“รู้ทันอนาคตที่(อาจจะ)ไม่มีคุณ” ก่อนไม่มีที่ยืนในโลกยุคใหม่

by SME Thailand. 21 กพ. 2020
Share:



Main Idea
 
  • “รู้ทันอนาคตที่(อาจจะ)ไม่มีคุณ” เป็นหนังสือที่ให้ภาพอนาคตแบบคร่าวๆ เพื่อให้เราเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่น่าจะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที เพราะถ้าไม่เตรียมพร้อม  เราก็อาจจะไม่มีที่ยืนในอนาคตได้
 
  • คำที่เป็นหัวใจหลักในการบรรยายถึงโลกอนาคต คือ “Formless” การไม่ยึดติดกับสิ่งเดิม ไม่ว่าจะวิธีการ ความเชื่อ หรือความสำเร็จ เพราะทุกสิ่งจะเปลี่ยนแปลงตลอดและเร็วขึ้นเรื่อยๆ และ “Borderless” โลกจะเปิดกว้าง เส้นแบ่งต่างๆ หายไป จึงมีโอกาสให้กับทุกคน
 
  • แต่โลกที่เปิดกว้างขึ้นก็ไม่ได้มีแค่โอกาสเท่านั้น ทว่าหมายถึงการแข่งขันและคู่แข่งที่จะพรั่งพรูตามมาด้วย ดังนั้นถ้าไม่แกร่ง ไม่เร็ว ไม่ชัดเจนในความเชี่ยวชาญพอ ก็ยากที่จะมีที่ให้เราอยู่ในอนาคต



     ชื่อเรื่อง : รู้ทันอนาคตที่(อาจจะ)ไม่มีคุณ The Industries of The Future


     ผู้เขียน : ALEC ROSS


     สำนักพิมพ์ : Bingo




     นี่เป็นหนังสือที่ให้ภาพอนาคตแบบคร่าวๆ ตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้เราเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่น่าจะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที เพราะถ้าเราไม่เตรียมพร้อมรับมือไว้ ก็ตามชื่อหนังสือนั่นแหละครับ เราอาจจะไม่มีที่ยืนในอนาคตได้ ด้วยเทคโนโลยีต่างๆ มากมายที่พร้อมเข้ามาแทนที่มนุษย์เรา
               





     Formless และ Borderless คือสองคำที่น่าจะเป็นหัวใจหลักในการบรรยายถึงโลกอนาคต โดย Formless” คือการไม่ยึดติดกับสิ่งเดิม ไม่ว่าจะเป็นวิธีการ ความเชื่อ หรือความสำเร็จ เพราะทุกสิ่งจะเปลี่ยนแปลงตลอดและเร็วขึ้นเรื่อยๆ ส่วน Borderless”  คือโลกจะเปิดกว้างยิ่งขึ้น เส้นแบ่งต่างๆ จะค่อยๆ จางหายไป จึงมีโอกาสให้แทบทุกคน
               


     แต่โลกที่เปิดกว้างขึ้นก็ไม่ได้มีแค่โอกาสเท่านั้น แต่มันหมายถึงการแข่งขันและคู่แข่งที่จะพรั่งพรูตามมาด้วย ดังนั้นถ้าไม่แกร่ง ไม่เร็ว ไม่ชัดเจนในความเชี่ยวชาญพอ ก็ยากที่จะมีที่ให้เราอยู่ในอนาคต
               


     เพราะนวัตกรรมกับโลกาภิวัตน์นั้นสร้างทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ โลกาภิวัตน์จะทำให้ค่าแรงในประเทศสูงขึ้น แต่ด้วยค่าแรงที่สูงขึ้นนี่แหละที่จะทำให้คนในประเทศไม่มีงานทำ เพราะงานจะถูกถ่ายโอนไปยังสองส่วน ไม่เทคโนโลยีที่ดีขึ้นเพื่อช่วยลดต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้น ก็ส่งไปยังประเทศที่ยังมีค่าแรงถูกกว่า เรื่องนี้ดูได้ง่ายๆ จากการที่สินค้าในอเมริกาแทบไม่ได้ผลิตในอเมริกาเลย หรือญี่ปุ่นเทคโนโลยีหุ่นยนต์ในประเทศสามารถดึงเอางานด้านการผลิตกลับมาในประเทศได้มากขึ้น โดยไม่ต้องจ้างคนทำงานเพิ่มขึ้นเลย
               


