคำเตือนถึงอันตรายของโรคต่างๆ ที่จะตามมา เพราะทุกครั้งที่ไม่ว่าจะรัฐบาลหรือพรรคการเมืองใดๆ ก็ตามต้องการคะแนนนิยมจากประชาชน ก็จะหยิบเอานโยบายประชานิยมต่างๆ ขึ้นมาหาเสียง ไม่ว่าจะรถไฟฟ้า 20 บาททุกสายทุกเส้น (จนวันนี้บินหนีไปไหนแล้วก็ไม่รู้) ไปจนถึงจำนำข้าวทุกเมล็ด และอีกมากมายหลายนโยบายประชานิยมชวนให้ประชาชนฝันหวานไปไม่รู้กี่ตลบ
               


     แต่บรรดารัฐบาลและพรรคการเมืองเหล่านั้นไม่เคยบอกที่มาของ “ค่าใช้จ่าย” ที่จะทำให้นโยบายประชานิยมที่เราๆ ทุกคนชื่นชมกันว่า “เงิน” ที่จะเอามาอุดหนุนเหล่านั้นจะต้องหามาจากไหน เพราะรัฐบาลไหนๆ ก็ตามไม่ได้มีกระเป๋าโดราเอมอนที่จะเสกเงินออกมาสร้างประชานิยมต่างๆ ได้มากมายโดยไม่เกิดผลกระทบตามมา
               


     แต่ทั้งหมดที่พูดมาก็ใช่ว่าจะต่อต้านประชานิยมนะครับ ประชานิยมผมก็เห็นว่าเป็นเรื่องดี ตราบที่ไม่มอมเมาประชาชนมากเกินไป เพราะจุดเริ่มต้นของ “ประชานิยม” นั้นมีจาก “รัฐสวัสดิการ” ที่มีอยู่ในประเทศแถบยุโรปและสแกนดิเนเวีย แต่สิ่งที่ประชาชนต้อง “จ่าย” ให้กับรัฐสวัสดิการเหล่านั้นคือ “ภาษีที่สูงมาก” จนทำให้คนสแกนดิเนเวียในหลายประเทศนั้นไม่ได้ขวนขวายที่จะทำงานหนักเพื่อหาเงินได้มากๆ เพราะหาได้มากก็ต้องจ่ายให้รัฐมาก ก็เลยชิลๆ สบายๆ ทำงานประมาณหนึ่ง แล้วก็เอาเวลาที่เหลือไปหาความสุข
               


     แต่ในบ้านเรากลับไม่กล้าหาทางหาเงินเพิ่มขึ้นจากประชาชนซักเท่าไหร่ ก็เพราะกลัวคะแนนนิยมจะหดตกต่ำ เลยต้องพยายามใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอย่างนั้นอย่างนี้ ด้วยวิธีการนี้ผู้เขียนก็บอกเป็นนัยๆ ว่า เหมือนกับการกินกระทิงแดงกระตุ้น หรือยาม้ากระตุ้นเป็นพักๆ แต่สุดท้ายแล้วร่างกายก็เสื่อมโทรมอยู่ดี เพราะไม่ได้ดีแข็งแรงโดยพื้นฐานของเศรษฐกิจเอง
               


     นี่แหละครับคือความน่ากลัวของ “ประชานิยม” ที่เราส่วนใหญ่มักฝันหวานตาลอยเมื่อได้ยินว่าใครจะให้โน่นให้นี่ ถ้าตีความมองอีกด้านหนึ่งเอาเข้าจริงประชานิยมนี่ก็แทบไม่ต่างจากการ “ซื้อเสียง” คนทั้งประเทศด้วยนโยบายขายฝันที่ไม่ค่อยจะทำได้จริงซักเท่าไหร่นัก แถมไม่ถูกจับแบบการซื้อเสียงด้วยเงินสดๆ เหมือนสมัยก่อนเลย
               


     เรื่องที่สอง
               


      “ทุนนิยม”
               


     ผู้เขียนหมายถึงบรรดา “นายทุน” และ “บริษัท” ห้างร้านทั้งหลายในบ้านเรา ที่ต้องสู้ทนฟันฝ่ากับอุปสรรคทางเศรษฐกิจโดยที่รัฐบาลและข้าราชการนั้นแทบไม่ได้ช่วยอะไรเลย แถมยังต้องยัดเงินใต้โต๊ะให้บรรดาข้าราชการทั้งหลายไม่กลายเป็นอุปสรรคแทนด้วยซ้ำ ผิดกับต่างประเทศที่เจริญแล้วรัฐบาลและข้าราชการในประเทศเหล่านั้นมีหน้าที่ลดอุปสรรค กับเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคเอกชนเพื่อให้ออกไปเติบโต ต่อสู้กับต่างชาติในระดับโลกด้วยซ้ำ
               


     แต่ส่วนหนึ่งผู้เขียนก็ชมว่าบรรดานักธุรกิจนายทุนบ้านเรานั้นเก่ง ที่สามารถพาบริษัทไทยออกไปไกลถึงระดับโลกได้มากมาย และก็อยากให้บรรดานักธุรกิจเหล่านั้นหันมาลงทุนกับการพัฒนาสังคมในประเทศบ้าง เหมือนบริษัทใหญ่ๆ ในต่างประเทศที่ต่างลงทุนในสังคมในประเทศมากมาย ไม่ใช่แค่การทำ CSR สวยหรูเพื่อออกข่าว PR เยอะๆ แต่เป็นการสร้างและส่งเสริมสังคมอย่างจริงๆ จังๆ เพราะในที่สุดแล้วถ้าบริษัทเอาแต่สูบผลประโยชน์จากแผ่นดินและผู้คนไป วันหนึ่งสุดท้ายที่ไม่เหลืออะไรให้สูบก็จะเป็นตัวบริษัทองค์กรนั้นเองแหละที่จะต้องล้มตายตามกันไป
               