     หุ่นยนต์ จะเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญของอนาคตมากขึ้น ทุกวันนี้หุ่นยนต์กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ในโลกถูกผลิตขึ้นใน 5 ประเทศเท่านั้น นั่นคือ ญี่ปุ่น จีน อเมริกา เกาหลีใต้ และ เยอรมณี โดยเฉพาะเกาหลีใต้นั้นสามารถผลิตหุ่นยนต์เพื่อส่งออกมากกว่าที่จะผลิตไว้ใช้เองเหมือนอย่าง 4 ประเทศที่เหลือ
               


     แต่หุ่นยนต์นั้นจะแพร่หลายจนเป็นที่ยอมรับในสังคมได้ก็ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของแต่ละประเทศเช่นกัน
               


     อย่างที่ญี่ปุ่นสามารถอยู่ร่วมกับหุ่นยนต์ได้ดี ด้วยวัฒนธรรมจากลัทธิชินโตที่เชื่อว่าของทุกอย่างนั้นมีวิญญาณในตัวเอง ทำให้คนในญี่ปุ่นยอมรับที่จะอยู่กับหุ่นยนต์ได้อย่างสนิทใจ เมื่อเทียบกับตะวันตกที่มองว่าสิ่งของก็คือสิ่งของ เครื่องมือก็คือเครื่องมือ ต้องกำกับควบคุมให้อยู่หมัด ทำให้การยอมรับที่จะอยู่ร่วมกับหุ่นยนต์ในสังคมตะวันตกนั้นล้าหลังกว่าญี่ปุ่น
               


     ไม่น่าเชื่อนะครับว่าวัฒนธรรมในอดีตจะมีผลต่อเทคโนโลยีเพื่ออนาคตได้ขนาดนี้
               


     แล้วงานที่เคยคิดว่ามีแต่มนุษย์เท่านั้นที่ทำได้ ในวันนี้แทบทุกอย่างหุ่นยนต์หรือ AI สามารถทำแทนได้หมดแล้ว ที่หุ่นยนต์นั้นเก่งขึ้นมากอย่างรวดเร็วก็ด้วย 2 ปัจจัยหลัก หนึ่งคือพลังการประมวลผลที่เร็วขึ้นและถูกลง และสิ่งที่สำคัญมากๆ ก็คือระบบ Cloud
               


     Cloud ทำให้หุ่นยนต์แต่ละตัวสามารถเรียนรู้ร่วมกับหุ่นยนต์อื่นได้ ในอดีตที่หุ่นยนต์พัฒนาได้ช้าเพราะเรียนรู้แยกกัน แต่วันนี้เมื่อระบบ Cloud เข้ามาทำให้หุ่นยนต์ล้านตัวสามารถเรียนรู้ร่วมกันได้ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ถ้ามีหุ่นยนต์ตัวหนึ่งเดินพลาดล้มตกบันได หุ่นยนต์ตัวนั้นจะแชร์ข้อมูลขึ้น Cloud แล้วหุ่นยนต์อีกล้านตัวก็จะเรียนรู้ว่าอะไรที่จะทำให้ล้ม จากนั้นหุ่นยนต์ล้านตัวนั้นก็จะไม่ล้มแบบหุ่นตัวแรกที่ล้มครั้งแรก
               


     นี่คือการปฏิวัติการเรียนรู้แบบที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้แบบหุ่นยนต์ ยกเว้นว่าเราจะเอาสมองเชื่อมโยงกันผ่าน Cloud ได้
               


     เทคโนโลยีหุ่นยนต์ในวันนี้ยากที่จะคาดเดาได้ ถ้าให้เทียบก็เหมือนกับอินเทอร์เน็ตเมื่อยี่สิบปีก่อน ใครจะคิดว่าจากเทคโนโลยีของพวกเนิร์ดที่หมกตัวอยู่แต่ในบ้าน จะกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยู่ได้โดยไม่ใช้อินเทอร์เน็ตแล้วในวันนี้
               


     ปัจจุบันมีหุ่นยนต์สระผมเกิดขึ้นแล้วครับ แถมยังมีตั้ง 24 นิ้ว ที่พร้อมสระและนวดหัวให้เราโดยไม่มีบ่น ลองคิดดูซิว่าขนาดงานสระผมหุ่นยนต์ยังเข้ามาแทนได้ แล้วจะเหลืองานอะไรที่หุ่นยนต์จะเข้ามาแทนไม่ได้อีก
               


     เหลือก็แค่มันคุ้มไหมในแง่การลงทุนที่จะเอาเข้ามาแทนที่คนเท่านั้นเอง
               


     ผ่านจากหุ่นยนต์เป็นเรื่องของมนุษย์สายพันธ์ใหม่
               




     อุตสาหกรรมล้านล้านดอลลาร์ล่าสุดนั้นสร้างขึ้นด้วยวงจรคอมพิวเตอร์ แต่อุตสาหกรรมล้านล้านดอลลาร์อันถัดไปจะสร้างด้วยรหัสพันธุกรรมของเรา
               


     อย่างรหัสพันธุกรรมทำให้รักษามะเร็งได้ตรงจุด และดีขึ้นภายใน 2 อาทิตย์ และ 4 ปีผ่านไปก็ยังไม่มีวี่แววจะกลับมาเป็นอีกเลย
               


     ชายคนหนึ่งเคยป่วยเป็นโรคมะเร็งหายาก แต่พอเขาถอดรหัสพันธุกรรมตัวเองได้ก็พบว่ามะเร็งนี้เกิดจากความผิดปกติของยีนตัวหนึ่ง ที่ผลิตโปรตีน FLT3 มากเกินไป ที่ไปเร่งการเติบโตของมะเร็งที่ว่าเข้า พอรู้ว่ายีนตัวไหนผิดปกติก็สามารถหายาที่รักษาเฉพาะจุดนั้น ไม่ต้องทำคีโมหรือฉายแสงจนทำให้เซลล์ที่ดีต้องเสียหายไปด้วยแบบเดิมๆ
               


     การฆ่าตัวตายก็มาจากยีนตัวหนึ่งที่ชื่อ ACP1 ก็เจอจากการตรวจรหัสพันธุกรรม และก็สามารถผลิตยาเพื่อรักษาอาการผิดปกติจากยีนตัวนั้นได้
               


     คาดว่าอีกไม่เกิน 20 ปี การตรวจรหัสพันธุกรรมจะกลายเป็นเรื่องปกติทางการแพทย์ เสมือนกับการวัดความดันหรือใช้ปลอดวัดไข้เลยทีเดียว



     แล้วประเด็นเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์จะกลายเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกองค์กรให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ
               


     ขนาดว่าทุกวันนี้ผู้บริหารบริษัทใหญ่ๆ ในอเมริกาเองต้องไปหาผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์มาเป็นกรรมการของบริษัทด้วย ถ้าบริษัทไหนไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยบนไซเบอร์ ก็ถือว่าเป็นการบริหารที่ผิดพลาดไปเลย
               


     เหมือนอย่าง ห้าง Target ที่เคยพลาดเรื่องความปลอดภัยบนไซเบอร์เมื่อปี 2013 จนถูกแฮกฐานข้อมูลบัตรเครดิตลูกค้าหลายสิบล้านราย จนส่งผลให้กำไรในปี 2013 ลดลงกว่า 46 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อน แถมยังถูกร้องเรียนค่าเสียหายตามมาอีกกว่าครึ่งพันล้านดอลลาร์
               