     ด้วยแนวคิดนี้บริษัทใหญ่ๆ ในต่างประเทศจึงคิดถึงเรื่อง “ความยั่งยืน” อย่างจริงๆ จังๆ มากขึ้น IKEA เองก็ปลูกป่าเพิ่มเติม และปลูกป่าของตัวเองในระยะยาวมากขึ้น บริษัทแฟชั่นบางแห่งก็หันมาใช้การย้อมขาวฟอกสีโดยไม่ใช้น้ำ ทั้งๆที่ปกติแล้วขั้นตอนเหล่านี้ต้องใช้แหล่งน้ำมากมาย เพราะถ้ามองในระยะยาวถึงความยั่งยืนในทุกด้าน ถ้าวันหนึ่งแหล่งน้ำหมดไป ธุรกิจเหล่านี้เองก็จะไม่สามารถอยู่ได้ เค้าเลยเลือกที่จะปรับตัวตั้งแต่วันนี้ ไม่รอให้วิกฤตินั้นมาถึง
               


     เห็นไหมครับว่าเรื่องของ CSR กับ “ความยั่นยืน หรือ Sustainable นั้นมันคงจะเรื่องกันเลย
               


     ทั้งหมดของทั้งสองเรื่องหลักไม่ว่าจะ “ทุนนิยม” หรือ “ประชานิยม” นั้นวนกลับมาเรื่องของรัฐบาลและข้าราชการ ที่ต้องรู้จักปรับตัวใหม่ให้เข้ากับสมัยนิยมมากขึ้น ต้องรู้จัก “ไม่ทำ” ในสิ่งที่ไม่จำเป็น เพราะแต่ไหนแต่ไรมาราชการมักจะคุ้นกับการ “เพิ่ม” ขั้นตอนความยุ่งยากต่างๆ เข้าไป จนทำให้เหมือนคนอ้วนอุ้ยอ้ายที่ขยับตัวทำอะไรก็ยาก ดังนั้นวันนี้เราต้องเริ่มจากการมองให้ออกว่าสิ่งไหนไม่จำเป็นที่จะต้องทำ ก็เอามันออกไปให้ตัวเราเบาขึ้น คล่องขึ้น สะดวกขึ้น เพราะข้าราชการเป็นเสาหลักของชาติ ถ้าเปรียบกับร่างกายก็เหมือนกระดูก หน่วยธุรกิจก็เหมือนกับกล้ามเนื้อ และรัฐบาลหรือผู้นำก็เหมือนกับสมอง
               


     ลองคิดดูซิว่าถ้ากระดูกคด (ข้าราชการทำงานผิดเพี้ยนไปหมด) ก็ต้องเป็นภาระหนักที่กล้ามเนื้อ (ภาคธุรกิจ) ที่ต้องพยายามพาร่างกายไปข้างหน้าตามคำสั่งของสมอง (รัฐบาลหรือผู้นำ) แต่ถ้าสมองนั้นกลับมองไม่ออกว่าอะไรที่ควรทำหรือไม่ควรทำแต่ก็ยังดันทุรังจะทำมันไป ก็เท่ากับเป็นการเปลืองทั้งพลังงานกล้ามเนื้อ และฝืนโครงสร้างกระดูกของร่างกาย จะทำให้พาลตายไปทั้งร่าง
               


      การปฏิรูปต้องเริ่มจากการจัดกระดูก เสริมกล้ามเนื้อ และบำรุงสมอง เพื่อให้ร่างกายทั้งหมดสามารถวิ่งแข่งกับชาติอื่นๆ ได้ครับ
 
 
               








www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
Share:

Related Articles

​ต้อนรับภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ กับ 8 ของกินเด็ดเมืองไข่มุกอันดามัน มีโอกาสต้องได้ชิมสักครั้ง!

ได้เห็นข่าวการเปิดตัวโครงการ “ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์” ก็พาลให้นึกถึงบรรยากาศและของกินอร่อยๆ ที่มีเสน่ห์ของเมืองไข่มุกอันดามันแห่งนี้ วันนี้เราจึงมี 8 เม..

by SME Thailand.| 02 กค. 2021

​“บางคล้า-ศาลาดิน-นาต้นจั่น-หน้าทับ” 4 ที่สุดของแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ที่หมดโควิดต้องไปโดนสักครั้ง

นี่คือ 4 ที่สุดของแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ที่ได้รับการส่งเสริมให้เป็นหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์สู่การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน (Creative Industry Vil..

by SME Thailand.| 30 เมย. 2021

​Wake up 5 นิสัย ปลุกความพร้อม! เริ่มเช้าวันใหม่อย่างมีจุดหมาย

หากคุณสามารถเริ่มต้นเช้าวันใหม่ได้ดี วันนั้นทั้งวันจะเป็นวันที่สดใส แต่รู้ไหมว่านอกประโยชน์ที่กล่าวมาแล้ว การฝึกฝนนิสัยบางอย่างให้เกิดขึ้นในยามเช้า ..

by SME Thailand.| 27 มีค. 2021