     ดูบทเรียนของ Target เป็นตัวอย่างถ้าไม่อยากเจ็บตัวแพงแบบนี้
               


     หรือแม้แต่สำนักข่าว AP เองก็ยังเคยถูกแฮกทวิตเตอร์เพื่อปล่อยข่าวลวงว่าทำเนียบขาวถูกวางระเบิด และประธานาธิบดีโอบามาในตอนนั้นได้รับบาดเจ็บ เพียงแค่ไม่กี่นาทีหลังข่าวลวงนี้ทำเอาตลาดหุ้นนิวยอร์กสูญเสียมูลค่าไปกว่า 136,000 ล้านดอลลาร์
               


     หรือตอนที่อเมริกาวางแผนโจมตีแนวป้องกันทางอากาศของลิเบีย ก็มีการหารือกันภายในว่าจะใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด หรือจะใช้การโจมตีทางไซเบอร์แทนดี เพื่อจำกัดวงความเสียหายให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และลดจำนวนคนตายที่ไม่เกี่ยวข้อง
               


     จีนเองก็เป็นชาตินัก Hack มานานแล้ว
               


     อดีตผู้อำนวยการ NSA เปิดเผยว่า อเมริกาถูกจีนโจมตีทางไซเบอร์เป็นประจำ เพื่อขโมยข้อมูลความลับทางการค้าที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทเอกชน ส่งผลความเสียหายไม่น้อยกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์ในแต่ละปี
               


     แถมเมื่อเรากำลังก้าวเข้าสู่ชีวิต IoT หรือทุกสิ่งอย่างรอบตัวเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เชื่อไหมหลอดไฟหรือตู้เย็นก็เคยมีคนแฮกมาแล้ว
               


     เมื่อราวสิบปีก่อนตลาดความปลอดภัยทางไซเบอร์มีขนาดแค่ 3,500 ล้านดอลลาร์ แต่ในปี 2017 คาดว่าจะไม่น้อยกว่า 120,000 ล้านดอลลาร์
               


     และความปลอดภัยทางไซเบอร์จะไม่ใช่แค่เรื่องของบริษัทยักษ์ใหญ่ หรือเรื่องระหว่างรัฐบาลเท่านั้น แต่จะเป็นเรื่องของประชาชนทุกคนที่รัฐบาลต้องให้ความปกป้อง จนมีแนวโน้มว่าความปลอดภัยทางไซเบอร์จะกลายเป็นอีกหนึ่งสิทธิพื้นฐานของพลเมืองที่รัฐบาลต้องดูแล
               


     แต่บ้านเราตอนนี้ยังไม่เห็นพรรคไหนเอามาใช้เป็นนโยบายหาเสียงเลยนะครับ
               


     เมื่อที่ดินเคยเป็นวัตถุดิบในยุคเกษตร เหล็กคือวัตถุดิบในยุคอุตสาหกรรม และข้อมูลนี่เองคือวัตถุดิบสำคัญในยุคดิจิทัล
               


     เราอาจถูกเอาข้อมูลมาเป็นอาวุธทำร้ายเราได้ง่ายๆ เลยล่ะ
               


    ทีมงานหาเสียงของ Obama ตอนปี 2012 เองเคยใช้การทดสอบหัวเรื่องอีเมลที่ส่งออกไปมากมาย จนพบว่าหัวเรื่องอีเมลที่เขียนว่า “เขาจะทุ่มงบมากกว่าผม” สามารถเรียกเงินบริจาคได้มากกว่า 2,673,278  ดอลลาร์ ส่วนที่แย่ที่สุดคือ “มีสิ่งหนึ่งที่โพลถูกต้อง…” นั้นเรียกเงินบริจาคได้แค่ 403,603 ดอลลาร์เท่านั้น
               


     ทีมงานชุดนี้บอกว่าหมดยุคการเดาอีกแล้วว่า ควรลงทุนในอะไร ในเมื่อเราอยู่ในยุค Big Data
               


     ผมคิดเหมือนกันว่าอีกหน่อยบริษัททั้งหลายต้องใช้ Data ในการจัดสรรงบ รูปแบบจะเป็นว่าแบ่งงบออกมาส่วนหนึ่งก่อนเพื่อทดลองและเก็บข้อมูลว่าจะจัดสรรงบที่เหลืออย่างไร
               


     ในอนาคตนั้นความชำนาญเฉพาะทางคือกุญแจสู่ความสำเร็จ ทุกประเทศไม่จำเป็นต้องเป็นอย่าง Silicon Valley ที่เชี่ยวชาญด้านอินเทอร์เน็ต เพียงแค่หาจุดที่ตัวเองเชี่ยวชาญให้เจอ อย่างปารีสเชี่ยวชาญเรื่องแฟชั่น หรือนิวซีแลนด์ที่เชี่ยวชาญเรื่องวัว ก็เลยเอาเทคโนโลยีดิจิทัลและ Big Data มาประยุกต์ใช้จนทำให้สามารถส่งออกเนื้อวัวได้เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าภายในปีเดียว
               


      นิวซีแลนด์ใช้เทคโนโลยี Big Data ในการหาข้อมูลว่าตรงไหนที่มีหญ้าให้วัวกิน แล้วก็พาวัวไปตรงนั้น ผลคือไม่ต้องพาวัวเดินไปเรื่อยๆ โดยไม่มีจุดหมาย แค่เก็บข้อมูลของหญ้ามาบอกให้ผู้เลี้ยงรู้ก็พอ
               


     หรือถ้าเมืองไทยเราไม่แน่ใจเหมือนกันว่าความเชี่ยวชาญคืออะไร แต่สำคัญคือต้องหาให้เจอแล้วค่อยเอาเทคโนโลยีมาเสริมให้เชี่ยวชาญยิ่งขึ้น เหมือนนิวซีแลนด์
               


     สุดท้ายแล้วผู้เขียนพบว่าสิ่งที่ผู้นำหลายๆ ประเทศกังวลเหมือนกันคือ รู้สึกว่าตัวเองอำนาจน้อยลงเรื่อยๆ ตั้งแต่อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียแพร่หลาย
               


     นั่นแหละครับ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าอนาคตของรัฐบาลหรือชาตินั้นจะมีที่ยืนในอนาคตไหม
               


     สุดท้ายแล้วสิ่งสำคัญว่าคุณจะมีที่ยืนในอนาคตไหม คือการพร้อมปรับตัวให้ทันโลก หรือไม่คุณก็ต้องยอมออกมานอกเกมกระแสโลก แล้วสร้างโลกเล็กๆ ของตัวเองขึ้นมา
               






 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 

 
Share:

Related Articles

​ต้อนรับภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ กับ 8 ของกินเด็ดเมืองไข่มุกอันดามัน มีโอกาสต้องได้ชิมสักครั้ง!

ได้เห็นข่าวการเปิดตัวโครงการ “ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์” ก็พาลให้นึกถึงบรรยากาศและของกินอร่อยๆ ที่มีเสน่ห์ของเมืองไข่มุกอันดามันแห่งนี้ วันนี้เราจึงมี 8 เม..

by SME Thailand.| 02 กค. 2021

​“บางคล้า-ศาลาดิน-นาต้นจั่น-หน้าทับ” 4 ที่สุดของแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ที่หมดโควิดต้องไปโดนสักครั้ง

นี่คือ 4 ที่สุดของแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ที่ได้รับการส่งเสริมให้เป็นหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์สู่การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน (Creative Industry Vil..

by SME Thailand.| 30 เมย. 2021

​Wake up 5 นิสัย ปลุกความพร้อม! เริ่มเช้าวันใหม่อย่างมีจุดหมาย

หากคุณสามารถเริ่มต้นเช้าวันใหม่ได้ดี วันนั้นทั้งวันจะเป็นวันที่สดใส แต่รู้ไหมว่านอกประโยชน์ที่กล่าวมาแล้ว การฝึกฝนนิสัยบางอย่างให้เกิดขึ้นในยามเช้า ..

by SME Thailand.| 27 มีค. 2021